Get Adobe Flash player

อัยการผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า ความรักแต่ความหมายนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน รักที่มีการให้อภัย เสียสละ ซึ่งจะจรรโลงโลกให้สวยงามตลอดไป แต่ถ้าความรักนั้นรุนแรง จิตใจเต็มไปด้วยความอาฆาต โกรธแค้นเพราะไม่สมหวัง เป็นเหตุให้ก่อเหตุร้ายขึ้นโดยที่ไม่มีใครคาดฝัน...

อย่างเช่นชีวิตของ จูลี่ อัลแบ็น ขอเลิกติดต่อกับเพื่อนชายในฐานะคู่รัก ซึ่งเธอไม่คิดเลยสักนิดว่า เพียงคำพูดไม่กี่คำ เขาจะเสียใจจนคิดฆ่าเธอและจะฆ่าตัวตายได้

จากประสบการณ์นี้ เป็นแรงบันดาลใจให้เธอทำหน้าที่อัยการ และสมัครเป็นตัวแทนเข้าไปนั่งในที่ประชุมสภาของรัฐแคลิฟอร์เนีย...

...จูลี่เล่าว่า บ้านของฉันกับ แบร็ด เพื่อนชาย อยู่ตรงข้ามกัน เราเติบโตมาด้วยกัน ใกล้ชิดสนิทสนมจนกลายเป็นความรัก...ขณะที่ฉันอายุ 22 ปี ตั้งใจจะเรียนต่อด้านกฎหมาย คงจะไม่ค่อยมีเวลาเป็นส่วนตัวมากนัก ก็เลยตัดสินใจบอกกับแบร็ดซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษว่า...ความรักของเราเป็นไปไม่ได้ ฉันยังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน อยากเรียนต่อมากกว่า...

เวลาผ่านไปสองวัน แบร็ดลาออกจากงานแล้วกลับบ้านทันที ฉันคิดว่าดีเหมือนกันจะได้พูดให้รู้เรื่อง ต่างคนต่างก็จะได้มีอิสระในการเลือกทางเดินชีวิต เราคุยกันทั้งวัน ฉันพยายามอธิบายให้เข้าใจถึงความตั้งใจทั้งหมด โดยเฉพาะฉันย้ำว่า...ถึงอย่างไรฉันก็ยังรักเขาอยู่เสมอ...

เหตุผลที่ยกขึ้นมากล่าวอ้าง ดูเหมือนเขามีทีท่าคล้อยตาม ไม่โวยวายต่อว่าหรืออาละวาดทำลายของ เพียงแต่สีหน้าดูเศร้าไปสักนิดเท่านั้นเอง คืนนั้นฉันชวนเขานอนค้างที่บ้านในห้องพักแขก ทั้งที่บ้านเขาอยู่ตรงข้าม แต่ด้วยความหวังดีไม่อยากให้อยู่คนเดียว และพรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่อีกครั้ง

ก่อนที่แบร็ดจะเข้าไปในห้อง เขาหันมาพูดกับฉันว่า...คุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ขออย่างเดียวอย่าล็อคประตูห้อง...ฉันไม่เฉลียวใจว่าจะเกิดเหตุร้าย เพราะเขาไม่แสดงอาการผิดปกติ ดูเฉยเมย สงบและเยือกเย็น

เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ฉันรู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องนอนเปิด แน่ใจว่าเป็นแบร็ดแต่แกล้งทำเป็นนอนหลับ จนกระทั่งได้ยินเสียงปืนดังสนั่นขึ้น ตัวฉันกระเด็นตกไปอยู่ที่พื้น แบ็ดยืนอยู่ที่ประตูเอาปืนจ่อที่หัวใจของเขาแล้วลั่นไก ตอนนั้นฉันไม่รู้สึกเจ็บปวด เห็นว่าแบร็ดกำลังฆ่าตัวตาย ก็รีบพยุงตัวไที่โทรศัพท์ หมุน 911 แล้วกดเครื่องภายในเรียกพ่อกับแม่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของบ้าน ขอให้รีบมาด่วน

พอพ่อมาถึง ฉันขอให้ช่วยแบร็ดก่อน สักพักฉันเริ่มขยับเขยื้อนขาไม่ได้ ชาตั้งแต่เอวลงไปถึงปลายนิ้ว พ่อเข้ามาใกล้ถึงได้รู้ว่าฉันถูกยิง

หลังจากเวลาผ่านไป 2-3 อาทิตย์ แบร็ดปลอดภัย พอเขาหายปกติก็ชวนเพื่อนๆ มาเล่นเทนนิสที่บ้าน ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ฉันกำลังพักฟื้น อาการหนักมาก สุขภาพแย่ลง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ น้ำหนักลด 40 ปอนด์ในเวลาไม่นานนัก...แบร็ดอยู่อย่างมีความสุข ได้รับประกันตัวออกมาโดยไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว จนกระทั่งอีก 6 เดือนต่อมา เขาถูกตัดสินจำคุก 7 ปีครึ่ง ในข้อหาพยายามฆ่า ส่วนฉันเป็นอัมพาตตลอดชีวิต...

