Get Adobe Flash player

ทาสในแดนศิวิไลซ์ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

อเมริกาล้มเลิกระบบทาสนับเป็นเวลากว่าร้อยปี ปัจจุบันมีกฎหมายลงโทษผู้ละเมิดอย่างสาสมกับความผิด แต่ก็ไม่วายที่ยังมีคนเสี่ยงเพราะความเห็นแก่ตัว ประเภท “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย...

ลิลิท ริชาร์ด เดินทางมาอเมริกาจากประเทศจาไมก้าตั้งแต่อายุ 15 ปี พร้อมความฝันในอนาคตที่สดใสเพื่อตัวเองและครอบครัว แต่พอถึงจุดหมายกลับถูกบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาส ไม่มีวันหยุด มิหนำซ้ำไม่ได้รับเงินเดือนตามที่ตกลงกันไว้...ลิลิทเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างเจ็บช้ำน้ำใจตลอดระยะเวลา 13 ปี ก่อนถึงวันหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน...

...ตอนนั้นฉันอายุ 15 ปี ทำงานอยู่ที่จาไมก้า เพื่อนของแม่ถามว่า สนใจที่จะไปเป็นคนเลี้ยงเด็กที่รัฐนิวยอร์คหรือเปล่า ฟังดูแล้วน่าจะรับโอกาสดีที่หาได้ยาก

ทั้งแม่และฉันตื่นเต้นน่าดูกับสิ่งตอบแทนในการไปทำงานกับครอบครัว “รัมซี่” จะได้เรียนไฮสกูลแล้วต่อคอลเลจจนจบ ส่วนเงินเดือนเขาจะส่งไปให้พ่อแม่ทุกเดือน...

ฉันมีพี่น้องทั้งหมด 11 คน แม่รับทำความสะอาดตามบ้าน ส่วนพ่อเลี้ยงทำงานก่อสร้าง การเงินย่อมฝืดเคืองเป็นเรื่องธรรมดา...ถึงแม้มันเป็นข้อเสนอที่แสนวิเศษ แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกเป็นทุกข์ที่ต้องไปอยู่กับคนแปลกหน้าในประเทศที่ไม่เคยรู้จัก แต่คิดว่าเป็นการช่วยเหลือครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ฉันถึงนิวยอร์ควันคริสมาสต์ ปี 1987 ตัวแทนสำนักงานจัดหาคนมารับ แม่อุตส่าห์โทรศัพท์ถามเพื่อความแน่ใจว่าฉันเดินทางถึงนิวยอร์คโดยสวัสดิภาพ เราได้พูดจากันไม่กี่ประโยค... คืนนั้นทางสำนักงานบอกว่าฉันต้องไปอยู่กับครอบครัว “รัมซี่” ที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัสในวันรุ่งขึ้น ฟังดูแล้วแปลกพิกลเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลือบแฝง แต่ก็ปลงใจคิดว่าฉันคงเข้าใจผิดจากที่ตกลงกันไว้ที่จาไมก้าก็เป็นได้

ตอนที่เดินทางไปยังเมืองฮิวส์ตัน ฉันกลัวแทบตาย แต่เมื่อ จีน รัมซี่ มารับที่สนามบิน เธอเข้ามากอดแสดงความจริงใจทำให้ฉันสบายใจขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นนึกไม่ออกถึงการต้อนรับ แต่พวกเขาก็วางตัวธรรมดา แต่งตัวง่ายๆ มีบ้าน 2 ห้องนอน จีนกำลังเรียนกายภาพบำบัด ส่วน เดอริค สามีเป็นผู้จัดการบริษัทคอมพิวเตอร์ เขาพาเดินดูรอบบ้านแล้วได้พบกับ ไรอัน ลูกชายวัย 7 เดือน เดอริคบอกให้ฉันปรับตัวเสียก่อนที่จะพูดเรื่องเรียนหนังสือ

อีก 2-3 อาทิตย์ผ่านไป ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการเรียน วันหนึ่งฉันเอ่ยถามจีน เธอบอกว่าต้องใช้สูติบัตร ฉันรีบเขียนจดหมายให้แม่ส่งมาให้ หลายอาทิตย์ต่อมาฉันได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้ใบเกิดมาถึงเสียที ในเวลาเดียวกันแม่ก็ไม่โทรศัพท์มาหาอีกเลย ถึงตอนนี้ฉันเริ่มคิดว่าแม่คงหมดห่วงในตัวลูกเสียแล้ว 

ช่วงเวลาแห่งความเงียบเชียบผ่านไปโดยไม่มีข่าวคราวใดๆ ทั้งสิ้น ฉันชักจะมีอาการทางประสาทมากขึ้นทุกที เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ใช้โทรศัพท์ ฉันขอร้องจีน ซึ่งมีป้าอยู่ที่จาไมก้า ให้ช่วยติดต่อแม่ จีนบอกว่าจะจัดการให้ แต่ก็อ้างเหตุผลต่างๆ นานา ตอนแรกบอกว่าไม่มีเบอร์ของป้า ต่อมาก็บอกว่าโทรฯ ไปแต่ไม่มีคนรับสาย...

