Get Adobe Flash player

แม่ของผม (ตอนจบ) โดย น.พ.สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

Font Size:

ผมก็นอนคิดแล้วก็ร้องไห้เงียบๆไปทั้งคืน ที่ได้ทำบาปทำกรรมด้วยวาจาและใจต่อแม่ ด้วยการกล่าวหาอย่างชั่วร้ายอย่างนั้น อันจะเป็นเวรกรรมที่จะติดตัวผมไปทั้งชาติ ไม่มีอะไรดีไปกว่านอนร้องไห้และคิดด้วยอายุแค่สิบสาม บ้านก็ยากจน ความรู้ก็ไม่มี รู้เพียงแต่ภาษาจีนเท่านั้น ด้วยวันหนึ่งคุณแม่ก็คงแก่ลง คงเลี้ยงดูผมต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถึงตอนนั้นแล้วชีวิตผมจะเป็นยังไงต่อ แล้วใครจะมาเลี้ยงดูแม่ต่อ

เริ่มมามองที่ตัวเอง ว่าผมเป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมต้องมาเกิดในครอบครัวที่ทุกข์ยากอย่างนี้  แล้วต่อไปจะทำอะไร ถึงจะไม่ถูกเขาดูถูกได้ แล้วจะตั้งตัวให้เจริญได้อย่างไร จิตใจและหัวผมมันวุ่นวายสับสนเพราะปัญหาทั้งหมดนี้ ไม่รู้ตัวว่าหลับไปเมื่อไหร่ด้วยความเพลีย รุ่งเช้าความคิดที่เป็นเด็ก ๆ อย่างไม่รับผิดชอบ ก็หายไปหมด เปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ในคืนเดียวเท่านั้น รู้แต่ว่าอยากออกจากบ้านไปหางานทำเหมือนพี่ๆ  ถ้าเป็นเหมือนภาพยนตร์ผมบนหัวผมคงเปลี่ยนเป็นสีขาวในคืนนั้นเอง

วันรุ่งขึ้นเผอิญเป็นวันอาทิตย์ พี่น้องและแม่ก็อยู่บ้าน ผมก็ไปกราบเท้าขอโทษแม่ที่พูดจาล่วงเกินอย่างร้ายกาจอย่างนั้น และขออภัยอย่าให้ผมต้องมีเวรกรรมตกนรกดังที่ก๋งเคยอบรมสอนไว้ อารมณ์ผมก็เย็นลง เหลือแต่ความกระตือรือร้น ที่คิดจะออกจากบ้านไปหางานทำอีท่าเดียว แล้วก็บอกกับพี่ทั้งสองดั่งที่คิด ส่วนแม่บอกว่าผมยังเล็ก เงินเดือนที่เขาจะให้ก็คงไม่พอเลี้ยงตัวเอง โอกาสที่จะเรียนหนังสือต่อก็ยังมี  และอายุขนาดนี้เขาก็ให้เรียนกวดวิชาได้แล้ว พี่ผมก็บอกผมว่าสมควรเรียนกวดวิชาประถมสี่ที่วัดจังวังดิษฐ์ แถววรจักร เออ การเรียนกวดวิชาก็ไม่ยากเย็นอย่างที่ผมกลัวมาก่อน ผมเรียนจบชั้น ป. สี่ ภายในปีเดียว ตอนนั้นอายุก็สิบสี่แล้ว จะย่างเข้าสิบห้า ความคิดที่อยากจะออกไปทำงานก็ยังแรงอยู่ พี่ผมต้องทั้งขู่ทั้งบังคับให้ผมเรียนกวดวิชาต่อชั้น ม. สาม ที่วัดสระเกศ พี่จะจ่ายค่าใช้จ่ายให้ สองปีต่อมา ผมก็จบชั้น ม.หก ผมก็ไม่รู้ว่าถ้าผมเรียนต่อชั้น ม. แปดต่อ ถ้าจบ แล้วผมจะไปเป็นอะไรต่อในชีวิต แต่ช่างเถิดเรามีหน้าที่เรียน ก็ต้องเรียนและก็เรียนให้หนักด้วย อีกปีผมก็จบ ม. แปด จนได้ จบแล้วพี่ผมก็จะให้ผมเรียนเป็นหมอ เพราะบอกว่าผมเรียนเก่ง เสียดายถ้าไม่เรียนต่อ

