Get Adobe Flash player

ดร.กมล สมวิเชียร ‘นกไกลรัง’ กับ เสี้ยวฝันประชาธิปไตยไทย โดย... ศุภชัย ตรีบำรุง

Font Size:

ดร.กมล  สมวิเชียร  คือ นักวิชาการไทย ผู้เรืองนามท่านหนึ่งของประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย และแม้จะนับเป็นของเทศด้วยก็ย่อมนับได้  ทั้งจากของ UNIVERSITY OF LA VERNE และของ PACIFIC STATE UNIVERSITY ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ ดร.กมล เป็นศาสตราจารย์ของทั้งสองมหาวิทยาลัยดังกล่าว

ดร. กมล สมวิเชียร คือใคร..  และเป็นอย่างไรแล้วทำไมต้อง กมล  สมวิเชียร  อย่างน้อยแวดวงนักวิชาการและนักการเมืองหลังยุค 6 ตุลาคม 2519  ย่อมต้องทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักคิด นักวิชาการทั้งหลายในยุคนั้น ที่ใครๆ  เรียกว่า เผด็จการทหารยุครัฐบาลหอย  ธานินทร์ -สมัคร -สงัด -อุทิศ

หลัง พ.ศ. 2500 ยุค พลเอกสฤษดิ์  ธนรัชต์  นายพลผ้าขะม้าแดงครองอำนาจเผด็จการทางการเมือง และอำนาจนั้นตกทอดมาถึงยุค ถนอม -ประภาส -ณรงค์  เราเรียกยุคนั้น เป็น “ยุคมืดทางปัญญา” ก็ว่าได้เช่นกัน  จะมีกวีก็แค่กวีสายลมแสงแดด และความรักหวานเจี๊ยบ ที่สะท้อนความเงียบเชียบทางวิชาการ

แต่แวดวงทางปัญญาและวิชาการได้คุกรุ่นเหมือนคลื่นใต้น้ำ ที่ส่วนใหญ่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแนวหน้าในต่างประเทศ ทั้งอังกฤษ -อเมริกา และฝรั่งเศส ที่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป

เกิดจดหมายบทความ เช่น “จดหมายจากเมืองไทย” โดยกลุ่มนักวิชาการที่รำพึงรำพันและหาทางออกให้กับประเทศด้านต่างๆ ทั้งสังคม -เศรษฐกิจ -การเมือง  ต้นทางของจดหมายเมืองไทยมาจากอเมริกาและอังกฤษ จัดเป็นกองทัพนักวิชาการหลายสิบคน ที่นำทัพโดย ปราโมทย์ นาครทรรพ, วารินทร์  วงศ์หาญเชาวน์ และรวมทั้ง กมล  สมวิเชียร  ท่านนี้ด้วย คึกคักอัดแน่นด้วยสาระ รวมทั้ง  “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์  อันโด่งดังคับคั่งด้วย นักวิชาการระดับมันสมอง คู่ขนานกับการยั่วเย้าเผด็จการ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช ในสยามรัฐรายวัน และสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ในยุคนั้น  ซึ่งถือเป็นการตอกหมุดหมายในการนำปัญญามาแก้ปัญหาของชาติด้านต่างๆ

อาจารย์กมล สมวิเชียร  เกิดในตระกูลชนชั้นกลางระดับบน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2479  ท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า บ้านที่พระโขนง บางกะปินั้น อยู่ริมคลอง งดงามแบบไทยๆ ในวิถีชีวิตที่ถือว่าตระกูลมีความรู้ ความฝังใจนี้เมื่อยามที่ท่านหักเหชีวิตจากประเทศไทย มาสู่อเมริกา ท่านจึงตั้งชื่อคอลัมน์ที่ท่านเขียนส่งมาให้ นสพ.สยามมีเดีย ยุคสมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์ - สถาพร คล่องวิทยา และผู้เขียนร่วมบริหารอยู่ จึงมีคอลัมน์  “บ้านริมคลอง”  อันเป็นส่วนต่อมาจาก  “นกไกลรัง”  จาก นสพ. เสรีชน และเสรีชัย ในยุคที่ท่านจากเมืองไทยมาอย่างสิ้นหวัง ทั้งภาคการเมืองและสังคม หลังการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ของ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่  ที่มีรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเกิดเหตุการณ์นองเลือด -ฆ่านักศึกษา ประชาชน ในกรณี 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519  ที่กลายเป็นเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์อันอันธกาลมาทุกวันนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์รูดซิปปากของไทย

