Get Adobe Flash player

วิกฤติลี้ภัยสงครามซีเรีย โดย รุจิรัตน์ โททาริ

Font Size:


ดิฉันหายไปนานไม่ได้เขียนคอลัมน์เป็นเดือนเพราะมัวแต่บินเพื่อสะสมไมล์ไทย !! เดือน ก.ค. ตอนดิฉันอยู่ไทย การบินไทยประกาศหยุดบิน แอล เอ-กรุงเทพวันที่25 ตุลาคม 2015 นี้ ซึ่งดิฉันตั้งใจบินอีกครึ่งเทียวไปไทยเดือน พ.ย. เพื่อต่อบัตรทองก่อนสิ้นปี แผนปั่นป่วนไปหมด เลยบินไปกระบี่และญี่ปุ่น สรุปตอนนี้ได้ไมล์ครบแล้วค่ะ

วันนี้มาคุยเรื่อง“วิกฤติลี้ภัยสงคราม” หรือ“ไมเกรชั่น ไคร๊ซิส” (Migration Crisis)ของชาวซีเรียซึ่งตอนนี้เป็นข่าวต่อเนื่องในระยะ 2-3 สัปดาห์นี้ ผู้ลี้ภัยเป็นแสนๆหนีจากซีเรียเข้าทะลักเข้าประเทศในสหภาพยุโรป ข่าวที่ประทับใจดิฉันมาก  คือที่นายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมัน นางแองเกล่า เมอร์เคล (Angela Merkel) ประกาศเปิดรับผู้ลี้ภัยซีเรียนเข้าเยอรมัน ในขณะที่รัฐบาล“ฮังกาเรียน”รีบสร้างรั้วที่ด่านตอนใต้ระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย”เพื่อยับยั้งกั้นไม่ให้ผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ  ดิฉันจึงซึ้งในความเป็นผู้นำของนางเมอร์เคิลมากที่ตัดสินใจฉับพลัน ในขณะที่ประเทศอื่นๆกำลังคิดว่าจะเอาไงดีกับพวกลี้ภัย นอกจากนั้นเธอยังเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปกระจายโควต้าต้อนรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศอีกด้วย

สงครามกลางเมืองซีเรีย

ซีเรียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาหรับตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ พรมแดนทิศตะวันตกจดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจดประเทศตุรกี ทิศตะวันออกจดอิรัก ทิศใต้จดจอร์แดน และติดตะวันตกเฉียงใต้จดอิสราเอล กรุงดามัสกัสเป็นเมืองหลวง ชาวอาหรับซุนนีย์ *(ดูหมายเหตุ) เป็นกลุ่มประชากรใหญ่ที่สุดในประเทศซีเรีย สงครามกลางเมืองซีเรียเกิดขึ้นวันที่ 15 มีนาคม 2011 (2554) โดยเริ่มจากประชาชนเดินขบวนประท้วงรัฐบาลชุดประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด เรียกร้องให้ประธานาธิบดี อัสซาด ลาออกจากตำแหน่ง และยุบพรรค “บะอัษ” ซึ่งตระกูลอัสซาด ได้ปกครองประเทศมากว่า 40 ปี

ในเดือนเมษายนรัฐบาลสั่งทหารให้เปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม การเดินขบวนประท้วงจึงพัฒนาเป็นการกบฏ และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด ในเดือนมิถุนายน 2013 (2556) เกิดเหตุการณ์ที่ทั่วโลกตะลึงและเศร้าสลด เมื่อมีรายงานการยิงระเบิดก๊าซพิษซารินใส่กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ราย หลังจากนั้นสงครามก็คุกรุ่นขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อย เนื่องจากได้มีหลายกลุ่มองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  และยังได้มีแรงเงินหนุนจากประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ (เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลซีเรียชนะ เกรงว่าประเทศซีเรียจะแข็งแกร่งมากขึ้นและอาจเสี่ยงกับเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศตน)  กลุ่มองค์กรที่ถือโอกาสเข้ามาร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  ที่มีความแข็งแกร่งมากคือกลุ่ม“ไอซิส”นำโดยนาย“อาบู บักร อัลบักดาดี”(Abu Baker Al Baghdadi)  สงครามซีเรีย ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดและจบลงสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งสรุปความรุนแรงของภัยพิบัติทางมนุษยธรรมในประเทศซีเรีย  ชาวซีมากกว่า 6.5 ล้านคน พลัดถิ่น มากกว่า 3 ล้านคนหนีลี้ภัยออกนอกประเทศ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเกิน 200,000 คน และหลายล้านคนถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพการดำรงชีพเลวและการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 

