Get Adobe Flash player

เที่ยวปักกิ่งวันที่ 2 โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

เช้าวันที่สองของกรุงปักกิ่ง ถนนไม่แออัดด้วยรถเหมือนที่กรุงเทพ มัคคุเทศน์ “หยก” อธิบายว่าช่วงนี้เป็นวัดประชุมพรรคคอมมูนิสต์จากทั่วประเทศมาชุมนุมที่ปักกิ่ง ถนนจึงว่างทั้งวัน เธอพูดไทยได้ชัดเจน ตามเชื้อสาย “ไทลื้อ” เพียงแต่บางคำไม่ค่อยถูกต้องชัดเจน เธอได้รับการศึกษาในกรุงปักกิ่งมาแต่วัยเยาว์จึงพูดภาษาจีนกลางได้อย่างชาวปักกิ่ง

เสร็จจากอาหารเช้าที่มีแบบ continental breakfast และอาหารจีนธรรมดา ที่โรงแรม เรามารอรถที่ lobby เล็กๆของโรงแรม วันนี้ เธอจะพาเราเที่ยวสองที่ ที่แรก เป็นพระราชวังฤดูร้อน อี้เหอหยวน  ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ๑๕ กิโลเมตร เดิมเป็นวังหลวงและสวนดอกไม้ของพระเจ้ากุบไลข่าน ในปี ค.ศ. ๑๑๕๓ มีการต่อเติมในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอุทยานที่งดงามที่สุดของจีน

พระราชวังนี้ถูกทำลายลง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๖๐ ยุคสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ โดยกองทหารอังกฤษและฝรั่งเศสบุกเข้าปล้นกรุงปักกิ่ง เผาทำลายสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๘๖ พระนางซูสีไทเฮาได้บูรณะพระราชวังฤดูร้อนขึ้นใหม่

ครั้งที่สอง ถูกกองทัพชาติตะวันตกหลายชาติทำลาย ในปี ค.ศ. ๑๙๐๐ แต่พระนางซูสีไทเฮาก็ทรงบูรณะพระราชวังนี้ขึ้นอีกในปี ค.ศ. ๑๙๐๓ เพราะพระองค์ทรงโปรดที่นี่มาก

พระราชวังนี้มีพื้นที่ ๑,๘๑๓ ไร่ ส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบ “คุนหมิง” ที่พระนางสั่งให้ขุดขึ้น แล้วนำดินไปถมเป็นภูเขาสร้างวังบนภูเขาให้ชื่อว่า “ว่านโซวซ่าน” หรือ ภูเขาหมื่นปี พร้อมตำหนักน้อยใหญ่หลายหลัง สวนดอกไม้กว่า ๓๐๐ แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยระเบียงทางเดินริมทะเลสาบ “ฉางหลาง” มีหลังคาคลุมโดยตลอดทอดยาวไปยังเรือหินอ่อนของพระนางซูสีไทเฮาทางตะวันตก มีความยาว ๗๗๗ เมตร

การเดินชมพระราชวัง เริ่มจากทางตะวันออก มีอยู่ ๔ หลัง

หลังที่ ๑ ตำหนักเหวินโซ่วเตี้ยน พระนางซูสีเฮาใช้เป็นที่เสด็จออกประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร

• การเดินชมพระราชวังแห่งนี้จะเริ่มต้นจากหมู่พระตำหนักทางตะวันออกก่อน มีอยู่ 4 หลัง คือ

• หลังที่ 1 ตำหนักเหวินโซ่วเตี้ยน พระนางซูสีไทเฮาใช้เป็นที่เสด็จออกประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร ให้บรรดาเชื้อพระวงศ์เข้าเฝ้า จะเห็นได้ความยิ่งใหญ่ของหงส์เหนือมังกร แสดงถึงอำนาจของพระนางที่อยู่เหนือฮ่องเต้

• หลังที่ 2 ตำหนักอวี่หลันเตี้ยน เป็นที่พระนางซูสีไทเฮาใช้กักขังจักรพรรดิกวางสี แล้วยึดอำนาจปกครองบ้านเมืองเสียเอง