อาจารย์กมล จบจากเตรียมอุดม แล้วไปเรียนต่อคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ในรุ่นที่ 6 ซึ่งในรุ่นนี้มีนักวิชาการเด่นๆ  เช่น ศ.ดร.จรูญ สุภาพ, ศ.ดร.เจริญ คันธวงศ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ที่ไปจบดุษฎีบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัย SYRACUSE  ที่นิวยอร์ค  ส่วนอาจารย์กมล หลังจบปริญญาตรีที่จุฬฯ  จัดเป็นนิสิตที่เรียนเด่น จึงสอบได้ทุนฟุลไบร์ท ไปเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัย SYRACUSE  แล้วพบกับอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ที่นั่นอีกครั้ง คบค้าสมาคมกันมายาวนาน เป็นตำนานของเพื่อนรักกันตลอดชีวิต ส่วนอาจารย์ ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาวน์ สุดยอดนักคิด นักวิจัยที่มือสะอาดไม่ยุ่งการเมือง ทำวิจัยเพื่อชาติบ้านเมือง จนสุดท้ายไปตายเพราะทำงานวิจัยที่ประเทศลาว เมื่อเร็วๆ นี้  โดยดร.วารินทร์ เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล  นักวิชาการมาพบบรรจบกันตรงนี้

เล่ามายาวเพราะต้องการเติมภาพนักวิชาการเหล่านี้ ที่หลายคนลืมๆ  กันไปบ้างแล้ว  นับเป็นการเคลื่อนย้ายขยายตัวของเหล่านักวิชาการ ที่นอกจากจะกางตำราสอนนิสิต -นักศึกษาในห้องบรรยายแล้ว พวก “มันสมอง” เหล่านี้ ยังขยันเขียน ขยันค้นคว้าและทิ่มแทงอำนาจเผด็จการอยู่เป็นระยะๆ  แรงกระเพื่อมเหล่านี้ทำให้เกิดการคิดการรวมตัว แล้วเอาอาวุธทางปัญญาเข้ามาต้านเผด็จการ เอาข้อดีของตะวันตกมาพัฒนาไทยในด้านต่างๆ  ทั้งเศรษฐกิจ และสังคม  ในขณะที่คนส่วนใหญ่แหยไม่กล้าท้าอำนาจรัฐ

ในส่วน ดร.ปราโมทย์  นาครทรรพ  นั้น เรียนรัฐศาสตร์จุฬาฯ รุ่นหลังอาจารย์กมล สมวิเชียร สองปี แต่ก็มาจับคู่เป็นเกลอกันอย่างแนบแน่น และติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ แม้จะขัดๆ กันบ้างในเชิงแนวคิด เช่น การเลือกตั้งทั่วไป ในปี พ.ศ. 2518  อาจารย์กมล ได้รับการทาบทามจาก อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ลงสมัครร่วมกับท่านในเขตพระนคร -ปทุมวัน   จนทั้งอาจารย์เสนีย์และอาจารย์กมลจับคู่กันเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร แต่อาจารย์ ดร.ปราโมทย์  นาครทรรพ  กลับไปอยู่พรรคพลังใหม่  พรรคการเมืองแนวสังคมนิยมโต่งๆ  แล้วก็แพ้การเลือกตั้ง ในสมัยนั้นไปอย่างสิ้นหวัง เพราะกระแสปลุกผีคอมมิวนิสต์ยังรักษาไม่หายจากอาการหวาดกลัวจนขี้ขึ้นสมอง  แม้หมอกระแส  ชนะวงศ์ หัวหน้าพรรค เจ้าของรางวัลแมคไซไซ ก็แทบเอาตัวไม่รอด

