Get Adobe Flash player

เที่ยวเชียงใหม่ 3 โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

สมัยเมื่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นปี 2507 หรือปี ค.ศ. 1964 หลังเรียนจะไปเที่ยวในเมืองชมวัด โดยไม่ใส่ใจในประวัติความเป็นมา แม้แต่ศิลปะล้านนาที่แสนงามก็ไม่ได้ใส่ใจนักเพียงเห็นว่างามเท่านั้น ไม่สนใจจะทราบว่าใครสร้าง สร้างเมื่อไร ด้วยเหตุใด จนเวลาผ่านไป 50 ปี ความสนใจในประวัติความเป็นมาของโบราณสถาน อันเป็นต้นกำเนิดของปัจจุบันจึงกระจายไปทุกแห่งหนที่ไปเยือน ดังเช่น เชียงใหม่

เชียงใหม่ ในอดีตเป็นแดนอิสระล้านนาก่อนจะมาเป็นจังหวัดในประเทศไทย มีวัดที่สร้างโดยพญามังรายและกษัตริย์ หลายพระองค์ หลายวัด ส่วนใหญ่เป็นอิทธิพลจากลังกา ที่นับถือพุทธศาสนาในลัทธิเถรวาท หรือ หินยาน ด้วยจุดประสงค์เพียงให้เป็นศาสนสถาน สำหรับศาสนพิธีในสมัยต่อมาจนปัจจุบัน ยังมีการสร้างวัดโดยพระ และโดยศรัทธาของประชาชน เพื่อบำเพ็ญบุญเท่านั้น

เราจะไปชมและศึกษาประวัติของวัดที่เก่าแก่ที่สุดของ เชียงใหม่ ก่อน คือ วัดเชียงมั่น บนถนนราชภาคีไนย ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และพงศาวดารโยนก พญางำเมือง พญาร่วง และพญามังราย ทรงสร้างเชียงใหม่ในปีพ.ศ. 1839 ทั้งสามพระองค์โปรดให้สร้างเจดีย์ ต่อมาพญามังรายทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กเป็นพระอารามหลวงแห่งแรก และพระราชทานนามว่า “วัดเชียงมั่น” ส่วนพระเจดีย์เดิมได้พังลงมาในสมัยพระเจ้าติโลกราช (ครองราชย์ พ.ศ. 1985 - 2031) พระองค์จึงโปรดให้สร้างเจดีย์ใหม่ ทำด้วยศิลาแลง เมื่อปี พ.ศ. 2014

เมื่อเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ในปี พ.ศ. 2094 วัดเชียงมั่นจึงถูกปล่อยร้าง จนปี พ.ศ. 2101 เจ้าฟ้ามังทรา (สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช) แห่งพม่า บูรณปฏิสังขรณ์วัดเชียงมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยโปรดให้สร้างเจดีย์ วิหาร อุโบสถ หอไตร ธัมมเสนาสนะกำแพง และประตูโขง มีพระมหาหินทาทิจจวังสะเป็นเจ้าอาวาสเมื่อถึงสมัยพระยากาวิละครองเมือง เชียงใหม่ (พ.ศ. 2324 - 2358)

หอไตรคือศาสนาสถาน เป็นอาคารขนาดเล็กสำหรับเก็บรักษาและศึกษาพระธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระไตรปิฎก หอไตรก็คือห้องสมุดสำหรับพระสงฆ์ศึกษาพระธรรมนั่นเอง ในล้านนานิยมทำเป็นอาคารสองชั้น บางแห่งจะตั้งอยู่กลางน้ำใช้สะพานไม้พาดชั่วคราวสำหรับเดินแล้วชักเก็บได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันปลวกและแมลงอื่นไปกัดกินพระไตรปิฎกซึ่งเป็นใบลานใบข่อยหรือกระดาษ

หอไตรที่ทำเป็นสองชั้นนั้น ชั้นบนจะใช้เป็นที่เก็บพระธรรมคัมภีร์ทั้งหลาย ไม่มีทางขึ้นถาวร แต่จะใช้บันไดพาด เมื่อเลิกใช้ก็เก็บบันได ชั้นล่างใช้เป็นที่อ่านศึกษาพระธรรมที่ขึ้นไปเอามาจากชั้นบน อ่านเสร็จก็เอาขึ้นไปเก็บที่ชั้นบน

วัดเชียงมั่น มีพระเสตังคมณี หรือที่เรียกกันว่า พระแก้วขาว และพระศิลา พระพุทธรูปปางปราบช้างนาฬาคิรี ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร เชื่อกันว่าถ้าได้มาสักการะขอพรที่วัดนี้ จะทำให้อายุมั่นขวัญยืน ชีวิตมีแต่ความมั่นคงตลอดไป หลังจากกราบพระประธานในวิหารหลวงแล้ว อย่าลืมไปสักการะพระแก้วขาวและพระศิลาเจ้าที่วิหารที่อยู่ด้านขวามือด้วยซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญอันมีค่าของเมืองเชียงใหม่ จึงต้องมีลูกกรงป้องกันเพื่อความปลอดภัย ด้านหลังวิหารหลวงยังมีพระเจดีย์ช้างล้อมมีอายุเกือบ 700ปีอีกด้วย

พระศิลา หรือ พระศีลา เป็นพระพุทธรูปปางโปรดช้างนาราคีฬี แกะสลักด้วยหินชนวนดำ(บางตำนานว่าเป็นหินแดง) ฝีมือช่างปาละของอินเดียและสลักตามคติเดิมของอินเดีย พุทธลักษณะของพระศิลาคือ ประทับยืนเยื้องพระองค์บนฐานบัวภายใต้ซุ้ม พระหัตถ์ขวาทอดลงเหนือหัวช้างซึ่งหมอบอยู่ พระหัตถ์ซ้ายยกในท่าประทานอภัยหรือแสดงธรรม พระอานนท์ยืนถือบาตรอยู่ด้านซ้าย ปัจจุบันประดิษฐานคู่กับพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) ภายในพระวิหารวัดเชียงมั่น

แม้จะไม่มีการพิสูจน์ว่า พรที่ขอจะปรากฎ แต่ก็ไม่ควรลบหลู่ ความเชื่อถือของชาวไทยชาวพุทธที่ศรัทธากันมาร่วม 700 ปี และประเพณีจากความศรัทธาเชื่อถือก็จะคงอยู่คู่ฟ้าไทยไปอีกนาน รวมทั้งการสร้างวัด จากแรงศรัทธาของพระและพุทธศาสนิกชน