Get Adobe Flash player

เส้นทางสู่หายนะ ของทายาทมหาเศรษฐีพันล้าน(1) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

มีแต่คนอยากเกิดบนกองเงินกองทอง สุขสบายไปทั้งชาติ อย่างเช่น โรเบิร์ต อลัน (บ็อบบี้) ทายาทอันดับหนึ่งของมหาเศรษฐีอสังหาริม ทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งนิวยอร์ค รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นสองพันล้านเหรียญของตระกูลเดิร์สอันมั่งคั่งเคียงคู่กับตระกูลทรัมป์และเฮมส์เลย์ เจ้าของอพาร์ทเมนท์และตึกใหญ่กลางใจเมือง...

ช่วงยุค 1970 เป็นยุคทองของบ็อบบี้ ได้ครอบครองกิจการทั้งหมด ทั้งตัวเขาและภรรยาแสนสวย แคทเธอลีน (แคธี่) แม็คคอร์แม็ค อายุน้อยกว่าเขา 10 ปี เป็นที่กล่าวขวัญในสังคมชั้นสูงแห่งแมนฮัตตัน ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อและสุรุ่ยสุร่ายทุกคืนในบาร์ มั่วสุมยาเสพย์ติด แต่ ณ เวลานั้นเขาทำอะไรก็ดูดีไปหมด เพราะอำนาจเงิน

ถ้าหากจะมีเสียงในจักรภพกระซิบเขาว่า...อีกไม่นานเกินรอ ในปีสองพันเขาจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาที่สถานีตำรวจเพนซินวาเนีย ถูกจับในข้อหาขโมยแซนวิชในซูเปอร์มาร์เก็ต...รับรองว่าบ็อบบี้คงหัวเราะฟันแทบหัก และถ้าเสียงนั้นกระซิบต่อไปว่า เขาจะถูกข้อหาฆาตกรรมหนึ่งราย และต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมอีกสองราย บ็อบบี้จะต้องคิดว่าเป็นฝันร้ายที่เหลือเชื่อแน่ๆ...

...จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2001 บ็อบบี้ไม่มีมาดของความสง่างามหลงเหลืออยู่เลย กลายเป็นชายสูงอายุ วัย 58 ปี พูดเสียงอู้อี้ โกนผมและคิ้ว นั่งอยู่ที่สถานีตำรวจเมืองบาร์ท รัฐเพนซินวาเนีย พึมพัมบอกกับดีน เบนเนอร์เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ขาดปากว่า...ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมจะเป็นคนโง่อย่างนี้...

ตอนที่ถูกจับในซูเปอร์มาร์เก็ต เขามีเงินอยู่ในกระเป๋า 500 เหรียญ ที่จริงก็แค่คดีลักทรัพย์เล็กๆ น้อย แต่พอเขาบอกว่าเป็นโรคจิตชอบขโมยของมานานแล้ว ดีนจึงสอบประวัติจากหมายเลขโซเชียล ปรากฏว่าเขาเป็นผู้ร้ายที่ทางตำรวจเท็กซัสต้องการตัว จึงถูกใส่โซ่ตรวนแน่นหนา พอตำรวจถามเขาว่า อยู่ที่เท็กซัสครั้งสุดท้ายเมื่อไร บ็อบบี้เบิกตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งพร้อมทั้งพูดว่า...ผมต้องการทนาย...

เป็นเวลาเดือนเศษที่ตำรวจเมืองกัลเวสตัน เท็กซัสตามล่าตัวบ็อบบี้กันจ้าละหวั่น ในข้อหาฆาตกรรม มอร์ริส แบล็ค เพื่อนบ้านวัย 71 ปี อย่างสยดสยอง สภาพศพถูกตัดเป็นท่อนๆ ไม่มีศีรษะ ลำตัวพบในอ่าวเมืองกัลเวสตัน แขนขาอยู่ในถุงขยะลอยอยู่ใกล้ๆ และบ็อบบี้ก็หนีประกันสามแสนเหรียญ

ดีนโทรศัพท์ติดต่อกับตำรวจที่เท็กซัส เขาคาดว่าทางนั้นคงดีใจที่ได้ทราบข่าว แต่เขาไม่คิดเลยว่าการโทรศัพท์ของเขาครั้งนี้จะเกี่ยวโยงไปถึงคดีที่แคลิฟอร์เนียและตำรวจนิวยอร์คเคยค้นหาการหายตัวอย่างไร้ร่อรอยของ แคธี่ ภรรยาของบ็อบบี้ ตั้งแต่ปี 1982 ตอนนั้นเธออายุ 29 ปี ส่วนลอสแอนเจลิสก็ต้องการสอบปากคำบ็อบบี้เกี่ยวกับการตายของเพื่อนสนิท ซูซาน เบอร์แมนนักเขียน อายุ 55 ปี ถูกฆาตกรรมเวลาเดียวกับที่ตำรวจนิวยอร์คกำลังสอบสวนซูซานเกี่ยวกับการหายตัวของแคธี่

บ็อบบี้ถูกขังโดยไม่มีการประกันตัวที่นอร์ธแธมตัน เคาน์ตี้ เมืองอีสตัน เพนซินวาเนีย คาดว่าจะถูกตัดสินคดีขั้นสูงสุด ยากที่จะหาทางให้หลุดจากคดีได้...

