Get Adobe Flash player

ธปท. กำหนดรายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ หรือ D-SIBs … มาตรฐานสากลเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบเศรษฐกิจการเงินไทย (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2869)

Font Size:

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2560 ลงนาม โดยผู้ว่าการธปท. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยประกาศธปท. 2 ฉบับ ได้แก่ ประกาศเรื่อง “แนวทางการระบุและการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ” และประกาศเรื่อง “รายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ” ประจำปี 2560 ซึ่งประกอบด้วย 1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ซึ่งถูกกำหนดเป็น D-SIBs ตามประกาศล่าสุดของธปท. นั้น จะมีความแตกต่างไปจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ตรงที่จะถูกกำกับดูแลในเรื่องต่างๆ อย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการดำรงเงินกองทุนซึ่งจะต้องดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลอื่นๆ อาทิ กำหนดให้มีการส่งรายงาน และจัดวาระการประชุมของคณะกรรมการของธนาคาร เนื่องจากธนาคารที่เป็น D-SIBs มีความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและระบบการเงินสูง มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความซับซ้อน และเป็นผู้ให้บริการหลักในผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

สำหรับประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ประกาศของธปท. เกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่เป็น D-SIBs ดังกล่าว จึงเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตตามมาตรฐานสากล Basel III อันเป็นการช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้ระบบการเงินของไทย ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ อยู่ที่ 17.9% และ 15.2% ตามลำดับ สำหรับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่งที่ธปท. กำหนดให้เป็น “ธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ” นั้น พบว่า ทุกธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนฯ ที่สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท. กำหนดทั้งในปัจจุบัน และที่ต้องดำรงในปี 2563 อยู่แล้ว