Get Adobe Flash player

ทิ้งอิสรภาพเพื่อความรัก โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ขณะที่หลายประเทศรณรงค์เพื่อสิทธิสตรี ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความทารุณในบ้านหลังจากที่รักหวานชื่นเริ่มจืดจาง แต่เมื่อ 10 ปีก่อนที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้หญิงที่มีฐานะยากจนนับร้อยคน  ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวหอบลูกเข้าไปอยู่ในคุกกับสามีที่ต้องโทษ พวกเธอคิดว่าการได้ใกล้ชิดปรนนิบัติสามี ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่บนถนนที่ไร้ความเมตตาในกรุงมะนิลา

ในเรือนจำแดนที่ 10 เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม อบอวลไปด้วยกลิ่นบุหรี่และเหงื่อไคลของนักโทษคดีฆาตกรรม ค้ายาเสพย์ติด ลักทรัพย์ และพวกแก๊งต่างๆ มาริตี้ อายุ 32 ปี อดีตครูสอนว่ายน้ำ กำลังอุ้มลูกชายคนเล็กอายุ 5 เดือน ส่วนสามี เฮนรี่ อายุ 35 ปี ติดคุกมาแล้ว 7 ปี ข้อหาฆาตกรรมนายจ้าง เธอตัดสินใจเก็บผ้าเก็บผ่อนตามเข้าไปอยู่ด้วย

การที่ผู้หญิงเข้าไปอยู่กับสามีในคุกไม่ใช่เรื่องถูกต้องหรือใช้สิทธิพิเศษ เป็นการผิดกฎระเบียบของเรือนจำ แต่ผู้คุมรับสินบนอาทิตย์ละ 18 เหรียญ โดยเฉลี่ยผู้มีรายได้สูงของประเทศตกอาทิตย์ละ 19 เหรียญ มาริตี้มีเงินจ่ายผู้คุมจากการทำขนมและน้ำผลไม้ขายพวกนักโทษ การใช้ชีวิตที่ไม่ปกติกับเฮนรี่ ทำให้ต้องแยกจากลูกอีก 3 คน ลูกชายอายุ 11 ปี ลูกสาวอายุ 10 และ 5 ปี ทิ้งไว้กับแม่ของเธอที่มะนิลา เธอถือว่าลูกๆ ปลอดภัยและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ส่วนสามีไม่มีใครดูแล ทั้งยังได้พยายามปรับสภาพห้องขังที่เล็กขนาดห้องเก็บเสื้อผ้าให้เหมือนบ้านที่อบอุ่น  รอบห้องติดกระดาษกาวรูปดอกไม้ ที่หน้าต่างลูกกรงเหล็กติดม่านด้วยฝีมือประณีต

มาริตี้เข้าไปอยู่ในคุกอย่างถาวรตั้งแต่ปี 1996 ไม่น่าเป็นไปได้ที่เธอมีความอดทนในสภาพนั้นเป็นระยะเวลายาวนาน คุกของกรุงมะนิลาเหมือนกับอาณานิคมแห่งหนึ่ง มีอายุ 150 ปี เป็นที่รวมของคนกลุ่มใหญ่ไม่เหมือนกับคุกทั่วไปในประเทศอื่นๆ ผู้คนเรียกชื่อว่า “มะนิลา ฮิลตัน” มีนักโทษ 5,200 คน แออัดกันอยู่ในเนื้อที่ที่จุคนได้แค่ 1,000 คน นักโทษที่เกินต้องนอนที่พื้น อาหารไม่พอ งบประมาณจากรัฐบาลจัดสรรให้คนละ 62 เซ็น ต่อวัน เฮนรี่บอกว่า…ทุกคนต้องอยู่ให้ได้เพื่อมีชีวิตรอด ตราบใดที่นักโทษไม่คิดแหกคุก ผู้คุมก็ไม่สนใจว่านักโทษจะทำอะไรกันบ้าง…        

