Get Adobe Flash player

พรหมเทพ เทพรัตน์ ลูกศิษย์คนสุดท้ายของสุเทพ วงศ์กำแหง โดย วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

พรหมเทพ (พรเทพ) เทพรัตน์ ชื่อเล่น ป๋อม ลูกศิษย์ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งท่านได้กล่าวถึงว่า ...ป๋อมเป็นลูกศิษย์คนที่ผมรักและเอ็นดูมาก เป็นลูกศิษย์คนเดียวที่มีเสียงและวิธีร้องในแต่ละวรรคตอนคล้ายผมมาก ยิ่งกว่าลูกศิษย์คนไหนๆ และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณต่อเขาด้วย

ความจริงใจ ซึ่งหาไม่ค่อยได้ในเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ทั่วไป...

อีกสิ่งหนึ่งที่ครูสุเทพเขียนเอาไว้ว่า ป๋อมมีความสามารถในการคิดค้นหาถ้อยคำที่เหมาะสมมาใช้ในการแต่งเพลงแต่ละเพลงในซีดีทั้งสองชุดของ "สุเทพโชว์จูเนียร์" ได้อย่างดียิ่ง ทำให้ผมทึ่งในความพิถีพิถันในการแต่งเพลงของเขาเป็นอย่างมาก สำนวนที่ใช้ในทุกเพลง เป็นสำนวนของตนเองทำให้เราได้รู้ในบุคลิกของตัวเขาอย่างแท้จริง…

...ในโอกาสที่คุณพรหมเทพเดินทางมายังสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนธันวาคม 2559 ได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงชาวแอลเอและชาวลาสเวกัสอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะกำลังใจจากรุ่นพี่อดีตนักร้องราชดำเนินและนักร้องสุนทราภรณ์ พราวตา ดาราเรือง รุ่งพิรุณ เมธารมณ์ สุวณีย์-สดุดี เนื่องนิยม นิตยา นนทบุตร รุจิลาภา พัฒฑนะ ฯลฯ ตลอดจน ประกายทิพย์ มาลากุล และวีรนิด เดชพลจิต ที่คอยให้การดูแล...ครั้งนี้ ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงประวัติชีวิตอย่างละเอียด

คุณพรหมเทพ เทพรัตน์ ชื่อจริง พรพัฒน์ สัมมาวรรณ บุตรชายคนที่ 2 ในจำนวน 8 คนของ นาวาตรีสนัด-คุณแม่ประยงค์ สัมมาวรรณ ประสบความสำเร็จสูงสุด ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ.2525 ในเพลง คนใจเหงา แต่งโดย ครูอีส อารีย์
คุณพรหมเทพเริ่มว่า...ผมเปลี่ยนจากชื่อพรเทพเป็นพรหมเทพ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนั้นผมไปร้องงานคอนเสิร์ตเพลงของครูจงรัก จันทร์คณา ที่เพิ่งเสียชีวิตไป มีซินแสท่านหนึ่งเป็นเพื่อนสนิทของครูจงรัก กระซิบกับครูว่าอยากคุยกับผม ครูก็นัดให้ ท่านบอกว่าอยากให้ผมเปลี่ยนชื่อเพราะดูจากโหงวเฮ้ง และทายอดีตของผมถูกต้องทั้งหมด

ผมบอกว่าเปลี่ยนชื่อได้แต่ผมต้องขออนุญาตครูสุเทพ วงศ์กำแหง ก่อน เพราะชื่อ พรเทพ เทพรัตน์ ครูสุเทพเป็นคนตั้งให้ ถ้าท่านอนุญาตก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่อนุญาตผมไม่เปลี่ยน... ครูสุเทพท่านบอกว่าไม่เป็นไรถ้าจะทำให้ชีวิตของป๋อมดีขึ้น ครูอนุญาต... ซินแสบอกว่าไม่เปลี่ยนมากหรอก แค่เพิ่มอักษร 2 ตัว คือ ห กับ ม ก็เป็นพรหมเทพ พอเปลี่ยนชื่อปุ๊บ ผมก็รวยขึ้นมาทันที ได้เป็นเจ้าของแหลมพรหมเทพที่ภูเก็ต...(ผมพูดเล่นนะครับ)