อาจารย์กมล เรียนจบปริญญาโท แล้วไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ตักศิลาของปัญญาชนยุคนั้น รวมทั้ง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  ที่ไปจบเนติบัณฑิต ที่มิดเดิล แทมเปิล อันเก่าแก่เช่นกัน  อาจารย์กมลเมื่อทำวิทยานิพนธ์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน อยู่ในสำนัก SOAS.  หรือ SCHOOL OF ORIENTAL AND AFRICAN STUDIES  ที่มีชื่อเสียง และจบเป็นดุษฎีบัณฑิตที่นั่น  ระหว่างเขียนวิทยานิพนธ์ อาจารย์กมลได้สมรสกับสาวน้อยชาวฟิลิปปินส์ ชื่อ มาเรีย (MARIELENA)  ได้ทายาทชายในขณะนั้น ท่านจึงให้ชื่อบุตรชายว่า “วิทยานิพนธ์”  หรือชื่อในภาคฝรั่งว่า  WHITTY SOMVICHIAN  และอาจารย์กมลได้ครองคู่กับคุณมาเรีย มาจนสิ้นอายุขัย รวมเวลาครองคู่ชีวิตกันถึง 55 ปี  โดยชีวิตคู่ส่วนใหญ่อยู่ในบ้านน้อย ในเมืองแคลมอนต์ แคลิฟอร์เนีย

ดูเหมือนว่า “สิงห์ดำ”  รัฐศาสตร์จุฬาฯ  จะจัดเป็นนักวิชาการคืนถ้ำกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จรูญ  สุภาพ, อาจารย์กมล ทองธรรมชาติ, อาจารย์มนัสภาส ชูโต (สองท่านหลังนี่รุ่น 5)  อาจารย์ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งอาจารย์กมล เช่นกัน ที่หวลกลับถ้ำเข้าไปอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ที่คณะรัฐศาสตร์  ผลิตนิสิตเยี่ยมยุทธออกไปทำประโยชน์ให้ชาติจำนวนมาก

อาจารย์กมล สมวิเชียร เป็นคนรุ่นใหม่ มีบุคลิกนักวิชาการเต็มตัว  ใครที่เรียนกับอาจารย์กมลในยุคนั้นจะเห็นภาพ ดร.หนุ่มสวมสูทผูกโบว์หูกระต่าย (โบว์ไทด์)  คาบกล้องยาสูบ DUNHILLS จากอังกฤษในมาดไฉไล แน่นด้วยตำรับ ตำรา ความรู้ภูมิฐานสมเป็นผู้ดี

ดังเช่น คุณปวินทร์ จิระมงคลชัย  นักธุรกิจประกันในแอลเอ  ลูกศิษย์รุ่นที่ 24 ของสิงห์ดำ เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “จำได้เต็มตาอาจารย์กมล แต่งตัวสุภาพ เป็นนักเรียนอังกฤษคาบไปป์ มีอารมณ์โรแมนติก เพราะพูดจาไพเราะ มีความสุภาพ นิ่มนวล”  ซึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้นมาตลอดชีวิต  จากการที่ผู้เขียนได้สัมผัสกับท่านในฐานะของการทำงานหนังสือพิมพ์ ท่านส่งต้นฉบับลายมือตัวเล็กๆ กลมๆ  ป้อมๆ  เขียนเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยดินสอดำทุกบทความ และมักสะกดด้วยคำไทยในยุคหนึ่งที่ท่านให้พิมพ์ตามที่ท่านเขียนต้นฉบับ โดยไม่ต้องแก้ไข เช่น คำว่า “ปฤกษา”  คำว่า “รฤกถึง”  หรือ “ไมตรีจิตต์”  เป็นต้น

ใครเลยจะทราบว่า การลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตของอาจารย์กมล จะเป็นตัวจักรสำคัญ ที่ทำให้ท่านผันวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง และหันหลังให้กับการเมือง หันหลัง เดินหน้าออกจากแผ่นดินแม่อย่างยาวนาน การเมืองไฉนจึงโหดร้ายอำมหิตเช่นนั้น

อาจารย์กมล เล่าให้ผู้เขียนฟังเสมอๆ  และมักจะเขียนถึงอยู่เนืองๆ ในบทความของท่านทั้ง “นกไกลรัง” (ในเสรีชน-เสรีชัย) และ “บ้านริมคลอง” (สยามมีเดีย)  ว่า พิษการเมืองไทยนั้นสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน สำหรับนักวิชาการใจบริสุทธิ์ เช่น ท่านต้องเผชิญหน้ากับมัน...แล้วท่านก็เป็นผู้แพ้  ที่ต้องดูแลตนเอง

