Get Adobe Flash player

ลงโทษให้เกิดความอาย โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

การลงโทษนักเรียนในโรงเรียน หรือการลงโทษผู้กระทำความผิดของผู้พิพากษาจะมาจากพื้นฐานดียวกัน คือให้เข็ดหลาบ จดจำ เพื่อไม่ให้ทำความผิดอีก

เริ่มจากโรงเรียนในสมัยก่อน เด็กเชื่อครูกลัวครูมากกว่าพ่อแม่ การลงโทษของครูมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้นักเรียนเกิดความอายแล้วไม่กล้าขัดคำสั่ง

ตอนที่เราเรียนอยู่ชั้น มัธยมปีที่ 1 โรงเรียนสตรีต่างจังหวัด ครูสอนภาษาอังกฤษดุมาก นักเรียนกลัวกันหงอ ยิ่งกลัวก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง ครูให้ท่องกิริยา 3 ช่องให้ได้วันละ 10 คำ แล้วการบ้านก็ไม่ได้มีวิชาเดียว ทั้งเลข ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ครูแต่ละคนไม่สนใจหรอกว่า เด็กทำการบ้านให้เสร็จต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง แล้วเด็กแต่ละคนไม่ใช่ลูกเศรษฐี บางคนต้องช่วยงานบ้านสารพัด กว่าจะทำการบ้านเสร็จก็ดึก แล้วต้องท่องศัพท์อีก มีเวลานอนไม่กี่ชั่วโมง

พอถึงวิชานี้ ครูไล่ศัพท์ทีละคำ ใครตอบไม่ได้ ต้องยืนคาบไม้บรรทัด ถ้าตอบไม่ได้อีก ยืนบนโต๊ะ กางแขน ยกขาหนึ่งข้าง เราสงสัยว่าถ้าไม่ถูกอีกแล้วต้องยกขา 2 ข้างแล้วจะทำอย่างไร พอดีระฆังช่วยไว้ทันเวลา

ขึ้นมัธยมปีที่ 2 ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ครูสอนภาษาอังกฤษเป็นผู้ชายชาวอินเดีย ตัวเบ้อเริ่มเสียงดังคับห้อง ดุอีกเหมือนกัน ใครท่องศัพท์ไม่ได้ โรงเรียนเลิกต้องไปยืนเรียงแถวกันสลอนที่หน้าห้องผู้อำนวยการ รู้สึกอับอายขายหน้ามาก ต้องพยายามอย่างหนัก จะได้ไม่ถูกทำโทษประจาน

อีกวิธีหนึ่ง ก็คือเวลาประกาศผลสอบแต่ละเทอม จะประกาศที่ห้องประชุมตามสายชั้น เรียกชื่อนักเรียนทีละคนไปยืนโชว์ตัวอยู่ข้างหน้า คนที่ได้ยืนหัวแถวหน้าบานเป็นจานเชิง คนที่อยู่ท้ายๆ ยืนหน้าหุบ คางจดอกเป็นแถว เรามาจากต่างจังหวัดเพิ่งเรียนเทอมแรก เป็นเรื่องธรรมดาที่สู้เด็กกรุงเทพฯ ไม่ได้ คะแนนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่างกันตรงจุดเท่านั้น ครั้งแรกในชีวิตได้ที่สุดท้ายของห้อง อยากจะแทรกแผ่นดินหนี...ตั้งแต่วันนั้นกอดหนังสือไว้ไม่ห่างตัว เราเป็นนักเรียนประจำ ไฟที่หอนอนจะปิดตามเวลา ก็เอาไฟฉายส่องหนังสืออ่านอยู่ใต้เตียง ผ่านไปหนึ่งปี ได้เป็นที่ 5 ของห้อง ตั้งตารอวันประกาศผลจะได้ล้างอายเสียที ปรากฏว่าปีนั้นยกเลิก มันน่าเจ็บใจนัก...