• หลังที่ 3 ตำหนักอี้เล่อเตี้ยน เป็นสถานที่พระนางซูสีไทเฮาประทับชมการแสดงงิ้ว โรงงิ้วที่อยู่ติดกัน สูง 3 ชั้น สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่พระนางทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา พระนางโปรดงิ้วมาก ถึงขนาดบางครั้งเสด็จลงร่วมเล่นงิ้วด้วยก็มี

• ปัจจุบันโรงงิ้วจัดแสดงพระภูษาทรงของพระนางซูสีไทเฮา เครื่องประดับ เครื่องสำอาง รวมถึงรถเมอร์เซเดสเบนซ์คันแรกของจีนด้วย

• หลังที่ 4 ตำหนักเล่อโซ่วถาง เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของซูสีไทเฮา มีพระแท่นบรรทม พระวิสูตร(ม่าน) โคมไฟ เครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นของที่มีอยู่แต่เดิม

• เมื่อเดินตามระเบียงฉางหลางมาได้ครึ่งทาง จะเห็นตำหนักไผอวิ๋นเตี้ยน ตั้งอยู่เชิงเขาว่านโซ่วซ่าน พระนางซูสีไทเฮาใช้เป็นสถานที่จัดงานพระราชทานเลี้ยงในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปัจจุบันจัดแสดงสิ่งของต่างๆที่พระนางได้รับพระราชวังนี้มีพื้นที่ 1,813 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบคุนหมิงซึ่งพระนางสั่งให้ขุดขึ้น จากนั้นนำดินไปถมเป็นภูเขาแล้วสร้างวังบนภูเขา ให้ชื่อว่า “ว่านโซวซ่าน”(ภูเขาหมื่นปี) พร้อมตำหนักน้อยใหญ่หลายหลัง สวนดอกไม้กว่า 300 แห่ง ลานกว้างหลายแห่งเชื่อมต่อถึงกันด้วยระเบียงทางเดินริมทะเลสาบ ที่มีชื่อเรียกว่า ฉางหลาง มีหลังคาคลุมโดยตลอดทอดยาวจากหมู่พระตำหนักตะวันออกไปยังเรือหินอ่อนของพระนางซูสีไทเฮาทางตะวันตก ความยาวรวม 777 เมตร สร้างในปีค.ศ. 1750 แบ่งเป็นคานขวาง 273 ช่วง สลับกับศาลา 4 หลัง บนผนังให้หลังคามีภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับเทพนิยายของจีนหลายเรื่อง มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี รวมทั้งภาพทิวทัศน์ที่สวยงามมาก

• การเดินชมพระราชวังแห่งนี้จะเริ่มต้นจากหมู่พระตำหนักทางตะวันออกก่อน มีอยู่ 4 หลัง คือ

• หลังที่ 1 ตำหนักเหวินโซ่วเตี้ยน พระนางซูสีไทเฮาใช้เป็นที่เสด็จออกประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร ให้บรรดาเชื้อพระวงศ์เข้าเฝ้า จะเห็นได้ความยิ่งใหญ่ของหงส์เหนือมังกร แสดงถึงอำนาจของพระนางที่อยู่เหนือฮ่องเต้

• หลังที่ 2 ตำหนักอวี่หลันเตี้ยน เป็นที่พระนางซูสีไทเฮาใช้กักขังจักรพรรดิกวางสี แล้วยึดอำนาจปกครองบ้านเมืองเสียเอง

• หลังที่ 3 ตำหนักอี้เล่อเตี้ยน เป็นสถานที่พระนางซูสีไทเฮาประทับชมการแสดงงิ้ว โรงงิ้วที่อยู่ติดกัน สูง 3 ชั้น สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่พระนางทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา พระนางโปรดงิ้วมาก ถึงขนาดบางครั้งเสด็จลงร่วมเล่นงิ้วด้วยก็มี

• ปัจจุบันโรงงิ้วจัดแสดงพระภูษาทรงของพระนางซูสีไทเฮา เครื่องประดับ เครื่องสำอาง รวมถึงรถเมอร์เซเดสเบนซ์คันแรกของจีนด้วย

