Get Adobe Flash player

จากความทรงจำ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

วันที่ 16 มกราคม เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้ง มันอาจไม่สำคัญสำหรับบางคน แต่ก็อยู่ในความทรงจำของบางคนเช่นกัน เพราะวันนี้เป็นวันครู...

...เราเคยมีอาชีพเป็นครู มีเรื่องราวต่างๆ ในอดีตเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งยากจะลืมได้...ไม่มีวันลืม และไม่อยากจะจำ ระยะเวลาที่เป็นครูกว่า 10 ปี เป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด ได้เห็นความหมายของคำว่า “ครู” มีโอกาสได้เห็นครูที่สร้างอนาคตของชาติโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น เป็นภาระยิ่งใหญ่ ที่เขาเปรียบว่าครูคือ แม่พิมพ์ของชาติ ปูชนียบุคคล ช่างปั้นหม้อ เรือจ้าง ฯลฯ คำเหล่านั้นไม่ผิดไปจากความจริงแม้แต่น้อย

เคยเห็นครูอาวุโสคนหนึ่ง ไปร่วมพิธีวันครูที่หอประชุมใหญ่ ประธานในพิธีคือ บุคคลสำคัญของจังหวัดที่เคยเป็นลูกศิษย์ที่เคยสอนมา เมื่อประธานกล่าวให้โอวาท ครูนั่งฟังด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ได้อวดอ้างหรือแสดงตัว พอประธานพูดจบ เอ่ยชื่อครูแล้วเชิญออกไปข้างหน้า ครูแสดงอาการเงอะงะดวยความตกใจและคาดไม่ถึง ก้าวเดินออกไปอย่างประหม่า ประธานก้มลงกราบ แล้วกล่าวว่านี่คือผู้หนึ่งที่สร้างเขามา...ครูทรุดตัวลงนั่งแล้วร้องไห้ พูดอย่างตื้นตันใจว่า...ไม่มีวันไหนที่ภูมิใจในคำว่า “ครู” เท่ากับวันนี้ วันที่ลูกศิษย์ไม่ลืมครู

และครูอาวุโสอีกคนหนึ่งกำลังยืนคอยรถเมล์ ลูกศิษย์เมาแอ๋เดินเข้ามาทักเสียงอ้อแอ้...ครูครับ จำผมได้ไหม...ครูตอบค่อยๆ พร้อมกับกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน กลัวคนข้างๆ จะได้ยิน...ทำไมจะจำไม่ได้ยะ เวลาเรียนเธอเกเรที่สุดในชั้น แล้วคราวหน้าเธอเมาอย่างนี้ ไม่ต้องมาทักฉันได้ไหม ฉันอายคนที่มองแล้วคิดว่าครูสอนศิษย์อย่างไรถึงได้เป็นอย่างนี้...

จะเห็นได้ว่า อนาคตของชาติจะดีหรือไม่นั้น นอกจากขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ครู สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังขึ้นอยู่กับตัวของเขาเองอีกด้วย

ชีวิตของเรากับการเป็นครู ได้รับประสบการณ์มากมาย ต้องย้ายตามพ่อซึ่งรับราชการ ร่อนเร่ไปอยู่หลายจังหวัด เคยสอนที่โรงเรียนต่างๆ ถึง 5 จังหวัด ได้ “พบกันเพื่อจาก” ครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนที่ย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ เวลามีลูกศิษย์เข้ามาทัก ต้องท้าวความกันก่อนว่า เรียนอยู่ที่จังหวัดไหน ปีอะไร ชั้นอะไร กว่าจะถึงบางอ้อก็เหนื่อยทั้งครูทั้งลูกศิษย์