ผมเกิดที่อำเภอดุสิต กรุงเทพฯ แถวหลังบ้านมนังคศิลา สมัยเด็กๆ ผมชอบเพลงลูกทุ่ง ครูสุรพล สมบัติเจริญ ดังมาก ผมชอบเพลง “มอง เธอสาวเธอสวยฉันจึงได้มอง” ตอนที่ผมอายุ 12-13 ปี เรียนชั้นประถมปีที่ 5 โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง ผมได้ฟังเพลง “สุดที่รัก” ของครูสุเทพ  ตั้งแต่นั้นผมก็เปลี่ยนแนว มีครูสอนคณิตศาสตร์ชอบเพลงลูกกรุงเก่าๆ ได้ยินเสียงผม ก็ชอบให้ผมร้องให้ฟัง พอท่านสอนเสร็จ ผมทำการบ้านเรียบร้อย ท่านก็เรียก...พรพัฒน์ มาร้องเพลงหน้าห้อง...จะเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ผมก็คงมีแววมาตั้งแต่ตอนนั้น และชอบร้องเพลงให้เพื่อนๆ ฟัง

เพื่อนๆ ยุให้ไปประกวดร้องเพลง ตอนนั้นทางทีวีช่อง 3 มีรายการของคุณยิ่งยง สะเด็ดยาด ผมก็ไปสมัคร ปรากฏว่าตกรอบแรก เพราะประหม่า เสียงสั่นเครือ...ถือว่าครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ พอจบชั้นมัธยม ผมเรียนต่อที่ดุสิตพณิชยการ แผนกบัญชี อายุประมาณ 16-17 ปี  ระหว่างที่กำลังเรียนอยู่ ช่วงปิดเทอมไปร้องเพลงที่ไนท์คลับ ได้วันละ 50 บาท พอเรียนจบ ผมไปหาเพื่อนที่กาญจนบุรี อ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ลงว่าโรงงานกระดาษบ้านโป่ง ราชบุรี รับพนักงานวุฒิตรงกับที่ผมจบมาพอดี  ผมไปสมัครก็ได้งานในตำแหน่งโฟร์แมน คุมคนงาน ถึงไม่ได้เกี่ยวกับที่เรียนมา แต่ก็ดีกว่าอยู่ว่างๆ ทำเกือบหนึ่งปี  มีอยู่วันหนึ่งผมทำงานกะกลางคืน ไปทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงงาน ดูทีวีรายการเพลงสามสมัย เกียรติศิลปิน ทางช่อง 7 สี เป็นที่นิยมมาก ผมนั่งดูครูสุเทพ พี่สวลี ผกาพันธ์ พี่ชรินทร์ นันทนาคร พี่จินตนา สุขสถิตย์ ฯลฯ ผมมีความรู้สึกว่า เราน่าจะเข้าไปร้องในทีวีได้บ้าง

วันรุ่งขึ้นผมลาออก เดินทางกลับกรุงเทพฯ แม่พาไปฝากทำงานฝ่ายบัญชี ที่บริษัทการเงิน ผมอยากร้องพลงช่วงกลางคืน ไปสมัครที่คาเฟ่แถวคลองตัน คาเฟ่นี้อยู่ที่ปากซอยหน้าบ้านของครูสุเทพซึ่งตอนนั้นดังมาก อายุ 40 ปีเศษ ได้รับแผ่นเสียงทองคำพระราชทานหลายครั้ง ผู้จัดการคาเฟ่บอกว่า บ้านครูสุเทพอยู่ในซอยข้างหลังคาเฟ่นี่เอง ใจผมอยากสมัครเป็นลูกศิษย์ท่านอยู่แล้ว ได้ข่าวว่าท่านใจดี ใครที่มีแววเป็นนักร้อง ท่านก็จะรับเป็นลูกศิษย์ วันอาทิตย์ผมดั้นด้นไปหาท่านที่บ้าน ก็ถามไปตลอดทาง ตอนนั้นท่านเปิดสอนร้องเพลง รุ่นพี่ของผมมี มนตรี สีหเทพ สามารถ บริบูรณ์เวช ฯลฯ ครั้งแรกไม่พบ ได้พบครั้งที่ 3 ปกติทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า จะมีเด็กรุ่นเดียวกับผมที่ชื่นชอบร้องเพลงมากันเต็มบ้าน เพื่อมาร้องทดสอบให้ครูฟัง

