Get Adobe Flash player

เที่ยวปักกิ่ง วันที่ 4 โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

วัดลามะ

วันที่ ๔ ในกรุงปักกิ่ง เป็นวันชมวัดลามะที่มีประวัติยาวนาน และงดงามด้วยศิลปะจีนที่ต่างไปจากวัดไทย แต่อาจเป็นเพราะไม่ชินกับศิลปะจีน เท่ากับศิลปะไทย ความงามของวัดลามะจึงไม่เด่นชัดในสายตา  แต่เมื่อได้รู้ประวัติของวัดนี้ การชมจึงสมค่าของเวลาที่ข้ามฟ้ามาแต่ไกล การเดินทางมาวัดควรที่จะน่าสนใจคือ นั่งรถสามล้อชมเมืองเก่าหูถ้ง ที่เป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวปักกิ่ง  แต่น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีรถสามล้อให้นั่ง เราจึงนั่งรถท่องเที่ยวเข้าเมืองเก่า จากหน้าต่างรถ มองลงมาเห็นร้านค้าเรียงรายสองฟากถนนไม่ใหญ่นัก และยังเห็นในซอยเล็กๆมีบ้านเก่าๆคล้ายสร้างด้วยอิฐ  ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเดินสวนกันไปมาดูคึกคัก เราลงจากรถ และนัดแนะกันว่าจะมารอรถตรงจุดนี้ แล้วเดินไปที่ประตูวัดข้างหน้า คนทั่วไปต้องซื้อบัตรเข้าชม ๒๕ หยวน ประมาณ ๔ ดอลล่าห์ เมื่อเข้าวัดไม่ต้องเสียเงินค่าธูปที่วัดมีเตรียมไว้ให้

วัดลามะ มีชื่อจีนว่า วัดหย่งเหอกง เป็นวัดที่รวมวัฒนธรรมของชนชาติ ๔ กลุ่มคือ ฮัน แมนจู มองโกล และทิเบต ที่ต่างวัฒนธรรมประเพณ๊ แต่มีพุทธศานาหลอมรวมชนชาคิต่างภาษาไว้ด้วยภาษาธรรมเดียวกัน เป็นแห่งเดียวในประเทศจีน ตามประวัติ ศาสนาพุทธ เข้ามาในประเทศจีนในศตวรรษที่  ๑ ในราชวงศ์ ฮัน

เดิมทีวัดนี้เคยเป็นวังของพระราชโอรส หย่งเจิ้ง ในองค์จักรพรรดิคังซี แห่งราชวงศ์ ชิง สร้างในปีค.ศ. ๑๖๙๔ เมื่อ ว่าหย่งเจิ้ง ขึ้นครองราชเป็นจักรพรรดิ หรือ ฮ่องเต้ พระองค์พระราชทานพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับลามะ

เมื่อผ่านเข้าประตูแรกสู่ลานกว้าง มีซุ้มประตูใหญ่ที่ ๒ ชื่อ ประตูจาวไถ่ สลักลายจีนสีน้ำเงินแดงเขียวเป็นหลักบอกประวัติของวัดด้วยอักษรภาษาแมนจู ฮัน มองโกล และธิเบต  เปิดทางเข้าผ่านแนวต้นแปะก๊วยโบราณ ประมาณ ๑๐๐ เมตร จะเห็นกระถางธูปโบราณที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง คนจีนมีความเชื่อว่า โยนเหรียญเข้าไปในกระถางจะพบโชคลาภ เรื่องนี้ประหลาดที่ใครเป็นผู้คิดไม่สำคัญเท่ากับโชคลาภที่เป็นที่หวังของคนที่หลงเชื่อลาภมากกว่าจะเชื่อในดุลยพินิจและความสามารถหาโชคด้วยตนเอง จากตำหนักแรก เราเดินผ่านควันธูปที่ครอบคลุมบริเวณลานวัดไปจนถึงตำหนัก