มาริตี้และภรรยาหรือเพื่อนหญิงของนักโทษคนอื่นๆ ไม่ได้ติดเกาะอยู่ในคุกตลอดเวลา ออกไปข้างนอกได้ โดยให้เงินเล็กๆ น้อยกับคนเปิดประตู แต่มาริตี้ไม่กล้าออกไปไกล นอกจากตลาดใกล้ๆ ไปซื้ออาหารสำรอง ทุกครั้งก็รีบไปรีบกลับ เกรงว่าในคุกอาจเกิดจลาจลหรือไม่ก็คนเปิดประตูอารมณ์ไม่ดี เวลาที่ไม่ไปขายของจะใช้เวลาอยู่กับสามีและลูกชาย ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง แต่สิ่งที่ไม่ชอบเลยก็คือ ผู้คุมจะต้องตรวจค้นตามตัวอย่างละเอียดทุกสองอาทิตย์ เกรงว่าจะมียาเสพย์ติดและอาวุธ ถึงแม้ผู้คุมหญิงจะเป็นคนตรวจก็ทำให้เธอรู้สึกอัปยศอดสูมาก      

ในแดนนี้มีนักโทษชาย 447 คน บางคนที่ไม่มีคู่เคียงก็พากันอิจฉาตาร้อน มีนักโทษคนหนึ่งหวังจะแย่งแฟนคนอื่น แอบส่งดอกไม้ให้สาว ปรากฏว่าถูกรุมซ้อมเสียย่ำแย่ อาการโคม่า 4 วัน แต่ไม่มีใครกล้าแอบทำตาเล็กตาน้อยกับมาริตี้ เพราะกิตติศัพท์เฮนรี่ข้อหาฆ่านายจ้างโด่งดังไปทั่ว แต่มาริตี้ยืนยันหนักแน่นว่าเฮนรี่ไม่ใช่คนเลวร้าย ก่อนหน้านั้นทั้งสองมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เฮนรี่เป็นพนักงานขับรถบัสเอกชน แต่แล้วชีวิตก็เปลี่ยนไปเมื่อนายจ้างไม่ยอมจ่ายเงินเดือน 5 เดือน เมื่อสุดที่จะทนไหวเพราะครอบครัวต้องกินต้องใช้ เฮนรี่จึงต้องทวงโดยยืมปืนของเพื่อนไปด้วย หวังจะใช้เป็นตัวขู่ให้นายจ้างยอมจ่ายเงิน แต่ไม่เป็นไปตามที่คาด เกิดต่อสู้กันจนปืนลั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ…

เฮนรี่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดเมื่อปี 2003 หลังจากรอการสืบสวนของศาลฟิลิปปินส์อยู่ 7 ปี กำลังรอคำพิพากษาซึ่งคาดว่าคงจะติดอีก 7 ปี มาริตี้ตัดสินใจแน่นอนที่จะทิ้งอิสรภาพอยู่เคียงคู่จนถึงวันสุดท้าย ลูกสาวสองคนไปเยี่ยมพร้อมยายทุกอาทิตย์ แต่ลูกชายไม่ไปโกรธว่าถูกแม่ทิ้ง ตะโกนใส่หน้ามาริตี้ว่า…ไม่ต้องไปเยี่ยมที่บ้านอีก… โดยไม่สนใจความรู้สึกของแม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน ส่วนแม่ของมาริตี้ก็โกรธมากเคยตบหน้าอย่างแรงเมื่อเธอปล่อยให้ตั้งท้องลูกชายคนที่สี่ แม้กังวลกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ตอนนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้  

ชาวฟิลิปินส์ส่วนใหญ่นับถือแคธอลิค ไม่มีการคุมกำเนิด มาริตี้คลอดลูก 2 คน ที่โรงพยาบาลใกล้คุก ลูกสาวอยู่ด้วยหนึ่งปี ส่วนคนเล็กพอเริ่มเดินก็จะส่งไปอยู่กับยายในเมื่อคุกเป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจของเด็ก อีกทั้งความสกปรกและโรคติดต่อ

เด็กๆ ที่ตามแม่เข้าไปในคุกชาย 50 คน ที่คุกหญิงมีนักโทษประมาณ 700 คน แยกไปอีกทางหนึ่ง ที่นั่นมีกฎห้ามนำครอบครัวเข้าไปอยู่ด้วยเด็ดขาด แต่ผู้คุมก็ตอบคำถามไม่ได้เหมือนกันที่จู่ๆ นักโทษหญิงเกิดตั้งท้องขึ้นมาทั้งที่มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น