วันนั้นโชคดีจริงๆ มีผมคนเดียว ท่านให้ผมเข้าพบแล้วบอกว่า...อยากเป็นนักร้องก็ร้องไป...ที่บ้านท่านมีโต๊ะอาหารเป็นโต๊ะกลม ท่านนั่งลงในมือถือไม้ตีแมลงวัน คอยไล่ตีไปด้วยเพราะใกล้เวลาอาหารเที่ยงท่านให้ผมร้องไปเรื่อยๆ ตัวท่านก็เดินตีแมลงวันไปรอบบ้าน เหมือนกับไม่สนใจฟัง ผมก็ร้องไปๆ ส่วนตาคอยเหลือบมองตามแล้วคิดว่า...ท่านไม่ฟังเลย...ร้องได้ 2- 3 เพลง ผมก็หยุดร้อง ท่านบอกว่า...อ้าวหยุดทำไม ร้องไปสิ ฟังอยู่...ผมร้องต่ออีก 2 เพลง เพลงสุดท้ายคือเพลง “สวรรค์มืด” ท่านวางไม้ แล้วมานั่งที่โต๊ะอาหาร คราวนี้ท่านตั้งใจฟัง พอจบเพลงครูสุเทพบอกว่า...โอเค ใช้ได้...ได้ยินเสียงครูพูดอย่างนั้น หัวใจของผมพองโต ดีใจมากๆ ท่านถามว่าผมยังเรียนอยู่หรือเปล่า...ผมบอกว่าเรียนจบแล้ว ท่านถามว่าทำงานหรือเปล่า..ที่จริงผมทำอยู่ แต่ความที่อยากอยู่ใกล้ชิดท่านมาก ผมก็เลยโกหกท่านว่าไม่ได้ทำ...อย่างที่ผมคิด ท่านรับผมเป็นลูกศิษย์วันนั้นเลย...

ช่วงนั้นท่านเปิดร้านอาหารวีไอพี สมัยนั้นดังมากอยู่แถวเพชรบุรีตัดใหม่ รวมนักร้องดังๆ พี่สวลี แม่เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ฯลฯ ท่านให้ผมไปเป็นนักร้องที่ร้านเพื่อฝึกฝนตัวเอง ตอนแรกก็ไปกลับที่บ้านท่าน ท่านคงเห็นผมลำบาก ห้องอาหารเลิกตีหนึ่ง รถก็น้อย ท่านสงสารบอกว่า...มาอยู่บ้านครูดีไหม จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล...เรื่องอะไรที่ผมจะปฏิเสธ ผมอยากอยู่อยู่แล้ว ผมตอบตกลงทันที ผมอยู่ที่บ้านท่านเหมือนลูกหลานเป็นเวลา 10 กว่าปี ผมร้องเพลงที่ร้านอาหารของท่านทุกคืน ตั้งแต่หนึ่งทุ่ม และท่านไปร้องทุกคืนประมาณสามทุ่ม แล้วกลับบ้านพร้อมกัน        

ผมเป็นศิษย์คนสุดท้าย ชรัมภ์ เทพชัย เป็นลูกศิษย์รุ่นพี่ พอชรัมภ์ออกจากบ้านครูสุเทพ ท่านก็ไม่รับใครอีกและไม่ได้สอนแล้ว คำว่าลูกศิษย์ของครู คือท่านให้ความรักความเมตตามาก ไปร้องเพลงกับท่านทุกแห่ง วิธีการสอนของครู ไม่ได้นั่งสอนหรือบอกเป็นคำพูด สอนแบบธรรมชาติให้ผมสังเกตเอาเองจากการใกล้ชิดกับท่าน สำคัญที่สุดตอนท่านอัดแผ่นเสียงในห้องอัดเสียง ให้ผมรอนั่งรถไปกับท่าน ให้เข้าไปในห้องด้วย ให้ผมยืนดูข้างๆ ถึงวิธีการร้อง การเปล่งเสียง อารมณ์เพลงท่านเป็นอย่างไร ปั้นคำร้องอย่างไร ทุกครั้งที่ผมขึ้นร้องบนเวที ท่านจะคอยฟังอย่างตั้งใจ ผิดพลาดอย่างไรก็มาแนะนำกัน ผมได้ใกล้ชิดจนซึมซับบางคนว่าเสียงผมเหมือนครูสุเทพมาก