เชื่อว่าแทบทุกคนต่างก็ผ่านการทำโทษเหล่านั้นมาแล้ว เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า โตขึ้นจะเป็นครู จะได้ตีลูกครูให้หายแค้น แต่พอเรียนจบก็ลืม เพื่อนอีกคนเป็นคนเรียบร้อย ตั้งใจเรียน พวกเราคิดว่าตอนเด็กคงไม่เคยถูกครูทำโทษ แต่เขาเล่าว่า ตอนที่เรียนต่างจังหวัด อาจเป็นเพราะเขาผิวคล้ำ จึงไม่เป็นที่เอ็นดูของครูนัก

สมัยก่อนครูบอกนักเรียนจดจากหนังสือที่สอน เขาคิดว่าไปอ่านเอาเองได้ ครูโกรธมาก ทำโทษโดยเขียนป้ายห้อยคอว่า...ไม่ยอมจดงานอย่าเอาตัวอย่าง...ให้เขาไปยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าโรงเรียน...นักเรียนทุกคนเห็นหมด เขาเกิดความอายจนกลายเป็นปมที่ลบไม่ได้ ความผิดเพียงแค่ไม่จดงาน ไม่สมควรที่จะต้องถูกลงโทษถึงขนาดนั้น แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดเขาก็ไม่มีวันลืม ถึงแม้ครูจะมีความดีด้านอื่นอยู่บ้าง เขาจำไม่ได้ จำได้แต่เพียงว่าครูคนนั้นทำให้เขาเสียใจและอับอายเท่านั้น

ปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนไป การเรียนการสอนก็เปลี่ยน เมื่อก่อนครูคือศูนย์กลาง แต่สมัยนี้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ใช้วิธีให้เด็กค้นคว้าจากห้องสมุด แล้วออกมารายงานหน้าชั้น พาไปศึกษานอกสถานที่เพื่อประสบการณ์ตรง ไม่ให้ท่องหนังสือแบบนกแก้วนกขุนทอง ให้ใช้ความเข้าใจแทน ส่วนการทำโทษเด็กต้องสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้ครูใช้อำนาจเกินไปจนขาดความยุติธรรม...

ในอเมริกา บางรัฐใช้วิธีลงโทษผู้กระทำความผิดที่ไม่รุนแรง แทนที่จะส่งตัวเข้าคุกไปแออัดยัดเยียด เปลืองเงินงบประมาณ เขาใช้วิธีลงโทษที่ทำให้เกิดความอาย นับว่าได้ผลดีสำหรับเมืองเล็กๆ

เมืองฮูสตัน อลิซาเบ็ท แพตเตอร์สัน อายุ 36 ปี มีลูก 3 คน ขโมยบุหรี่ 3 กล่อง ที่ตลาดแรนดัลส์ ฟู้ด ติดคุก 1 คืนก่อนที่จะถูกตัดสินจากผู้พิพากษาชื่อ เทด โพย์ ให้ไปยืนถือป้ายแผ่นใหญ่ที่หน้าตลาดที่ขโมยบุหรี่เป็นเวลา 7 วัน  ข้อความว่า...ฉันขโมยของจากตลาดนี้ อย่าเอาอย่าง มิฉะนั้นคนต่อไปจะเป็นคุณ...

อลิซาเบ็ท เดินวนไปวนมาประมาณ 1,000 รอบ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนที่ผ่านไปมา ตาของเธอตกลงพื้น ใบหน้าสลดเหมือนอยากจะหนีไปโลกอื่น วิธีการเช่นนี้นางบอกว่าเห็นด้วยเพราะคุกไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยได้เลย เคยเข้าคุกมา 2 ครั้งข้อหาขโมยของ และหลายครั้งถูกจับเพราะเป็นผู้หญิงหากิน ไม่เคยรู้สึกเสียใจที่ทำความผิด แต่การลงโทษแบบนี้นางไม่กล้าทำอีกแล้ว

วันแรก มีผู้หญิงเดินเข้ามาพูดว่า...เธอคงไม่มีลูกหรอกนะ...แต่ลูกทั้งสามของนางอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ารู้เรื่องของแม่ทั้งหมด เพราะรายการโทรทัศน์ได้กระจายข่าวไปทั่ว ความอับอายที่ได้รับทำให้อยากแก้ตัวและอยากกลับตัวเป็นคนดี

คนส่วนมากเดินเข้ามาอ่านแล้วก็ผ่านไป บางคนมองแล้วหัวเราะ บางคนสั่นศีรษะอย่างรังเกียจ นางยกป้ายให้ดูชัดๆ แล้วพูดว่า แม้ว่าฉันเป็นขโมยแต่ก็เสียใจมากกับการกระทำของตัวเอง...