หลังการเลือกตั้งที่ท่านสังกัดพรรคประชาธิปัตย์  ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช  ในยุคฤๅษีเลี้ยงลิง (2518-6 ตุลาคม 2519)  เมื่อกระแสของกลุ่มนายทุน ขุนศึก ทหารใหญ่และผู้สูญเสียทางการเมืองขวาจัดได้ทำการปลุกระดมมาตลอดระยะเวลา 3 ปี หลังกรณีวันมหาวิปโยค (14 ต.ค. 2516)  แล้วคนกลุ่มนี้ก็ทำได้สำเร็จ เกิดขบวนการขวา -ลูกเสือชาวบ้าน -กลุ่มนวพล -พรรคนายทุนขุนศึก  ชาติไทย ราชครู - วิทยุกองพล 1 ฯลฯ  และการคืนกลับประเทศไทยของ เณรถนอม กิตติขจร  (กิตติขจโรภิกขุ)  ที่ก่อตัวเป็นชนวนรุนแรงขึ้น

นั่นคือการทำให้ทหาร เข้าล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักการเมืองอย่างนายสมัคร สุนทรเวช, ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์, พ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ฯ ใช้อำนาจปืนจี้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องลาออก ในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2519  และเป็นการยุติบทบาทการเมืองของเนติบัณฑิตอังกฤษอย่าง ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช ในที่สุด

อาจารย์กมล เห็นบริบททางการเมืองอันอัปยศ ท่านเลยเลือกทางของท่านเดินทางไปสู่แผ่นดินอื่น  เหมือนเช่น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์  เหมือนเช่น ดร.ป๋วย  อึ๋งภากรณ์  และคนอื่นๆ  อีกจำนวนมากที่อำลาบ้านเมืองอันเป็นที่รัก

รวมทั้งอาจารย์กมล เห็นความเลอะเทอะของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สกปรกเกินกว่าจะกล่าวได้ ท่านจึงเลือกการมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ สลับกับการเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์ที่ผมทำงานอยู่  ทำให้เราสนิทสนมกันในหลายๆ ด้าน  เรามีปัญหาทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ก็รำพึงรำพันกันไปตามประสา  เหมือนเสียงร้องของนกกาอะไรประมาณนั้น และท่านเคยมาให้กำลังใจกับสมาคมสื่อมวลชนในสหรัฐอเมริกาอยู่หลายหน ด้วยข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ด้านต่างๆ ซึ่งพวกเราจำกันได้ดี

อาจารย์กมล สอนหนังสือประจำที่ UNIVERSITY OF LA VERNE  ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านของท่าน ในย่าน CLAREMONT แคลิฟอร์เนีย  และเป็นศาสตราจารย์อีกแห่งที่ มหาวิทยาลัย แปซิฟิก เสตท (PACIFIC STATE UNIVERSITY)  ในแอลเอ นักศึกษาไทยที่ไปเรียนในสองมหาวิทยาลัยคงจะได้ตระหนักถึงบทบาทการเป็นครูอาจารย์ที่สมบูรณ์ของท่าน โดยเฉพาะความห่วงใยต่อศิษย์ การให้ข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์ทุกด้าน  ความสุภาพ นุ่มนวลของท่าน  เป็นภาพตรึงใจของลูกศิษย์และผู้รู้จักมักคุ้นทั่วไป  โดยเฉพาะเมื่อท่านมีเวลาเล่าถึงภาพการเมือง -เศรษฐกิจ ของไทย หรือมีอารมณ์สุนทรีย์ดีๆ  ก็มักจะเล่าถึงดนตรีคลาสสิคต่างๆ  ซึ่งจัดว่าท่านเป็นผู้มีรสนิยมศิลปะ รวมทั้งยังเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าท่านสะสมงานศิลปของศิลปินไทยหลายท่าน  เช่น ดำรง วงค์อุปราช  เป็นภาพลายเส้นสมัยที่ทำงานจิตรกรรมที่ญี่ปุ่น  ท่านมีผลงานของศิลปินเด่นๆ  หลายคน และในงานฌาปนกิจศพท่าน  หลานสาวที่ชื่อ AUSTA CLAUSEN  ยังเล่าว่า ท่านเป็นนักสะสมปากกาหมึกซึม (FOUNTAIN PENS)  ไว้ถึง 50 กว่าด้าม  อาจารย์กมลมีความสุขในการเขียนโน้ต เขียนหนังสือ และมักส่งจดหมายไปหาหลานๆ  เสมอ  ด้วยข้อความน่ารักๆ  สนุกๆ หยอกล้อกับหลานๆ 5 คน ที่บางคน โตๆ แล้ว (ลูกสาวของท่านชื่อ MARISA SOMVICHIEN  มีบุตร 2 คน ส่วนลูกชาย “วิทยานิพนธ์” มีบุตร ธิดา รวม 3 คน)