*หมายเหตุ

ชาวมุสลิมแบ่งแยกความเชื่อออกเป็น 2 นิกาย คือกลุ่ม“ซุนนี่ห์” (Sunni) และกลุ่ม“ชิอะห์” (Shia)ความแตกต่างระหว่าง 2นิกายมีมาตั้งแต่หลังศาสดามูฮัมหมัดเสียชีวิต เรื่องการเลือกผู้นำหลังจากท่าน กลุ่มแรก“กลุ่มชิอะห์” เชื่อว่าผู้นำต้องเป็นผู้มีสายเลือดขององค์ศาสดาและผู้ที่ท่านเลือกไว้ ส่วนอีกกลุ่ม “กลุ่มซุนนี่ห์” เชื่อว่าองค์ศาสดามีเจตนาให้พวกกลุ่มสาวกเลือกผู้นำกันเองคือ เลือกผู้ที่เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้นำทางการเมืองและสังคมเท่านั้น เรียก“คาลิฟะ”(Caliph)ปัจจุบันประมาณ 85- 90% เปอร์เซ็นต์ นับถือนิกายซุนนี่ห์และ10-15% นับถือนิกายชีอะห์

ความเป็นมาของ “ไอซิส”

“ไอซิส”(ISIS) ย่อจาก“อิสลามมิค เสตท ออฟ อิรัก แอนด์ ซีเรีย” (Islamic State of Iraq and Syria) เป็นองค์กรอิสระตั้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 1980 (2523) ตอนเริ่มช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก  พวกเขา มีการเคลื่อนไหวเพื่อต้องการเป็นอิสระจากรัฐที่มีอยู่ โดยต้องการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาใหม่ และมีการปกครองโดยใช้กฏหมาย “ชารีอะ” ”(Sharia Law) ซึ่งเป็นกฎหมายทางศีลธรรมของศาสนาอิสลาม ช่วงแรกๆองค์กรไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เมื่อสงครามอิหร่าน-อิรักสิ้นสุดลงปี 1988 (2531) องค์กรได้เข้าไปรวมกลุ่มกับกลุ่มอื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวทางการทหาร จนกระทั่งปี 1999 (2542) องค์กรได้เข้ารวมกับกลุ่มกับนักรบ“อัลกออิดะ”กลุ่มมุสลิมซุนนี่ห์หัวรุนแรง นำโดยผู้นำชาวจอร์แดน นาย “อัล ซาร์กาวี” (al Zarkawi) เดือนตุลาคม 2004(2547) นาย อัล ซาร์กาวี ได้สาบานตนซื่อสัตย์ต่อ “โอซาม่า บินลาเด็น” (Osama Bin Laden) และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น“อาคี” (AQI)ย่อมาจาก “อัลไคด้า อิน อิรัก” (al-Queda in Iraq) หลังจากนั้นกลุ่มอาคิได้ไปรวมกับกลุ่มกบฎอื่นๆในอิรัก  ในปี 2006 (2549) นายอัล-ซาคาวี ถูกสังหารโดยกองกำลังสหรัฐฯหลังจากนั้นกลุ่มได้เปลี่ยนชื่อจาก AQI เป็น “ไอซิ” (ISI ย่อจาก Islamic State of Iraq)และได้แต่งตั้งผู้นำใหม่ ชื่อ นาย“อาบู อับดุลลา อัล ราชีด อัล-บัคดาดี” (Abu Abdullah al-Rashid al-Baghdadi) และ นาย “อาบู อายุบ อัลมาซรี” (Abu Ayyub al-Masri) ทั้งสองถูกสังหารระหว่างการปะทะกับกองทหารสหรัฐในปี 2010 (2553)นาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี”ชาวอิรัก ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้นำใหม่