อีกรายหนึ่งถูกลงโทษจากผู้พิพากษาคนเดียวกัน แคทีนา ฮอร์กิ้น อายุ 25 ปี ทำงานเป็นแคชเชียร์ที่วอลมาร์ท ถูกจับข้อหาฉ้อโกงเงิน 5,000 เหรียญ ต้องยืนถือป้ายที่หน้าร้าน แต่ก็ยังดีกว่าถูกจำคุก 2 ปี เพราะนางดูแลลูกสาวอายุ 5 ขวบได้

ชาร์ลี มิชเชล อายุ 20 ปี จอดรถคอยคนรักที่เข้าไปปล้นเงิน 23,000 เหรียญ ในร้านค้า ผู้พิพากษาสั่งให้ไปยืนถือป้าย เธอแทบลมใส่ในศาลด้วยความอับอาย เพราะเป็นที่รู้จักกันดีในเมืองเล็กๆ การทำโทษแบบนี้รู้สึกเหมือนถูกฆ่าและทำลายชื่อเสียง เธออยากร้องตะโกนให้ลั่นเมื่อมีคนเข้ามาถามว่าถือป้ายทำไม ทำผิดจริงหรือเปล่า พอครูที่เคยสอนสมัยเรียนไฮสกูลเข้ามาถาม เธอตอบว่า...หนูไปรักผู้ชายงี่เง่าค่ะ...

ชาร์ลีไม่สนใจว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักจะคิดอย่างไร แต่กังวลว่าจะทำให้คนที่รู้จักเสียใจ ได้แต่ภาวนาว่า...เจ้าประคุณ อย่าจำฉันได้เลย...เธอคิดว่าวิธีการนี้ได้ผล เพราะเข็ดแล้วจริงๆ ซึ่งผู้พิพากษาให้เหตุผลว่าจะเปลี่ยนนิสัยชาร์ลีได้เพื่ออนาคตอันยาวไกล แต่ถ้าส่งเข้าคุกคงไม่เข็ดหลาบและจะกระทำผิดอีก

ที่แคนซัส ซิตี้ คนที่เป็นนายหน้าค้าผู้หญิง จะถูกเปิดโปงในรายการ “จอห์น ทีวี”

เทนเนสซี่ บ้านที่ถูกย่องเบา อนุญาตให้เจ้าทุกข์เข้าไปหยิบของในบ้านจำเลยได้

เมืองโฮโบแกน นิวเจอร์ซี่ ผู้ที่ปัสสาวะในที่สาธารณะ ถูกลงโทษให้กวาดพื้นถนน

บางแห่ง คนที่ถูกจับเพราะเมาแล้วขับรถ ให้ติดป้ายสีเด่นชัดไว้ที่กันชนรถว่า เมาแล้วขับ คนที่ทำร้ายเด็ก จะมีเครื่องหมายติดไว้หน้าประตูบ้าน...ผู้เยาว์อย่าเสี่ยงเข้าไปใกล้...

อีกสารพัดวิธี เป็นระบบการตัดสินที่นิยมในยุคแรกๆ ของอเมริกาเหนือ ต่อมาใช้วิธีขังคุกเป็นหลัก แต่พอมาถึงทุกวันนี้ ในคุกเต็มไปด้วยนักโทษแออัดยัดเยียด บางคนไม่มีงานทำก็พยายามทำผิดเพื่อจะได้อยู่ในคุก มีที่นอนที่กิน ฉะนั้นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ผู้พิพากษาจึงนำวิธีในอดีตมาใช้ ไม่ต้องส่งเข้าคุกให้เปลืองขนมปัง...

ล่าสุดที่เกาะกิลีในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2016 นักท่องเที่ยวชายและหญิงชาวออสเตรเลีย ขโมยรถจักรยาน ถูกลงโทษให้เดินไปบนถนนรอบ เกาะ แขวนป้ายห้อยคอเขียนว่า...ฉันเป็นขโมย อย่าเอาเยี่ยงอย่าง...

เกาะกิลีอยู่ใกล้กับเกาะบาหลี มีประชากรประมาณ 800 คน ระยะทางรอบเกาะน้อยกว่า 2 ไมล์ ในเมื่อเป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเกาะช่วยกันทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยภายใต้กฎเกณฑ์ของเมืองหลวง ใช้วิธีลงโทษให้เกิดความอาย...ปีหนึ่งมีผู้กระทำความผิดประมาณ 7-9 ครั้ง มีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเกาะด้วยเช่นกัน

...ในเมื่อมีผลบวกก็ย่อมมีผลลบ เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย ว่าอาจเป็นเหตุทำให้คนถูกลงโทษเพิ่มความโกรธแค้นถ้าใช้กับวัยรุ่นอาจกระทำผิดมากขึ้น

จึงสรุปไม่ได้ว่า อะไรดีที่สุด ได้ผลที่สุด ตราบใดที่โลกนี้มีความแตกต่างระหว่างบุคคล ระหว่างชนชั้น และนิสัยพื้นฐานที่แก้ไม่ได้ของแต่ละคน.