ดังที่ผู้เขียนเล่าตอนต้นว่า อาจารย์กมล เป็นนักเขียน เป็นครูบาอาจารย์ และเป็นนักคิด นักฝัน คนหนึ่งของประเทศ เป็น DREAMER ตัวฉกาจ ที่ท่านไม่เคยถอนสมอในเรื่องนี้  ข้อเขียนบทความของท่านจำนวนมากมายในหนังสือพิมพ์ไทยในอเมริกาและที่เขียนส่งไปยัง MAGAZINE  ในเมืองไทย  ถ้าใครจะรวบรวมไว้แล้วจัดหมวดหมู่ หาอ่านได้ง่ายๆ ใน WEB ก็จะสะท้อนคุณประโยชน์และแนวคิดทางวิชาการได้อีกมากมาย อย่างน้อยก็อาจจะสะท้อนคำพูดที่ว่า” เมืองไทยทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” ที่ท่านได้กล่าวคำนี้มาก่อนใครๆเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว

กระแสความคิดที่ไม่ค่อยตกตะกอนของอาจารย์กมล  ดูได้จากที่พรรคพวกของผู้เขียนรู้สึกศรัทธาท่านอย่างจับใจ  ก็เมื่อตอนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.)  โดยบิ๊กจ๊อด พลเอกสุนทร คงสมพงษ์, สุจินดา คราประยูร, เกษตร โรจนนิล, อิศรพงษ์ หนุนภักดี  โค่นล้มอำนาจของพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ แล้วเกิดเหตุการณ์พิเศษให้นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี  พร้อมกับมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ขอเวลา 2 ปี กับอีก 6 เดือน จึงจะแล้วเสร็จ

แต่อาจารย์กมล เกิดอาการคึดขึ้นมา เลยโทรศัพท์หาเพื่อนฝูง -นักเขียน ลูกศิษย์ ลูกหา ขอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแอลเอ แข่งกับรสช. โดยไปยึดห้องของโรงแรมลินคอล์นพลาซ่า ในเมืองมอนเทอเรย์ ปาร์ค จัดสภาแอลเอ ขึ้น  แล้วอาจารย์ก็ได้รับมติให้เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ มี ดร.ประเสริฐ โลหะวณิชย์  และคุณวันชัย วัฒนสินธ์ อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ เป็นรองประธาน  ส่วนเลขาธิการได้คุณชลินทร์ ปิ่นวัฒนะ (ขณะนี้บวชเป็นพระ)  และอีกสองคนมีผู้เขียนและคุณสมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์ เป็นรองเลขาธิการ  ร่วมกับคณะกรรมการอีก 10 กว่าคน  ใช้เวลาในช่วงวันเสาร์เช้าประชุมกันทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 5 เดือนเศษ (ร่างได้เร็วกว่า รสช. มาก)  และยังมีจุดเด่น คือ ระบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจัดเป็นความแปลกใหม่ของไทยในขณะนั้น

พออาจารย์กมล และพวกเราร่างและพิมพ์เข้าเล่มเรียบร้อย ก็ได้มอบหมายให้คุณสมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์  บ.ก.นสพ.เสรีชัย คนปัจจุบันนำไปมอบให้กับคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่กรุงเทพฯ  หนังสือพิมพ์สยามรัฐและสื่ออื่นๆ  ตีพิมพ์ข่าวนี้กันเอิกเกริก เฮฮา เพราะมันเป็นการเสียดสีและท้าทายมากกว่าที่จะเป็นไปได้จริง