ฉันต้องพักการเรียนกฎหมายในช่วงพักฟื้น 2 ปี ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อยู่ในสภาพที่เวทนา ต้องฝึกฝนใหม่ทุกสิ่งทุกอย่าง ฝึกการใช้รถเข็น แต่งตัว และการช่วยตัวเองหากล้มลงไป

แม่เป็นกำลังใจให้ฉันตลอดเวลาในโรงพยาบาล วันที่นายแพทย์บอกให้ฉันทำใจว่าต้องเป็อัมพาตฉันมองหน้าแม่แล้วร้องไห้จนตัวสั่น แม่กลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ แต่ก็ปลอบฉันว่า...ลูกต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน แล้วนำไปช่วยผู้อื่นที่ประสบเคราะห์กรรม...ความหมายของแม่ตอนนั้นฉันไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก

หลังจากเรียนจบกฎหมายและเริ่มทำงานในตำแหน่งอัยการ ฉันสมัครเข้าประจำที่ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย เลือกทำคดีที่เกี่ยวกับผู้หญิงที่ถูกทำร้ายจากเพื่อนชายหรือสามี รวมทั้งคดีข่มขืน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมาจากประเทศใด

ผู้หญิงที่ถูกกดขี่ทางเพศนั้น ส่วนมากแล้วสามีไม่ให้ออกไปไหน ขับรถไม่เป็น ชาวต่างชาติบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อยู่กับบ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว เมื่อถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจบ่อยครั้งเข้า ในที่สุดทนไม่ได้ ตัดสินใจปกป้องสิทธิของตนเอง โดยให้กฎหมายคุ้มครอง

ช่วงแรกๆ ก็หวาดหวั่นว่าจะถูกทำร้ายอีก แต่ในความเป็นจริงกฎหมายที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด  ต่อให้สามีหรือเพื่อนชายร้ายเพียงใด ก็ไม่สามารถขัดขืนคำสั่งศาลได้ ขณะเดียวกันผู้หญิงที่ต้องออกมาเผชิญชีวิตตามลำพัง ก็มักจะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ คิดว่าตัวเองเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไรเลย

ครั้งแรกที่เริ่มงาน ฉันมีทั้งความฝันและความตั้งใจที่จะช่วยผู้หญิงเหล่านั้นไม่ให้พบกับความน่าสลดใจอย่างที่ฉันพบมาแล้ว และจะคอยช่วยเป็นกำลังใจ ปลอบโยนว่าที่จริงแล้วพวกเขาไม่ใช่คนที่ไร้ค่า...

ผู้เคราะห์ร้ายรายแรกของฉัน เป็นสาวรุ่นอายุ 22 ปี โดนเพื่อนชายทุบตีและถูกทารุณหลายครั้ง เป็นครั้งแรกที่แจ้งความ ขณะที่เล่าเรื่องมีอาการสับสน กังวลว่าอาจเป็นความผิดของเธอเองก็ได้ จึงถูกคนที่เธอรักและไว้ใจทำร้าย...ปกติแล้วฉันไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวนัก แต่สำหรับรายนี้ เขาคิดว่าฉันไม่เข้าใจเรื่องของความรักได้ลึกซึ้ง จากสภาพที่เห็นไม่ได้แสดงเลยว่ามีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ฉันจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

พอเล่าจบ เธอร้องไห้สงสารฉันที่พบสิ่งร้ายแรงกว่าหลายเท่านัก ไม่คิดเลยว่าเรื่องสะเทือนใจของฉันจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ มาถึงตอนนี้ถึงได้รู้ว่าคำพูดของแม่ที่โรงพยาบาลในวันนั้นมีความหมายอย่างไร ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และพยายามช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกันในทุกวิถีทาง

ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจหย่าขาดและขอดูแลลูกเอง แต่ก็ประสบปัญหากับเรื่องเงินที่ต้องใช้จ่ายจำนวนมาก ต้องหางานทำเลี้ยงลูก และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปลี่ยนชีวิตจากเดิมไปอยู่เพียงลำพัง...

ฉันทำหน้าที่อัยการอย่างเต็มที่ ให้จำเลยรับผิดชอบต่อการกระทำอย่างสาสม ก้าวต่อไปคือฉันจะต้องมีบทบาทในการออกกฎหมาย และร่างบทลงโทษให้เหมาะสม ไม่ใช่เพียงแต่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ฉันสมัครเป็นกรรมการในการร่างกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง และเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะต้องมีโอกาสได้ไปโรงเรียน ช่วยตัวเองและประกอบอาชีพได้ในที่สุด

การศึกษาด้านกฎหมายได้ให้อำนาจอย่างเต็มที่ และทำให้ฉันมีความสำคัญในการช่วยเหลือสังคม แม้ว่าฉันจะเป็นคนพิการก็ตาม และฉันเฝ้าแต่หวังว่า ผู้หญิงทุกคนจะต้องมีโอกาสทำสิ่งที่ดีๆ เพื่ออนาคตได้...

...เคราะห์กรรมที่จูลี่ได้รับ เป็นบทเรียนแสนแพง เธอโชคไม่ดีกับรักแรก เป็นความหมายของความเห็นแก่ตัว ไม่มีความเมตตา ไม่ให้อภัย คิดแต่จะทำลายอย่างเดียว ในที่สุดผลลัพท์ที่เกิดขึ้น ไม่มีวันที่จะเรียกกลับคืน เธอไม่มีโอกาสเปรียบเทียบความรักในความหมายอื่นได้อีกเลย...ลูกปืนนัดนั้นถูกกระดูกสันหลังทำให้เธอพิการตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ไม่ทำให้เธอพิการไปด้วยคือหัวใจ...หัวใจที่เข้มแข็งและไม่ย่อท้อ กลายเป็นพลังที่จะต่อสู้เพื่อคนอื่น โดยเฉพาะในเรื่องของ”ความรัก” เช่นเดียวกับเธอ.