เราเริ่มยึดอาชีพครูเมื่ออายุได้ 22 ปี สอนโรงเรียนราษฎร์ ลูกชายเจ้าของโรงเรียนเป็นครูใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่ ดุมาก ใบหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ไม่เคยเห็นรอยยิ้มสักครั้ง เสียงดังคับฟ้า ขี่รถมอเตอร์ไซค์คันเบ้อเริ่ม ทั้งครูและนักเรียนกลัวกันลาน เวลารถมอร์เตอร์ไซค์จอดอยู่ ทั้งโรงเรียนเงียบกริบ พอได้ยินเสียงรถสตาร์ทออกไป ทุกห้องส่งเสียงเหมือนนกกระจอกเข้ารัง

ครูแต่ละคนอายุน้อยๆ ทั้งนั้น อายุมากที่สุด 32 ปี ครูใหญ่ก็คงคิดว่าครูคือนักเรียนไปด้วย ประชุมครูบ่อยมาก อบรมความประพฤติ การแต่งกาย การพูดจา การวางตัว ทุกอาทิตย์ต้องส่งสมุดประจำชั้น ครูคนไหนทำไม่เรียบร้อย มีรอยขีดฆ่าขูดลบหรือไม่สะอาด ก็โยนใส่หน้าให้กลับไปทำใหม่ 

ครูใหญ่มีวิธีการทำโทษนักเรียนแบบแปลกๆ แบกจักรยานวิ่งรอบสนาม ให้นักเรียนถอดเสื้อนอนกลางแดด วิ่งรอบโรงเรียน ถูกเฆี่ยนหน้าเสาธง ครูใหญ่ถือว่าความถูกใจคือความถูกต้อง ไม่เคยมีหัวใจให้ศิษย์ เด็กบางคนต้องล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นก็เพราะครูประเภทนี้

วันหนึ่งพวกเราไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์ รู้สึกสดชื่นเบิกบานกันมาก ในห้องพักครู ช่วยกันนินทาครูใหญ่กันอย่างสนุกสนาน ครูคนหนึ่งยืนหันหลังให้ประตู ทำท่าทำทางเลียนแบบเลียนเสียงครูใหญ่อย่างออกรส พวกเราขยิบตาก็แล้ว ทำปากขมุบขมิบก็แล้ว เธอก็ไม่สนใจ สักพักเอี้ยวตัวไปเห็นครูใหญ่ยืนจังก้าอยู่ที่ประตู เท่านั้นเองหน้าซีดอย่างกับไก่ต้ม วิ่งเข้าหลบอยู่ใต้โต๊ะสักครู่ แล้วโผล่หน้าออกมาบอกครูใหญ่ว่า...ให้หนูวิ่งรอบสนามก็ได้ค่ะ...

แรกๆ เราขี่จักรยานไปสอนที่โรงเรียน เพื่อนครูพากันแซวว่า...กระจ๊อก กระจอก...ก็เลยฮึดหัดขับรถยนต์ เป็นรถแวน ด้านหลังเป็นที่นั่งสองแถว หัดอยู่วันเต็มๆ วันรุ่งขึ้นขับไปอวด ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ แล้วก็ชวนกันไปเที่ยวอยุธยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียง วันนั้นเป็นวันเสาร์ไปทั้งหมด 10 กว่าคน ต่างก็เตรียมอาหาร ขนม นมเนยไปกันเพียบ ระหว่างทางสนุกสนานกันมาก ร้องเพลงกันลั่นรถ แต่ตัวเราสิ ขับไปสวดมนต์ไปตลอด ประสบการณ์การขับรถก็ยังไม่มี

ขากลับจะเลี้ยวออกถนนใหญ่ เป็นเนินชันมีรถยนต์ขับตามหลังมาติดๆ พอถนนว่างจะออกรถๆ ก็ไหลไปเกือบชนรถข้างหลัง จึงรีบบอกเพื่อนๆ ให้ลงไปช่วยกันดันรถเอาไว้ให้สุดแรง พอกลับถึงที่พัก เพื่อนครูคนหนึ่งถามว่า...ถามจริงๆ ขับรถเป็นตั้งแต่เมื่อไร พอได้คำตอบว่าเมื่อสองวันก่อนนี้เอง ก็ทำท่าจะเป็นลมกันเป็นแถว