ต่อมาอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  ได้นำภาครวมของอาจารย์กมลและผนวกการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตีพิมพ์เป็นเล่ม ชื่อว่า “การปฏิรูปการเมือง : เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง พร้อมร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแอลเอ” ทุกวันนี้ก็ยังหาอ่านได้อยู่ในตลาดหนังสือและใน E. BOOKS

อาจารย์กมล สมวิเชียร มิได้มีงานเขียนน้อยเล่มเลยแต่มีผลงานเขียนเป็นตำราอยู่มาก  เช่น งาน ศาสตร์แห่งรัฐ, ศาลสูง THE SUPREME COURT (งานแปล), ประชาธิปไตยกับสื่อมวลชน, ประธานาธิบดี,  พัฒนาการการเมืองไทย, ประชาธิปไตยกับสังคมไทย, ประชาธิปไตยคืออะไร, รัฐศาสตร์เบื้องต้น เป็นต้น  หนังสือเหล่านี้เป็นอมตะ ที่ยังคงใช้เรียนใช้อ่านกันอยู่อย่างเต็มคุณค่า

อาจารย์กมล จากพวกเราไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560  ที่บ้านอันแสนรักของท่านในย่านแคลมอนต์  ก่อนจากไปไม่นาน แม้จะร่วงโรยด้วยการคุกคามของโรคความจำเสื่อม วันหนึ่งขณะกำลังรับประทานอาหารเช้า ท่านหันไปกล่าวกับมาเรียภรรยาของท่านว่า  “HONEY I LOVE YOU AND I LOVE YOU FOREVER”   เป็นความรู้สึกลึกล้ำภายใต้จิตสำนึกแห่งการครองคู่อันยาวนาน 55 ปี  ที่ไม่สามารถกล่าวคำว่า “อำลา” ได้ เพราะเหลือไว้แห่งความถวิลหาของอดีตที่งดงามของนักวิชาการท่านหนึ่ง ที่ไม่ปรารถนาอื่นใดนอกจากการเป็นคุรุที่พิสูจน์ได้ทุกกาลเวลา

งานพิธีศพของท่าน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2560 ที่ GARDEN MEMORIAL PARK AND MORTUARY ในเมือง BREA ใกล้บ้านท่านมีผู้มาร่วมงานกลุ่มเล็กๆ  ประมาณ 50 คน เท่านั้น จัดพิธีอย่างเรียบง่ายทางพุทธศาสนา โดยมีพระสงฆ์ท่านอาจารย์ ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ และคณะสงฆ์ แห่งวัดพุทธปัญญามาทำพิธีสวดพระอภิธรรมเป็นมรณานุสติ  และทำการฌาปนกิจ โดยเฉพาะคนในครอบครัวของท่านเท่านั้น ที่เชิงตะกอนของหอพิธีศพแห่งนั้น

นกไกลรัง ซึ่งเคยอยู่รวงรัง ณ บ้านริมคลอง พระโขนง บินมายาวไกลสุดชีวิต ได้คืนกลับไปสู่ความหลุดพ้นใดๆ  ทางโลกที่เป็นบ่วงพันธะ  ความฝันทางการเมืองตลอดอายุขัยของท่าน คงจะสมจริงตามคำกล่าวของอาจารย์ปราโมทย์  นาครทรรพ ที่ว่า “...ไปดีเถิดกมล  ถึงอย่างไรเมืองไทยก็คงถูลู่ถูกังไปอย่างเดิม จนชาติหน้าแหละ เชื่อเถอะอย่าห่วงเลย” 

ขอคารวะต่อความดีทั้งมวลที่อาจารย์กมล สมวิเชียร ได้ทำมาโดยตลอดชนม์ชีพ  และคารวะต่อความเป็นนักวิชาการ จรรยาบรรณที่ไม่ขายตัวให้กับอำนาจใดๆ  เหลือคุณค่าและภาพความเป็นอาจารย์ผู้สมถะ  สอนวิถีชีวิตให้ลูกศิษย์, เพื่อนๆ และผู้เคารพนับถือ ได้นับถือยกย่องตลอดไปชั่วกาลนาน

ด้วยรักและเคารพยิ่ง