...สมัยหนุ่มบ็อบบี้รูปร่างหน้าตาดี สนิมสนมกับ แจ็คกี้ โอนาสซิส และดาราหญิง เมียร์ แฟร์โร เขามีความสัมพันธ์กับ พรูเดนท์ แฟร์โร น้องสาวของเมียร์ ซึ่งมีความงามเป็นเลิศ รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม เป็นแรงบันดาลใจให้ “เดอะ บีทเทิล” แต่งเพลง...พรูเดนท์ที่รัก...

บ็อบบี้มีความเป็นอยู่ที่น่าอิจฉได้ก็เพราะ ตระกูลเดิร์ส ลงทุนอย่างชาญฉลาด เริ่มจาก โจเซฟ ปู่ของเขา ชาวยิวเดินทางมาจากโปแลนด์เข้ามาทำงานหามรุ่งหามค่ำที่โรงงานเสื้อผ้าในเมืองเล็กๆ หลังจากเวลาผ่านไป 13 ปี ปู่เก็บเงินก้อนซื้อตึกสำนักงานกลางใจเมืองแมนฮัตตัน จนกลายเป็นมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์

ลูกชายคนโตคือ ซีมอร์ พ่อของบ็อบบี้เป็นผู้รับมรดกและดำเนินกิจการของตระกูลต่อมา ซีมอร์และภรรยา เบอร์นิส มีลูกด้วยกัน 4 คน บ็อบบี้เป็นลูกชายคนโต...วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1950 บ็อบบี้อายุ 7 ขวบ เห็นเหตุการณ์การเสียชีวิตของแม่ต่อหน้าต่อตาแม่ปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านที่เมืองเวสเชสเตอร์โดยมีซีมอร์และบ็อบบี้ยืนดูอยู่ข้างล่าง พนักงานดับเพลิงพยายามปีนขึ้นไปช่วย แต่ปรากฏว่าเบอร์นิสตกลงมาที่พื้นเสียชีวิต ทางการสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ

บ็อบบี้เป็นคนเก็บตัวและเงียบขรึม การเล่าเรียนไม่เด่นนัก จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยลีไฮ แล้วมาเรียนต่อที่ยูซีแอลเอ ในช่วงปี 1960 ซึ่งเป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุด...และที่นี่บ็อบบี้เริ่มสูบกัญชาเพื่อหลบหนีความกดดันในอดีต ได้รู้จักกับ ซูซาน เบอร์แมน ลูกสาวของ เดฟ เบอร์แมน เจ้าของโรงแรมที่ลาสเวกัส กลุ่มเดียวกับ บัคซี ซีกัล และ ไมเยอร์ แลงสกี้ ผู้มีอิทธิพลในสมัยนั้น ซูซานมีมาดภูมิฐาน พูดจาคล่องแคล่ว บ็อบบี้สนิทสนมกับซูซานมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนติดต่อกันหลายสิบปี

หลังจากบ็อบบี้เรียนจบก็เดินทางกลับนิวยอร์ค ทำงานในธุรกิจของตระกูล ได้พบกับ แคทเธอรีน (แคธี่) นักศึกษาสาวจากครอบครัวที่ทำงานเลี้ยงชีพอยู่ที่เมืองลอง ไอแลนด์ แคธี่เช่าอพาร์ตเมนท์ในเครือข่ายตระกูลบ็อบบี้ที่แมนฮัตตัน...วันหนึ่งแคธี่เอาค่าเช่าไปให้ที่สำนักงานก็ได้พบกับผู้ชายที่เปลี่ยนชีวิตที่ยากลำบากของเธอโดยสิ้นเชิง บ็อบบี้ต้องมนต์กับใบหน้าที่สวยอย่างธรรมชาติ ส่วนแคธี่ก็ต้องมนต์เหมือนกันกับความมั่งคั่งร่ำรวยของทายาทมหาเศรษฐีที่มีชีวตต่างจากเธอราวฟ้ากับดิน

ทั้งสองแต่งงานเมื่อปี 1973 ช่วงแรกของชีวิตคู่ ใช้เงินเป็นเบี้ยกับการท่องเที่ยว มั่วสุมตามคลับตามบาร์ทุกคืน มีอพาร์ทเมนท์สองแห่งที่แมนฮัตตันและกระท่อมเล็กๆ ในหมู่บ้านห่างจากเมือง 40 ไมล์ ที่เซาท์ ซาเลม นิวยอร์ค แคธี่หลงไหลกับเงินของบ็อบบี้ เพื่อนสนิทของเธอวิจารณ์ว่า..เหมือนเด็กหญิงในร้านขนมหวาน...