จนถึงทุกวันนี้นึกถึงครั้งนั้นทีไรใจหายทุกที ตอนนั้นคิดว่าตัวเองโตแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ที่แท้ครูก็ยังเด็กอยู่นั่นเอง

สอนที่นั่น 2 ปี ก็ย้ายไปจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ ดีใจที่สุดเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปภาคใต้ ครอบครัวของเราไม่มีคนรู้จัก ไม่มีญาติอยู่ที่นั่นเลย ไปแบบคนแปลกหน้า สอนที่โรงเรียนราษฎร์ วันแรกฟังภาษาถิ่นไม่รู้เรื่องเลย เหมือนดูภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม กลับถึงบ้านต้องกินยาแก้ปวดหัว มึนไปหมด

เราเรียกเจ้าของโรงเรียนว่าคุณป้า เป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมาก ความคิดทันสมัย มีความยุติธรรม และมองโลกในแง่ดีเสมอ ที่โรงเรียนนั้นเป็นระบบครอบครัว มีลูกๆ ของคุณป้าช่วยงาน คนหนึ่งเป็นครูใหญ่ อีกคนอยู่ฝ่ายวิชาการ ธุรการ ปกครอง ตามลำดับ ภาพพจน์ของครูใหญ่จากแห่งแรก ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวไว้ก่อน แต่ครูใหญ่เป็นคนดี เงียบขรึม สุขุมและน่าเกรงขาม ใช้วิธีกระจายอำนาจให้ฝ่ายต่างๆ ให้เกียรติและให้อำนาจในการตัดสินใจแก่ครูทุกคน ความรู้สึกอึดอัดที่มีก็หายไป คิดว่าเราได้เป็นครูจริงๆ และเต็มที่เสียที

ความที่ไม่มีญาติและ ไม่มีเพื่อน ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น ทุกวันหยุดก็ไปที่บ้านคุณป้าเจ้าของโรงเรียน ไปนั่งเล่น นั่งคุย แล้วก็กินข้าวที่นั่นเลย สนิทสนมกับลูกๆ หลานๆ ของคุณป้าทุกคน จนรู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน เคารพรักคุณป้าเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ให้ความเมตตาต่อเราเสมอมา ถึงแม้จะย้ายจากจังหวัดนั้นมาแล้ว ถ้ามีโอกาสได้ผ่านไปก็จะแวะเยี่ยมทุกครั้ง     

ความประทับใจเช่นนั้นไม่มีวันลืม แม้ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานหลายสิบปีก็ตาม ภาพนั้นยังกระจ่างชัดเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน โดยเฉพาะเห็นความเป็นครูที่เป็นแบบฉบับ ครูรุ่นพี่ที่เป็นตัวอย่างรุ่นน้อง เป็นครูที่เอื้ออาทรต่อเด็ก เป็นครูด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ

แต่สำหรับความทรงจำในบางสถานที่กลับตรงกันข้าม เคยคิดว่าทำไมเขาเลือกอาชีพที่กุมชะตาอนาคตของชาติ อาชีพที่เขาวางใจเอาลูกหลานมาฝากให้อบรม แทนที่จะไปทำหน้าที่เป็นผู้คุมนักโทษ หรือปล่อยเงินกู้ ซึ่งน่าจะเหมาะกับบุคลิคมากกว่าบางครั้งได้ผ่านไปบ้างก็ไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง

เราชื่นชมนักเรียนต่างจังหวัดทุกโรงเรียนที่เคยสอน ตั้งใจเรียน ให้ความเคารพครูเป็นอย่างดี เวลาที่ต้องจากกัน เหลือแต่ความระลึกถึงและอาลัย

ที่สุดท้ายของการเป็นครูก่อนที่จะเดินทางมายังอเมริกา ที่จังหวัดนนทบุรี เป็นโรงเรียนประจำอำเภอ น่าแปลกมาก ในสมัยนั้น ฝั่งจังหวัดเจริญรุ่งเรือง แต่เพียงข้ามฝั่งไปยังอำเภอและตำบลเท่านั้น กลายเป็นบ้านนอกอย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่นักเรียนก็อยู่ในโอวาทของครูทกคน ไม่มีการลองภูมิหรือแกล้งครูให้ขายหน้าเล่น