แต่พี่ไม่รู้อยู่อย่าง ความฉลาดของผมมีแค่ 25% เท่านั้น ที่สอบผ่านได้หมดเพราะผมมันนอนตีสามถึงตีสี่แทบทุกคืน ด้วยช่วงนั้นแม่กลัวว่าผมจะตายเสียก่อน เพราะเร่งเรียนเหมือนกับจะเร่งตัวเองให้ตายเร็วๆเลยเอาใจชงน้ำสมให้กินทุกคืน พี่สาวผมอยากให้ผมเรียนเป็นแพทย์ต่อ เพราะเขาเป็นพยาบาล ส่วนในใจลึกๆของผมก็อยากจะเรียนทนายความ เพราะเห็นรูปถ่ายของผู้พิพากษาทั้งหลายช่างสง่าเสียกระไร และด้วยชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับ เปาบุ้นจิ้น และ เชอร์ลอกโฮม มากไปหน่อย ก็อยากจะเป็นเหมือนท่านเปาด้วย และถ้าไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ก็สามารถออกมาทำงานหากินตอนกลางวันได้ด้วย

สุดท้ายผมก็ตามใจพี่สาวผม สอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เออ มันเป็นบุญหรือกรรมกันแน่ สอบติดกับเขาด้วยอายุเพียงสิบเจ็ด

ด้วยตอนนั้นแม่ผมก็ป่วยบ่อยก็เลยเลิกกิจการค้าขาย ย้ายไปอยู่บ้านเช่าโทรมๆ แถววงเวียนใหญ่ ด้วยปัญหาความยากจน ผมก็คิดเองว่าเรียนเก่งแล้วจะยังไง ไม่เก่งยังจะดีกว่า เพราะไม่มีเงินพอจะจ่ายอะไรต่ออะไรอีกมากซึ่งต้องใช้เงินทั้งนั้น คิดจะไม่เรียนหมออีท่าเดียว เพราะท้อแท้ใจมาก ต้องเรียกว่ามีความบีบคั้นทางจิตใจมาก ขนาดปลายเดือน บางวันมีเงินติดกระเป๋าอยู่แค่ห้าบาท ทุกวันก็ต้องกินมื้อเที่ยง ส่วนค่ารถจากจุฬาฯ กลับบ้าน มันเป็นปัญหาบ่อย บางวันก็ต้องเดินกลับบ้าน ต้องปลอบใจตัวเองว่า เราเดินออกกำลังกายนะ (ออกกำลังผีอะไร เดินกลับถึงบ้านที่วงเวียนใหญ่มันเพลียไปหมด นอนหลับเหมือนตาย) ปีแรกก็เลยสอบตกซ้ำชั้น ด้วยสองวิชาเท่านั้น เพราะวิชาแรกตกสองคะแนน วิชาที่สองตกเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น ด้วยสภาพจิตที่เสื่อมโทรมลงอย่างมากจากความกดดัน ผมยืนกรานกับแม่และพี่ว่าจะออกจากมหาวิทยาลัยไม่เรียนหมออีกแล้ว ส่วนคุณแม่และพี่สาวก็ยืนกรานว่าผมจะต้องเรียนให้เป็นหมอให้ได้ ส่วนเรื่องเงินค่าการศึกษานั้นคุณแม่จะไปหยิบยืมเงินทองจากน้าคนที่สี่ที่เคยเลี้ยงดูผมมาตลอดตอนผมยังเด็กอยู่ คุณน้าเลยเรียกผมไปอบรมเสี่ยหลายชั่วโมง และสัญญาว่าจะจ่ายค่าใช้จ่ายผมไปตลอด ให้ผมตั้งใจเรียนอย่าให้ท่านและแม่ต้องเสียใจ

นั่นแหละครับ เมื่อสุขภาพจิตมันดีขึ้น ผมก็ตั้งใจเรียนจนจบแพทย์ ไม่ให้ผู้ใหญ่รวมทั้งพี่ทั้งสองต้องผิดหวัง ในวันที่ผมได้รับพระราชทานปริญญาบัตรแพทย์ที่หอประชุมที่โรงพยาบาลศิริราช หน้าตาของแม่ผม มีแต่ความอิ่มเอิบสดใส ชื่นชมในความสำเร็จของลูกที่ท่านเกือบคิดจะทำแท้งไปแล้ว (ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว)