ตำหนักเทียนหวัง

ตำหนักนี้เป็นวิหารจตุโลก ด้านหน้ามีรูปปั้นสิงห์สำริดขนาดใหญ่ ๒ ตัวเฝ้าประตูด้านซ้ายและขวา  (เช่นเดียวกับความเชื่อถือของไทยที่หน้าโบสถ์มักจะมีพญานาคเคียงทางขึ้น) ด้านในประดิษฐานองค์พระศรีอริยเมตไตรย ในแบบของลามะทิเบต

ข้อมูลจากวิกีพีเดีย เกี่ยวกับ พระศรีอริยเมตตไตรย

พระศรีอริยเมตไตรย หรือพระเมตไตรย (บาลี: Metteyya เมตฺเตยฺยสันสกฤต: मैत्रेय ไมเตฺรย) เป็นพระโพธิสัตว์ผู้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปนี้ พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าเมื่อศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้าสิ้นสุดไปแล้ว โลกจะล่วงเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอย อายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ 10 ปี ก็เข้าสู่ยุคมิคสัญญี ผู้สลดใจกับความชั่วก็หันมารวมกลุ่มกันทำความดี จากนั้นอายุขัยเพิ่มขึ้นถึง 1 อสงไขยปี แล้วจึงลดลงอีกจนเหลือ 80,000 ปี ในยุคนี้จะมีพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีครบ 80 อสงไขยแสนมหากัป ลงมาตรัสรู้เป็น พระเมตไตรยพุทธเจ้า

วิหารหย่งเหอกง

ตำหนักนี้เป็นที่ตั้งของพระสุเมรุสัมฤทธิ์จำลอง ตัวแทนทางความเชื่อเรื่องนรกและสวรรค์ ข้อมูลเกี่ยวกับพระสุเมรุมีว่า

เขาพระสุเมรุตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา คือภูเขาที่เป็นหลักของโลก ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพและภูมิต่างๆ นับแต่สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ไปถึงมนุษย์นาค ครุฑ ยักษ์มาร คนธรรพ์ ฤๅษี และเทวดา โดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่ รอบๆ เขาพระสุเมรุ

เขาพระสุเมรุตั้งอยู่เหนือน้ำ 84,000 โยชน์ มีภูเขารองรับ 3 ลูก โดยส่วนฐานคือ ตรีกูฏ (สามเส้าหรือสามยอด) มีภูเขาล้อมรอบ 7 ทิว เรียกว่า สัตตบริภัณฑคีรี คือ ทิวเขา ยุคนธร กรวิก อิสินธร สุทัศ เนมินธร วินตกและอัสกัณ มีเทวดาจตุมหาราชิก และบริวารสถิตอยู่

ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์คือองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า (องค์กลาง) พระพุทธเจ้าในอดีต (ด้านขวา) และพระพุทธเจ้าในอนาคต (ด้านซ้าย) และรูปพระอรหันต์ 18 อรหันต์

วิหารว่านฝูเก๋อ
วิหารนี้เป็นที่เรียกกันว่า  หอมหมื่นสุข เป็นวิหารที่ตั้งอยู่ในสุดและเป็นวิหารที่มีความสูงที่สุดด้วยเพราะภายในประดิษฐานพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรย ปางยืนที่แกะสลักด้วยไม้จันทร์หอม สีขาวสูง 26 เมตร ฝังอยู่ใต้ดิน 8 เมตร อยู่เหนือพื้นดินอีก 18 เมตร พระพุทธรูปทั้งองค์มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการบันทึกไว้ ใน guinness book ด้วยถือเป็นจุดสำคัญจุดที่ 3 ของวัด

ประวัติความเป็นมาของวัดลามะ ทำให้การเที่ยววัดแห่งนี้มีความหมาย ด้วยความไม่ชินกับศิลปะจีนเท่ากับศิลปะไทย จึงไม่ได้รับความอภิรมย์ในความงามเท่ากับที่ได้ไปชมวัดต่างๆที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่จะนำมาเสนอในฉบับหน้า