พอถึงหน้าฝน ทางเข้าเป็นดินโคลนเฉอะแฉะ ทั้งครูทั้งเด็กต้องถอดรองเท้าเดินเข้าโรงเรียนกันเป็นแถว ลำบากพอสมควร แต่สิ่งที่ได้คือความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างครูกับนักเรียนและชาวบ้านในละแวกนั้น ทุกเย็นขึ้นรถประจำทางหน้าโรงเรียนไปยังท่าน้ำนนท์เพื่อกลับบ้านที่กรุงเทพฯ วันไหนกลับบ้านเย็นหน่อย บนรถไม่ค่อยมีคน นั่งไปสักพักมีคนเล่นฟุตบอลอยู่ที่สนามข้างทาง คนขับจอดรถแล้วหันมาบอกผู้โดยสารว่า...คอยเดี๋ยวนะครับ...เขาลงไปเตะบอลล์อยู่พักหนึ่ง แล้วกลับมาขับรถต่ออย่างร่าเริง บางวันไม่ลงไปร่วมวงด้วย แต่ก็หยุดเชียร์ เราแซวว่า...คุณน่าจะไปเป็นนักฟุตบอลล์ทีมชาตินะ เขาตอบว่า...นั่นสิครับ แต่มันไม่มีวาสนา ก็เลยเป็นนักบอลล์ที่ชาติไม่ต้องการอยู่แถวนี้แหละครับ...

โรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากวัดสวนแก้ว ตอนนั้นพระพยอมกำลังดังใหม่ๆ ดังมาก พวกครูผู้หญิงตั้งใจว่าท่านไปพูดที่ไหนจะไม่ไปฟัง เพราะพระพยอมชอบยกตัวอย่างว่าครูให้เห็นเป็นเรื่องตลก แล้ววันหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเชิญท่านมาให้โอวาทแก่นักเรียนในวันจบการศึกษา พวกเราไม่กล้าลงไปนั่งฟัง ถ้าพระว่าครู พวกเราก็จะอายเด็กเสียเปล่าๆ ได้แต่ฟังบนอาคารเรียน ได้ยินพระเทศน์ว่า...นักเรียนสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน นักเรียนคนไหนที่ครูใช้ให้ทำอะไรจะภูมิใจมาก เพื่อนๆ มองด้วยความอิจฉา แล้วเจ้าตัวก็ยืดอกมองเพื่อนหยิ่งๆ ว่า วาสนามันผิดกัน ส่วนนักเรียนสมัยนี้ พอครูเรียกใช้ กอดเสาไว้แน่น เกี่ยงกัน...ครูเรียกมึง ไม่ใช่กู มึงนั่นแหละ จนครูต้อระบุชื่อ ก็ไปเหมือนกัน ไปแต่หัว ตัวยังอยู่ที่เสาเลย...

พวกเราได้ฟังเข้ารู้สึกว่าเข้าท่า วันนี้พระไม่ว่าครู ก็เลยชวนกันเดินไปที่ห้องประชุม ไปถึงกำลังจะหย่อนตัวลงนั่ง พระพยอมหันมาเห็น ทักว่า...อ้าว เจ๊ พระเทศน์จะจบแล้ว ทำไมเพิ่งมา...นักเรียนหัวเราะกันครืน ครูคนหนึ่งทั้งโกรธทั้งอาย พูดขึ้นดังๆ ว่า...จะเลิกคบกันก็คราวนี้แหละว้า...

สัปดาห์นี้เป็นวันครู ขอถือโอกาสระลึกถึงความหลัง และรำลึกถึงครู โดยเฉพาะผู้ที่เลือกอาชีพนี้เพราะเห็นคุณค่าของการเป็นผู้ให้และต้องการทำหน้าที่เรือจ้าง ส่งลูกศิษย์ทุกคนให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัยโดยแท้จริง.