• หลังที่ 4 ตำหนักเล่อโซ่วถาง เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของซูสีไทเฮา มีพระแท่นบรรทม พระวิสูตร(ม่าน) โคมไฟ เครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นของที่มีอยู่แต่เดิม

• เมื่อเดินตามระเบียงฉางหลางมาได้ครึ่งทาง จะเห็นตำหนักไผอวิ๋นเตี้ยน ตั้งอยู่เชิงเขาว่านโซ่วซ่าน พระนางซูสีไทเฮาใช้เป็นสถานที่จัดงานพระราชทานเลี้ยงในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปัจจุบันจัดแสดงสิ่งของต่างๆที่พระนางได้รับ

วัดลามะ หรือ หย่งเหอกง (Yonghegong or Lama Temple)

• ปีที่สร้าง : ปีค.ศ. 1694

• สร้างโดย : องค์ชายหย่งเจิ้ง (องค์ชายสี่)

• สถานที่ตั้ง : ตั้งอยู่กลางเมืองปักกิ่ง

• วัดที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนาของปักกิ่ง สร้างในปี ค.ศ. 1694 เดิมเป็นตำหนักที่ประทับขององค์ชายหย่งเจิ้ง (องค์ชายสี่) เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงยกให้เป็นที่ก่อตั้งวัดลามะ ล่วงมาถึงรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงวัดนี้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของพุทธศาสนานิกายเกลุกปา (Gelukpa) หรือหมวกเหลืองแบบทิเบต ที่ก่อตั้งโดยพระซองกาปา (TsongKhapa) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

• วัดนี้เป็นวัดใหญ่มีการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม (ด้วยศิลปะมองโกล ทิเบต และฮั่น) ปัจจุบันมีพระลามะอาศัยอยู่ถึง 200 รูป ภายในวัดมีเนื้อที่จัดแบ่งเป็น 5 ส่วน มีหอบูชาใหญ่ 5 หลัง มีกระถางธูปใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในปักกิ่ง ตั้งอยู่ระหว่างหอหลังแรก (ประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตย) กับหลังที่ 2 (ประดิษฐานพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต)

• หอบูชาหลังที่ 4 (ฝ่าหลุนเตี้ยน) เป็นที่เก็บรักษาพระแท่นบัลลังก์ขององค์ดาไลลามะ เป็นที่สวดมนต์ ศึกษาพระธรรมของลูกศิษย์ 2 องค์ของพระซองกาปาคือ ดาไลลามะองค์ที่ 2 และปัญเชนลามะองค์ที่ 2

• หอบูชาหลังสุดท้ายนั้นใหญ่โตและสวยที่สุด เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน สูง 26 เมตร (รวมฝังอยู่ในพื้นดิน 8 เมตร) แกะสลักจากไม้จันทน์หอมต้นเดียวที่นำมาจากทิเบตเมื่อปีค.ศ. 1990 (เป็นพระพุทธรูปแกะสลักที่สูงที่สุดในโลก ได้บันทึกไว้ในเรกคอร์ด) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร ใช้เวลาแกะสลักถึง 10 ปี แล้วสร้างวิหารหอบูชาครอบองค์พระพุทธรูป สูง 36 เมตร ในภายหลัง

• เศียรพระพุทธรูป (เชื่อว่าเป็นพระศรีอาริยเมตไตย) สูงพ้นมาถึงชั้นที่ 3 ของอาคารบูชา สูงใหญ่มากจนต้องแหงนคอมองแต่ก็ยังไม่เห็นพระพักตร์ได้อย่างชัดเจน ประกอบด้วยมีแสงสว่างค่อนข้างน้อย จึงสร้างความขลังและความน่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

• นอกจากนี้ขอแนะนำให้ชมภูเขาพระอรหันต์ 500 องค์ซึ่งแกะสลักจากไม้จันทน์หอม สูง 5 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 30 เซนติเมตร องค์พระอรหันต์หล่อด้วยโลหะผสมกันถึง 5 ชนิดคือ ทอง เงิน ทองแดง เหล็ก และดีบุก ประดิษฐานอยู่ในหอบูชาหลังที่ 4