มีเด็กหลายคนที่เข้าไปอยู่กับพ่อเพราะไม่มีบ้านอยู่ อย่างเช่น เจมี่ อายุ 34 ปี ถูกจำคุกข้อหาลักทรัพย์เมื่อปี 2001 ภรรยา วาโรนิก้า อายุ 30 ปี กับลูกอีก 6 คน ถูกไล่ออกจากบ้านเช่าในสลัม วาโรนิก้ามีรายได้เล็กน้อยจากการขายผักข้างทาง การย้ายตามสามีเข้าไปในคุกเป็นหนทางเดียวที่จะหนีจากความเลวร้าย 2 ประการ คือไม่ต้องนอนข้างถนนที่ไม่ปลอดภัยกับลูกสาว 5 คน และอีกอย่างได้รู้ว่าอาหารมื้อต่อไปมาจากไหน เจ้าหน้าที่ไม่แบ่งอาหารให้แม่และเด็กก็จริง แต่แม่ครัวจะเก็บข้าว ปลาแห้งและกระดูกไก่ให้กับเด็กทุกคน

ประชากรฐานะยากจนมีมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์  มีเด็กข้างถนน 1.5 ล้านคน จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่เด็กจะเข้าร่วมแก๊ง ถูกขายเป็นทาสหรือโสเภณี เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจมี่กระชากกระเป๋านักท่องเที่ยว โชคไม่เข้าข้างถูกจับได้ เขาไม่มีเงินประกัน 133 เหรียญ ต้องถูกจำคุกสองปีครึ่ง พอเจมี่ถูกจับ วาโรนิก้าขายรถสองล้อที่ใช้บรรทุกผักได้ 35 เหรียญ จ่ายให้ผู้คุมเพื่อทุกคนในครอบครัวได้อยู่รวมกัน ยกเว้นลูกชายคนโตอายุ 14 ปี ฝากไว้กับเพื่อน แม้จำนวนเงินแค่นั้นน้อยเกินไป แต่ผู้คุมสงสารอนุญาตให้อยู่ต่อโดยไม่คิดเงินเพิ่ม

ในกรณีนี้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามให้รายละเอียดว่า…ฟิลิปปินส์ไม่มีระบบเวลแฟร์ ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ถึงแม้ชีวิตในคุกจะเลวร้าย แต่ข้างนอกเลวร้ายกว่า…พวกเขาไม่ได้ต้องการเงินจนหน้ามืดตาลาย คนใดที่ไม่มีจริงๆ ก็ไม่เอา เขายอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่ผู้คุมบางคนที่มีเงินเดือนน้อยรับสินบนจากรายที่มีกำลังจ่าย ทั้งที่เสี่ยงที่จะตกงานในการหย่อนกฎเกณฑ์ แต่นั่นก็คือการให้และการรับ…    

ลูกสาว 5 คนของวาโรนิก้า อายุ  2 ถึง 12 ปี อยู่ในห้องขัง 6 วัน ได้ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกวันอาทิตย์ วันที่ญาตินักโทษมาเยี่ยม หกวันเด็กวิ่งเล่นอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องขัง มีของเล่นสองชิ้นคือ โทรศัพท์พลาสติคกับโยโย่ ไม่มีโรงเรียนสอนหนังสือ ลูกคนเล็กไม่มีเสื้อผ้าใส่ ลูกสาวอีก 4 คน ใส่เสื้อผ้าสะอาดแต่หลวมโพลกเพลก อยู่ในห้องขังกว้าง 3 ฟุต ยาว 6 ฟุต พ่อแม่ลูก 7 คน ต้องนอนเบียดเสียดกันให้พอ…  

มีอยู่เรื่องเดียวที่วาโรนิก้ากลัวมากว่าลูกสาวจะเจ็บป่วย มีนักโทษตายด้วยวัณโรคและโรคอื่นๆ ปีละ 50 คน ทั้งยังกลัวว่าจะเกิดจลาจลในคุก ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 1999 นักโทษประท้วงถึงความแออัด สภาพที่น่าสังเวชพร้อมที่จะระเบิดขึ้นได้ทุกนาที แต่ไม่เคยกลัวว่าลูกๆ จะถูกทำร้าย เพราะนักโทษส่วนใหญ่ช่วยดูแลให้เหมือนเป็นลูกของตัวเอง ชาวฟิลิปปินส์จะมีลักษณะจิตใจที่มีความรักต่อครอบครัวเป็นจุดเด่น