ช่วงฮันนีมูนราวกับเทพนิยาย ไม่เป็นตัวของตัวเอง พอต้องใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ จึงได้รู้ว่าไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่คิด แคธี่ชอบความวิลิศมาหราจมกับความฝันที่ไม่ยอมตื่น ส่วนบ็อบบี้เคยชินกับทรัพย์สินเงินทองที่มีมากมายตั้งแต่เกิด เขาเคยข้องเกี่ยวกับยาเสพย์ติดที่ช่วยให้ลืมอดีตชั่วครั้งชั่วคราว เขาเริ่มเบื่อกับแสงสียามค่ำคืน ใช้เวลาอยู่เงียบๆ กับ ไอกอร์ สุนัขตัวโปรด และกลับเข้าสู่วังวนของกัญชาอีกครั้ง ส่วนแคธียังคงหลงไหลแสงไฟในยามราตรี

ต่อมาแคธี่เรียนจบเนิร์สซิ่ง สกูล เรียนต่อที่ไอสไตน์ เมดิคัล คอลเลจ จบจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น คอนเนคติกัต ปี 1978 และกำลังวางแผนที่จะเรียนต่อแพทย์ ด้ายกุมารเวชศาสตร์

ประมาณปี 1981 ชีวิตแต่งงานเริ่มคลอนแคลนอย่างหนัก ทั้งสองต่างก็มีคนอื่น บ็อบบี้กลายเป็นคนไม่พูดไม่จายิ่งขึ้น เนื่องจากปมปริศนาในอดีต แคธี่เล่าให้เพื่อนสนิทฟังว่า...การตายขอแม่ที่สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุนั้น บ็อบบี้บอกว่า ที่จริงแล้วแม่ฆ่าตัวตาย ซึ่งเขารับไม่ได้ เป็นความทุกข์ทรมานที่คลอบคลุมความรู้สึกตั้งแต่นั้นมา

แคธี่ยังรู้ต่อไปว่า หลังจากการตายของแม่ บ็อบบี้ถูกส่งตัวไปพบจิตแพทย์เพื่อให้ความความโกรธแค้นในใจที่มีต่อพ่อ ซึ่งเขาถือว่าทำให้แม่ไม่มีความสุขจนกระทั่งตัดสินใจฆ่าตัวตาย...จากรายงานปี 1993 ระบุว่าตอนที่บ็อบบี้อายุ 10 ปี แพทย์ประเมินถึงความเครียดลึกๆ ที่รุนแรงมากจะมีผลต่อนิสัยใจคอ ชอบเก็บตัวซึ่งเป็นโรคจิตเสื่อมประเภทหนึ่ง...

จากอาการซึมเศร้าลึกๆ อยู่ในใจระเบิดออกมาเมื่อวันคริสต์มาสต์ปี 1980 ขณะที่แคธี่กำลังสนทนาอยู่กับครอบครัวที่ลองไอแลนด์ บ็อบบี้กระชากตัวเธอจากเก้าอี้เพราะไม่ใส่ใจเมื่อเขาชวนกลับบ้าน จิกผมแล้วพูดว่า...เราต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้...

ปีต่อมาบ็อบบี้ถูกจับข้อหาทำร้ายร่างกาย ปีเตอร์ ชวาร์ซ ช่างภาพเพื่อนของแคธี่ ซึ่งอาสาไปส่งแคธี่ที่บ้านหลังจากเที่ยวกลางคืนด้วยกัน พอถึงบ้านก็นอนที่พื้นคุยกับแคธี่อย่างสนิทใจ บ็อบบี้ปรี่เข้าไปเตะที่ใบหน้าปีเตอร์จนกรามหัก

แต่คดีอาญาก็ถูกเพิกถอนรวมทั้งคดีแพ่งด้วย...

ปีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดชีวิตคู่ที่กระท่อนกระแท่น แคธี่วางแผนหย่าโดยขอส่วนแบ่งในวงเงิน 2-3 แสนเหรียญ แทนที่บ็อบบี้จะรับข้อเสนอกลับยึดเครดิตคาร์ดทุกใบ และบังคับให้แคธี่ยืมเงินจากเพื่อนๆเพื่อนสนิทคนหนึ่งขอร้องแคธี่ว่า...อย่าเรียกเงินจากบ็อบบี้หย่าจาดจากกันด้วยดีจะดีกว่า เพราะอีกไม่นานแคธี่เรียนจบแพทย์ เงินเดือนก็มาก ไม่เห็นจำเป็นต้องง้อเงินจากบ็อบบี้เลย...

แทนที่จะเชื่อเพื่อน แคธี่ยืนกรานที่จะเอาเงินจำนวนนั้นให้ได้ เริมเล่นเกมที่เสี่ยงอันตรายด้วยการกระจายข่าวเรื่องโกงภาษีของบ็อบบี้ แผนการนั้นถูกตอบแทนอย่างสาสม เมื่อวันที่ 6 มกราคม 1982 แคธี่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพร้อมกับบาดแผลที่ใบหน้าและศีรษะ แคธี่แจ้งว่าถูกสามีทุบตีอย่างรุนแรง

 (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)