Get Adobe Flash player

งานสัมนาHow LA County is Working to End Homelessness โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้เขียนได้ไปรับเชิญในนามสื่อมวลชนไปร่วมงานสัมนา How LA County is Working to End Homelessness ที่ Skid Row Housing Trust's Star Apartments ในดาวน์ทาวน์ แอลเอ ซึ่งเป็นการรวมเอาผู้นำองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาของคนไร้ที่อยู่มาพบปะพูดคุยกันในงานเดียว อาทิเช่น ฟิล แอนเซล ผู้อำนวยการโครงการ Homeless Initiative จาก Los Angeles County ลิบบี้ บอยส์ ผู้อำนวยการโครงการ Access, Referral and Engagement for the Housing Program คริส โค ผู้อำนวยการโครงการ Homeless Initiative จาก United Way of Greater Los Angeles ซีลีนา อัลเวอเรซ ผู้อำนวยการHousing Work ตัวแทนกลุ่มคนเชื้อสายลาติโน่ วา ลีเซีย อดัมส์ แคลลัม ประธานศูนย์ St. Joseph Center ตัวแทนกลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เดบร่า ซูห์ ผู้อำนวจการศูนย์ CPAF ซึ่งให้ความช่วยเหลือกับผู้ถูกทารุณกรรม และแอนเดรีย มาเช็ตติ ผู้อำนวยการของ Jovenes ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับผู้ไร้ที่อยู่ที่เป็นเยาวชน มาร่วมเสวนา

มร. ฟิล เอนเซลซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐได้กล่าวว่า “ปัญหาของคนไร้ที่อยู่นั้นเป็นปัญหาสากลที่ควรจะถูกหยิบยกมาพูดคุยกัน ซึ่งโครงการ Homeless Initiative นี้จะจะมีการสนับสนุนให้กระจายกันไปทั่วประเทศ ปัญหานี้เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เพียงแต่เราจะต้องนำทรัพยากรทั้งหมดช่วยกัน ปัญหานี้ไม่ใช่เป็นปัญหาเดี่ยวแต่เป็นสิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยทาง LA county ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการอนุมัติงบประมาณเบื้องต้นถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐในการจัดทำโครงการเบื้องต้นจำนวนมาก และก็ยังต้องการที่จะหาเงินลงทุนสนับสนุนเพิ่มเติมเพราะปัญหานี้เป็นปัญหาต่อเนื่อง เราไม่สามารถแก้ไขได้ในเพียงครั้งเดียว ซึ่งในการเลือกตั้งในวันที่ 7 มีนาคมที่จะถึงนี้ จะมีการขอเสียงโหวตให้กับ Measure H ที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งทุนสนับสนุนพิเศษเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาคนไร้ที่อยู่นี่ หากวาเราสามารถผ่านกฏหมายตัวนี้ได้ในช่วงเวลา 10 ปีเราจะสามารถหาเงินสมทบได้ 355 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็จะเป็นเงินกว่า 80% ของงบประมาณที่จะต้องใช้สำหรับการแก้ปัญหานี้ด้วย”

จากนั้นคุณ ลิบบี้ บอยส์ ก็ได้กล่าวเสริมว่า “ปัญหาของผู้ไร้ที่อยู่เป็นเรื่องซับซ้อน การให้ที่อยู่เพียงอย่างเดียวเป็นการแก้ไขปัญหาได้เพียงในระยะสั้น หากต้องการแก้ปัญหาระยะยาวเราจะต้องมีการให้บริการทั้งทางการแพทย์และการฟื้นฟูสภาพจิตใจกับเขาด้วย คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนท้องถนน ผ่านปัญหาในชีวิตมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสภาพจิตใจ ปัญหาการใช้ยา เป็นต้น คนส่วนใหญ่ถึงอยู่กันบนท้องถนนกันเป็นเวลานาน เพราะพวกเขาไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบคนปรกติได้ง่าย คนที่จะมาทำงานด้านนี้จะต้องเสียสละเวลาในการทำให้พวกเขาเชื่อและไว้ใจ” ซึ่งคุณเฟลิน่า อัลวาเรซ ตัวแทนจากกลุ่มลาติโน่ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ว่า “เรื่องเหล่านี้ควรจะเป็นเรื่องที่ทำกันอย่างต่อเนื่อง ควรให้ความรู้กับคนทั่วไป ไม่ใช่เอาแต่กล่าวหากันว่าใครเป็นต้นตอของปัญหา เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาของสังคมโดยรวม และการที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิ์ขั้นมูลฐานของความเป็นมนุษย์”

คุณ วา ลีเซีย อดัมส์ แคลลัม ตัวแทนกลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน ได้ให้มุมมองของเธออย่างน่าฟังว่า “เธอทราบว่าคนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันเป็นคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนท้องถนน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าว่าคนในชุมชนของเธอจำนวนถึง 29% มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่า poverty line แต่เธอรู้สึกว่าปัญหานี้ก็มีส่วนที่เกิดจากการที่พวกเขาถูกกีดกันในด้านการมีที่อยู่อาศัย การทำงาน การเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ด้วยเช่นกันซึ่งคนที่จะมาทางด้านนี้จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคน ไม่ใช่เพียงแค่มาทำงานรับเงินเดือนไปเท่านั้น””