เมื่อผมโตเข้ามหาวิทยาลัยแล้วญาติๆก็ยังเอาเปรียบและถากถางแม่ผมอยู่เสมอ ด้วยสภาพที่โดนเข้าบ่อยๆอย่างนี้ และความเจ็บแค้นมาแต่เดิม ในวันตรุษจีนปีหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมาไหว้ก๋งและยาย เพราะเหตุอะไรก็ไม่ทราบผมได้พูดด้วยอารมณ์ที่คั่งค้างไว้ว่า วันหนึ่งถ้าผมเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมา ผมจะมาแก้แค้นทุกคนที่เคยเหยียบหยามและเอาเปรียบแม่ผม ให้จำหน้าผมไว้ แต่ผมก็ไม่ได้ทำอย่างที่พูดไว้จนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะตอนนี้ทุกคนก็ตายจากไปเสียหมดแล้ว

ตอนผมเป็นหมอแล้ว คุณแม่ก็ไม่มีทำการค้าอะไรแล้ว สุขภาพท่านก็แย่ตามไปด้วย  ลูกๆเลยต้องให้เลิกทำการงานทุกอย่าง แม้กระทั่งให้คนอื่นกู้เงิน  เพราะโดยมากกู้ไปแล้วก็ไม่เคยคืนกัน คุณแม่ก็ไม่จัดการกับพวกนี้สักอย่าง ผมและพี่ๆก็จัดการซื้อบ้านใหม่ แต่อยู่ไกลจากใจกลางเมืองหน่อย แม่ชอบฟังเทศน์ฟังธรรมมาก ทุกอาทิตย์ต้องให้คนใช้พาไปฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัดมหาธาตุ ผมก็ไม่ทราบว่าแม่เข้าถึงแก่นธรรมหรือเปล่า รู้แต่ว่าตอนหลังแม่จะไม่ชอบเรื่องไสยศาสตร์และเรื่องงมงายทั้งหลาย แม้กระทั่งพระเครื่องท่านก็ไม่ยินดีให้ลูกๆใส่คอกัน

ด้วยความลำบากของครอบครัวผม ลูกทุกคนเลยหัดทำงานได้ทุกอย่าง ไม่มีใครเสียเด็ก ไม่ดื่มสุรา ไม่เที่ยวเกเร และก็เรียนหนังสือดีทุกคน พี่ชายคนรองก็เป็นเจ้าของรถแท๊กซี่ให้เช่ากว่าร้อยคัน

เมื่อผมมาเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็ไม่คิดว่าจะอยู่นานจนฝังรกรากขนาดนี้ ผมต้องกลับเมืองไทยทุกปี และบ่อยครั้งเพราะแม่ไม่สบาย ก็จากโรคหัวใจเสียส่วนมาก

ตอนแม่ผมหายสบายดี วันหนึ่งผมก็ถามว่าถ้าแม่เสีย แม่จะให้ทำศพอย่างไร แม่ก็บอกว่าก็เผาซี่ ให้เร็วที่สุดยิ่งดี แล้วก็เอาอัฐิไปโรยน้ำเสีย อย่าทำพิธีใหญ่โตอะไร หลังจากงานศพแล้วก็ไม่ต้องทำพิธีไหว้ทุกปี แถมด้วยคำสั่งสอนว่าการทำงานศพใหญ่มันเสียสตางค์มาก ไม่ได้อะไรดีขึ้นสำหรับคนตาย มันเป็นพิธีหลอกคนเป็น คนตายไม่รู้เรื่องด้วย

คำสอนที่สำคัญของแม่คือ ตอนเป็นๆอยู่อย่าทำ"เจ๊กอั้ก"(แปลว่ากรรมชั่ว) ก็แล้วกัน และก็อย่าไปเจ็บแค้นญาติ ๆ เขาหรอก มันเป็นเวรกรรมของแม่แต่ชาติก่อน

คำสั่งสอนของคุณแม่ที่ยังติดตรึงใจผมอยู่ คือ "มีคนเขาลำบากกว่าเราเยอะ เรามีข้าวกินทุกวันก็โชคดีกว่าคนอื่นอีกมาก ถ้าคนอื่นเขาลำบาก เราช่วยเขาได้ก็ควรช่วยเท่าที่จะทำได้ จงหลีกเลี่ยงที่จะไปทำเวรกรรมแก่คนอื่น เพราะเวรกรรมมันกลับมาหาเราเร็ว กว่าเราจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว"

นั่นเป็นคำอบรมและสั่งเสียครั้งสุดท้ายของแม่ ยังไม่ถึงปี ท่านก็จากไปอย่างเงียบๆ บนตักของหลานสาว ระหว่างทางไปโรงพยาบาล