แต่ไม่ใช่ว่าในคุกจะมีสภาพนั้นเพียงอย่างเดียว มีที่พิเศษสำหรับนักโทษที่มีสตางค์อย่างเช่น แอนโทนี่ อายุ 32 ปี ถูกจำคุกข้อหาค้ายาเสพย์ติดรายใหญ่ แมรี่ เจน อายุ 22 ปี แฟนสาว จ่ายให้ผู้คุมครั้งละ 10,000 เหรียญ ให้ได้เข้าไปอยู่ในห้องขังที่หรูเฟ่ เป็นเรือนสองชั้น ได้รับการขนานนามว่า “เพนท์ เฮาส์” ชั้นล่างมีโต๊ะอาหาร โทรทัศน์เครื่องใหญ่ ชั้นบนมีเตียงอย่างดี โทรทัศน์อีกหนึ่งเครื่อง นอกจากนี้ยังเลี้ยงสุนัข 3 ตัว ชื่อดอลลาร์ คอตตอน และช็อคโก้

แอนโทนี่กับแมรี่ เจน อยู่กินกันมา 4 ปี ตอนแรกที่แอนโทนี่ขอให้แมรี่ เจน เข้าไปอยู่ด้วย เธอกลัวความสกปรกและสายตาแทะโลมของพวกนักโทษ แต่ในที่สุดด้วยความรักความคิดถึงจึงยินยอม ยิ่งได้เห็นที่อยู่ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นก็ยิ่งสบายใจมากขึ้น…ส่วนแอนโทนี่คิดว่า ถ้าทิ้งแมรี่ เจน สาวเจ้าเสน่ห์ไว้ข้างนอกคนเดียว ก็มีหวังถูกหนุ่มอื่นคว้าไปครองแน่ ก็เลยต้องจ่ายหนักเพื่อห้องขังที่สุดแสนสบาย

แอนโทนี่กำลังรอการพิพากษาของศาล ซึ่งเขายืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากคำกล่าวหา ทั้งสองใช้ชีวิตที่ไม่คลาดสายตากันตลอด 24 ชั่วโมง แมรี่ เจน ฆ่าเวลาโดยการทำอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ให้แอนโทนี่ชิม เอาอกเอาใจด้วยการนวดเท้า แอนโทนี่ก็สั่งให้เพื่อนๆ ซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาให้แมรี่ เจน เป็นรางวัล บางครั้งมีเรื่องถกเถียงกันเหมือนกัน แต่แมรี่ เจน เป็นฝ่ายชนะ เมื่อเธอขู่ว่าจะหนีออกไปจากคุก ซึ่งแอนโทนี่จะหยุดตอแยทันที เพราะเขาออกไปตามหาเธอไม่ได้

แมรี่ เจน ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปี พอย้ายเข้าไปอยู่ในคุกก็ไม่เคยเสียดายงาน เสียดายที่ไม่ได้สนุกสนานกับเพื่อนๆ แต่งตัวสวยไปเดินช็อปปิ้ง แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องที่จะออกไปข้างนอกนัก นอกจากซื้อของที่จำเป็นจริงๆ เธอมีความสุขกับคนรักโดยไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าแอนโทนี่ถูกตัดสินว่าผิดจริงจะต้องอยู่ในคุกอีกสักกี่ปี และยังนึกภาพไม่ออกหากเธอต้องอยู่โดยไม่มีแอนโทนี่

แมรี่ เจน หยิบเอาคาร์ดของแอนโทนี่ให้ดู ด้านหน้าเป็นภาพสองหนุ่มสาวยืนอยู่ตรงกลางรูปหัวใจสีแดงโดยมีลูกกรงคุกข้างหน้า ด้านในมีคำว่า “ความรักไม่ใช่คำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต”…

แมรี่ เจน หัวเราะอย่างสดชื่นชั่วครู่ แล้วใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเมื่อพูดว่า “อาจเป็นไปได้สำหรับฉันที่ว่า…ความรักคือคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต”. 

(จากนิตยสาร มารี แคลร์)