Get Adobe Flash player

นโยบายย้ายฐานการผลิตรถยนต์มาสหรัฐฯ...ผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2825)

Font Size:

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น มีกำหนดพบปะหารืออย่างเป็นทางการที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ในหลากหลายประเด็น ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หัวข้อการหารือหลักหนึ่งในนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพิ่มการลงทุนและสร้างงานในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายรถสัญชาติต่างๆ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นได้เพิ่มความสำคัญในการลงทุนและสร้างฐานการผลิตรถยนต์ในเม็กซิโกที่มีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ เพื่อผลิตรถยนต์ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า (NAFTA) ที่ได้รับสิทธิปลอดภาษีอากร ทำให้เกิดการปิดโรงงานและปลดคนงานในสหรัฐฯ ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแนวนโยบายผลักดันให้ค่ายรถต่างๆ รวมถึงค่ายรถญี่ปุ่น หันมาเพิ่มการลงทุนและสร้างงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจจะยกเลิกข้อตกลงนาฟต้า และหันมาเจรจาแบบทวิภาคีกับเม็กซิโกในระยะข้างหน้า ซึ่งเมื่อประกอบกับแนวคิดการปฏิรูปภาษี และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่น่าจะออกมาในอนาคต ก็น่าจะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออกรถยนต์จากเม็กซิโกมายังสหรัฐฯ และส่งผลให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปรับเพิ่มการลงทุนผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ แทนเม็กซิโกมากขึ้นในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี  ผลกระทบดังกล่าวต่อไทยน่าจะอยู่ในวงจำกัด สืบเนื่องจากห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ในทวีปอเมริกาค่อนข้างจะแยกออกจากห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเด็นการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในด้านสินค้ารถยนต์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า รัฐบาลสหรัฐฯ  นอกเหนือจากจะเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อปรับกฎระเบียบและมาตรฐานด้านยานยนต์ต่างๆ ให้เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นของค่ายรถยนต์สหรัฐฯ มากขึ้นแล้ว ยังน่าจะมีการร้องขอให้ทางค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นย้ายการผลิตรถยนต์บางรุ่นไปผลิตยังสหรัฐฯ แทนการส่งออกจากญี่ปุ่น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อไทยในบางแง่มุม คือ การลงทุนผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ในไทยของญี่ปุ่น และปริมาณการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยที่อาจลดลง