หลังจากอยู่กับครูสุเทพได้ประมาณปีกว่าๆ ครูสุเทพให้ครูจงรัก จันทร์คณา แต่งเพลงให้ผมร้อง เพลงแรกคือ “รักที่ถูกลอยแพ” เป็นเพลงแรกในชีวิตที่ร้องบันทึกแผ่นเสียงชุดแรก ปี 2521 ได้รับความนิยมพอประมาณ เป็นที่รู้จักของนักฟังเพลงในช่วงนั้น คนรู้จักผมมากไม่ใช่จากการบันทึกแผ่นเสียง แต่จากการดูทีวีช่อง 7 สี จากนั้นก็มีครูเพลงแต่งให้ร้องอีกหลายท่าน ครูวินัย รุ่งอนันต์ ครูอีส อารีย์ ครูหมอวราห์ วรเวช

เพลงที่คนชอบมากที่สุด เห็นจะเป็นเพลงของครูอีส อารีย์ เพลงที่แต่งให้ผมร้องมี แจ่มจันทร์, เธอรู้หรือเปล่า มีอีกเพลงหนึ่งคือ คนใจเหงา อยู่ชุดเดียวกัน เพลงนี้ทำให้ผมได้รับแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2525 ผมอายุประมาณ 25  ปี ก่อนหน้านั้นผมก็มีความหวังอยู่เหมือนกันถือว่าผมสมหวัง และเป็นการจัดปีสุดท้าย  

ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด ที่ได้เข้าเฝ้ารับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ที่ศาลาดุสิดาลัย ทรงพระราชทานโอวาทเกี่ยวกับวิธีการดำรงชีวิตในวงการเพลง นำประสบการณ์ของพระองค์มาทรงเล่าให้ฟังว่า...

...เพลงแต่ละเพลงมีชีวิตและวิญญาณ ก่อนที่จะสร้างชีวิตให้เขาขึ้นมา เราจะต้องตั้งใจสร้างเขาให้ดี ก็คือ บรรเลงดนตรีให้ดี ร้องให้ดี จนเรามั่นใจแล้ว พอใจแล้ว จึงค่อยไปปลุกชีวิตเขาขึ้นมา ก็คือไปเปิดให้คนฟัง เมื่อเรามั่นใจแล้ว เราจะมีความสุขในการฟัง ในทางตรงกันข้ามถ้าเราบรรเลง หรือร้องบันทึกเสียงไปไม่ดี เมื่อเราเอาไปเปิด มันจะแก้ไขอะไรอีกไม่ได้แล้ว

พระองค์ท่านทรงมีอารมณ์ขัน ทรงยกตัวอย่างเพลง “สายฝน” นอกจากพระองค์ทรงประพันธ์ บันทึกเสียงแล้ว ทรงโปรดให้คนร้องบันทึกคนแรกคือ คุณสวลี ผกาพันธ์ โด่งดังไปทั่วประเทศ พระองค์ทรงรู้สึกมีความสุขและทรงภูมิใจที่เพลงนี้เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เพลงสายฝนดังถึงขนาดว่า วันหนึ่งพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ ไปเที่ยวที่เชียงใหม่ เดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ข้างตลาด เห็นผู้หญิงชาวบ้านกำลังซักผ้าและร้องแพลงสายฝนไปด้วย พระองค์ท่านตรัสว่า...แสดงว่าเพลงสายฝน นอกจากจะมีความไพเราะแล้ว ยังมีประสิทธิภาพทำให้เสื้อผ้าสะอาดอีกด้วย...

...สิ่งที่ผมภาคภูมิใจอีกเรื่องหนึงคือ ได้ร้องบันทึกแผ่นเสียง “พ่อแห่งแผ่นดิน” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ได้เป็น 1 ในนักร้องจำนวน 80 คน ที่ได้ร่วมร้องบันทึกเสียงในครั้งนั้น...

ชีวิตของผมในช่วงที่กำลังมีชื่อเสียง ได้ออกทีวีบ่อย จึงมีคนรู้จักมาก ทางด้านคุณพ่อคุณแม่ผม เต็มใจให้ผมเป็นนักร้อง เพราะคุณแม่ชอบร้องเพลง ผมจึงได้รับการซึมซับมามาก ตั้งแต่จำความได้ก็ได้ยินแม่ร้องเพลงให้ผมฟังบ่อยๆ พอผมได้รางวัลทั้งคุณพ่อคุณแม่ดีใจและภูมิใจมากท่านดูรายการที่ผมออกรายการแทบทุกครั้ง คุณพ่อท่านตามใจที่ผมเลือกอาชีพเป็นนักร้อง ซึ่งสมัยนั้นพ่อแม่มักจะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ถือว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)