ในปี  2013(2556) นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี มีความเห็นไม่ตรงกับผู้นำกลุ่ม“อัลกออิดะห์” นาย “อัยมาน อัล ซอวาฮีรี” นายบัคคาดีต้องการรุกรานเข้าประเทศซีเรีย ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามกลางเมืองคุกรุ่น นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี จึงประกาศตัวเป็นอิสระจากกลุ่ม “อัลกออิดะ” หลังจากนั้นไอซิได้ขยายเข้าไปในประเทศซีเรียและได้ควบคุมพื้นที่เพิ่มในทางตอนเหนือของซีเรีย กลุ่มจึงได้เปลี่ยนชื่อจาก“ไอซิ” เป็น “ไอซิล” (ISIL) ย่อจาก“อิสลามมิค เสตท ออฟ เดอะ เล๊ฟเว่น” (Islamic State of Iraq and the Levant) คำว่า “เล๊ฟเว่น” (Levant) หมายถึง ประเทศซีเรียที่ยิ่งใหญ่ (The greater Syria)หรืออีกชื่อคือ “ไอซิส”(ISIS)ที่เรารู้จักกัน

กลุ่ม“ไอซิส”เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในซีเรียตั้งแต่ เมษายน 2013 ถึงปัจจุบัน ชาวผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรียได้กล่าวว่า  ISIS มีความแข็งแกร่งที่สุดและมีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้นเพราะมีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นในช่วงต้นเดือน มิถุนายน 2014(2557)หลังจากมีการโจมตีครั้งใหญ่ในอิรัก ISIS ได้รายงานว่า เขาได้ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองซูล  เป็นเมืองใหญ่อันดับสองในอิรัก และยังได้ควบคุมพื้นที่ เมืองติกริต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการอำนวยการบริหารราชการของ เขตมลฑล ซาลาฮะ อัดดีน ด้วยเป้าหมายเข้ายึดครองเมืองแบกแดด หลังจากนั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2014(2557) ไอซิสเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “ไอ เอ็ส” (IS) ย่อจาก”อิสลามมิค เสตท” และประกาศผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิสลามทั่วโลกคือนาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี”ภาษาอารบิค เรียก “คาลิฟะ” (Caliphate)แต่กลุ่มประเทศในสมาชิกสันนิบาตอาหรับ (The Arab League) ประกาศไม่ยอมรับ อิสลามมิค เสตท และนาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี”เป็นคาลิฟะ

การล้างเผ่าพันธ์

เมื่อดิฉันอ่านข่าวและเห็นรูป “วิกฤติการลี้ภัยสงคราม” ของชาวซีเรียนครั้งนี้ และรูปกินใจหลายรูป มีทั้งคนเตะผู้ลี้ภัย และโอบกอด เอาน้ำดื่มให้ผู้ลี้ภัย และการฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยระเบิดก๊าซพิษ ทำให้ดิฉันนึกย้อนถึง“ฮิตเล่อร์” ที่จากผู้นำคนๆเดียวสามารถชักจูงปั่นหัวให้คนลุกฮือจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง การกระทำของฮิตเล่อร์ที่ฆ่าหมู่ชาวยิว เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์หรือ “เอ็ทซนิค เคล็นซิ่ง” (Ethnic Cleansing) ซึ่งดิฉันเคยไปเห็นค่ายกักกันคนยิวและห้องปล่อยก๊าซพิษ คล้ายห้องน้ำใหญ่มีหัวก๊อก เหมือนหัวก๊อกน้ำแต่จริงๆแล้วเป็นหัวก๊อกปล่อยก๊าซ ลองนึกภาพพวกเชลยถูกลำเลียง (เขาคิดว่าไปอาบน้ำ)เข้าห้องน้ำและถูกดมก๊าซแทน เศร้ามากๆ  การกระทำของฮิตเล่อร์ เป็นอุทธาหรณ์และความอับอายของชาวเยอรมันที่จารึกในประวัติศาสตร์มาถึงปัจจุบัน  ดิฉันนึกว่าเป็นไปได้ไหมที่นายกเยอรมัน “นางแองเกล่า เมอร์เคล” นึกเหมือนดิฉันที่สงสารผู้ลี้ภัยเหล่านี้  และเป็นผู้นำประกาศเปิดอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยก่อนประเทศยุโรปอื่นๆ