เป็นที่หน้าเศร้าใจว่าในวันนี้เรามีผู้ไร้ที่อยู่ที่เป็นสตรีมากขึ้น ซึ่ง เดบร่า ซูห์ ผู้อำนวจการศูนย์ CPAF ได้เสริมว่า “การทารุณกรรมในครอบครัวก็เป็นตัวผลักดันให้ผู้หญิงและเด็กออกมาอยู่อาศัยกันบนท้องถนนมากขึ้นเพราะบ้านของเขานั้นไม่เป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยต่อไป ผู้หญิงเหล่านี้ไม่มีหนทางจะไปที่ไหน เพราะคนที่รู้จักส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนรอบข้างของคนที่ทำร้ายเขา ซึ่งทางศูนย์ก็ได้จัดสร้างที่พักอาศัยให้กับเหยื่อผู้ถูกทำร้ายมาเป็นเวลานานแล้ว และหวังว่าทางภาครัฐจะให้งบประมาณทางด้านนี้เพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณคนที่ต้องการความช่วยเหลือที่มีมากขึ้นทุกวัน”

นอกจากสตรีแล้วเยาวชนซึ่งขาดแคลนทางด้านการเงินและทักษะในการทำงานก็เป็นอีกกลุ่มที่มาเป็นผู้อาศัยอยู่บนท้องถนนเช่นกัน ซึ่งคุณ แอนเดรีย มาเช็ตติ ผู้อำนวยการของ Jovenesได้เสริมว่า “ใน LA county เรามีเยาวชนที่ไร้ที่อยู่ถึง 10,000 – 15,0000 รายเลยทีเดียว ซึ่ง 38% เป็นพวกที่อยู่ในบ้านอุปการะ ดังนั้นการที่จะช่วยเหลือคนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ให้ที่อยู่อาศัยแก่เขา เราจะต้องช่วยเขาในเรื่องของการฝึกอบรมให้มีทักษะในการทำงานได้ด้วย”

การเสวนาจบท้ายด้วยการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคุณรีบ้า สตีเว่น ซึ่งเคยเป็นผู้ที่ไร้ที่อยู่และอาศัยมาบนท้องถนนถึง 21 ปี ซึ่งผุ้เขียนขอถอดความมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังนี้

ในวัย 19 ปี รีบ้าเป็นเด็กวัยรุ่นที่มีความสุขเหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป เธอทำงานเป็นผู้ดูแลหญิงชราคนหนึ่งและได้อาศัยอยู่กับเขาจนกระทั่งหญิงชราเสียชีวิต จากนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ญาติของหญิงชราไล่เธอออกจากบ้าน เธอต้องเอาลูกสาววัย 1 ขวบของเธอไปฝากไว้กับแม่ของเธอและไปอาศัยอยู่บนถนน วัน ๆ เธอได้แต่ร้องไห้กับโชคชะตาของเธอ เธอหวาดกลัวมากกับการที่อาศัยอยู่บนท้องถนน และเธอเริ่มติดเหล้า ติดยาเสพติด ซึ่งนำพาให้เธอไปสู่การเป็นหัวขโมย และนั่นเองทำให้เธอต้องติดคุกถึง 4 ปีครึ่ง เธอทำตัวดีขึ้นและได้ออกมาจากคุก แต่เธอก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ เธอจึงได้เข้าไปอยู่ในโครงการบำบัดฟื้นฟูของรัฐ และวันนึงที่ทำให้เธอมีพลังมากพอที่จะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิต

ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่เธอได้พบกับแพทย์คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยว่าเธอเป็นผู้เป็นโรคซึมเศร้าจากเหตุการณ์ร้ายแรง แพทย์ท่านนั้นได้รับฟังปัญหาของเธอเป็นเวลานาน ซึ่งเธอคิดว่าเขาเป็นคนแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกว่าห่วงใยและใส่ใจกับตัวเธออย่างแท้จริง เธอเคยมีโอกาสที่จะมีที่อยู่หลายครั้ง เธอกลับไปทำงาน แต่เธอไม่จ่ายค่าเช่าบ้านและถูกไล่ออกมา ตอนนั้นเธอลืมไปแล้วว่าการต้องใช้ชีวิตแบบที่มีความรับผิดชอบมันเป็นอย่างไร ชีวิตบนท้องถนน 21 ปีมันทำให้เธอลืม วันนี้เธอจึงมาเพื่อจะบอกเพื่อนที่ยังเป็นผู้ไร้ที่อยู่ว่า “ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้” และอยากจะมาเป็นเสียงที่บอกเล่าเรื่องเพื่อให้คนที่ไม่ได้เคยมีสภาพแบบเธอและเพื่อนของเธอได้เข้าใจว่า .การเป็นผู้ไร้ที่อยู่มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวปัญหา พวกเขาต้องการการสนับสนุนและให้กำลังใจที่แท้จริงจากชุมชน “ และเธอคิดว่าการผ่านกฏหมาย Measure H นี้จะทำให้รัฐมีงบประมาณมาช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ผู้เขียนเห็นด้วยกับนางแซนดี้ โคลส ผู้อำนวยการของ New America Media ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการที่ว่า “การที่จะช่วยเหลือปัญหาคนไร้ที่อยู่นี้จะต้องเป็นการ่วมด้วยช่วยกันของคนที่ใส่ใจกับปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ได้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป”และขอสนับสุนการผ่านกฏหมาย Measure H นี้ เพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ตึงเครียดของประเทศสหรัฐอเมริกา บางทีอาจจะมีสักวันที่พวกเรารู้สึกอยู่ในสภาพที่ว่า “one paycheck away from being homeless” นะคะ