ฉันแอบโทรฯ ไปโบสถ์ที่ฟลอริด้าทุกครั้งที่สองสามีภรรยาไปทำงาน    หาคนที่รู้จักกับแม่สมัยเดินทางไปจาไมก้าด้วยกัน แต่ติดต่อไม่ได้ พอสิ้นเดือนหมายเลขโทรฯ ปรากฎอยู่ในบิลเก็บเงิน จีนโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ฉันปกป้องตัวเองว่าอยากพูดกับแม่เหลือเกิน จีนเดินหนีไม่ยอมฟังเหตุผล นับจากวันนั้นเขาก็ป้องกันโดยโทรฯ ออกไม่ได้ ยิ่งทำให้ฉันวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่ห้ามโทรศัพท์ ยังห้ามไม่ให้ฉันออกนอกบ้าน ไม่มีสิทธิออกไปเดินเล่น นอกเสียจากเขาทั้งสองคนอยู่บ้าน จีนสั่งไม่ให้ฉันพูดกับใครเพราะจะเป็นอันตรายที่ฉันอยู่อย่างผิดกฎหมายอาจมีคนเรียกตำรวจจับ ทำให้ฉันหวาดกลัวไม่กล้าฝ่าฝืน เมื่อเห็นว่าเพื่อนบ้านต่างคนต่างอยู่ ทำให้คำสั่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

ฉันทั้งเหงาว้าเหว่แทบเป็นบ้า เหมือนถูกตัดออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง คิดถึงแม่เป็นที่สุด พยายามเขียนจดหมายถึงแม่อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ฝากจีนส่งทางไปรษณีย์...

เจ็ดปีผ่านไป ไม่ได้รับข่าวคราวจากทางบ้านเลย ต้องตัดใจว่าพวกเขาลืมฉันเสียแล้ว...จีนกับเดอริคมีลูกเพิ่มอีก 3 คน จึงต้องย้ายไปอยู่บ้านใหม่มี 6 ห้องนอน ฉันตื่นนอนเวลาตีสี่ครึ่ง เตรียมอาหารให้เด็กๆ ไปโรงเรียน ตอนกลางวันทำความสะอาดบ้านที่กว้างใหญ่และทำอาหาร ตกกลางคืนดูแลเด็กๆ จนกระทั่งคนสุดท้ายหลับสนิท

มีหลายครั้งที่ฉันโกรธแค้นและคิดจะหนี แต่ก็หมดทางในเมื่อเงินก็ไม่มีและไม่รู้จักใครเลย ที่กลัวที่สุดคือตำรวจที่อาจจับฉันเข้าคุกแม่เคยสั่งสอนให้มีความอดทนและช่วยเหลือตัวเอง แต่สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ฉันหมดอาลัยตายอยากในชีวิต...

สิ่งหนึ่งที่ทำให้กัดฟันสู้ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพราะฉันรักเด็กๆ มาก โดยเฉพาะ เรนี ตอนนั้นอายุ 8 ขวบ ฉันอายุ 24 ปี ฉันเล่าให้ฟังว่าฉันจะหนี เรนีช่วยเหลือโดยเก็บเงินที่เหลือจากค่าอาหารกลางวันใส่ในขวดโค็กทุกวัน ฉันซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่แล้วจีนเข้ามาค้นห้องจนพบขวดเงิน เธอรู้ดีว่าฉันกำลังวางแผน ก่อนหน้านั้นคนที่อยู่ในกรณีเดียวกับฉันพยายามหนีแต่ก็ไม่สำเร็จสักรายเดียว...

วันขอบคุณพระเจ้า ฉันอายุ 26 ปี เป็นระยะเวลา 11 ปี นับจากวันแรก  มีญาติๆ ของจีนมาสังสรรค์พร้อมหน้า ฉันเห็นแล้วหดหู่ว่าทำไมฉันถึงไม่มีญาติเหมือนเขาบ้าง ร็อคเชน น้องสาวของเดอริคคงสังเกตเห็นอาการเศร้าสร้อยของฉันก็ถามถึงสาเหตุ ฉันเล่าว่าจดหมายเขียนถึงแม่ติดต่อกันมาหลายปี ไม่เคยได้รับคำตอบแม้แต่ฉบับเดียว ร็อคเชนให้ฉันเขียนอีกแล้วจะเอาไปส่งให้เอง แต่ห้ามบอกจีน ตอนแรกฉันไม่วางใจนัก ในเมื่อ “รัมซี่” คือครอบครัวของเธอ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ลอง...ครั้งต่อไปพอพบหน้ากัน ฉันยื่นจดหมายให้แล้วกลั้นหายใจ

อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ฉันกำลังทำอาหารเลี้ยงแขก เรนีเข้ามากระซิบว่า ร็อคเชนเอาจดหมายของแม่ฉันมาให้อยู่ใต้หมอนในห้องนอน ฉันตื่นเต้นจนมือสั่นระรัว อดทนทำงานต่อไปจนกว่าแขกคนสุดท้ายจะกลับ มันเป็นช่วงเวลารอคอยที่กระวนกระวายเป็นที่สุด กว่าจะได้ทรุดตัวลงนั่งแล้วเปิดจดหมาย...ทำไมฉันจะไม่ตื่นเต้น ในเมื่อไม่ได้ติดต่อกับแม่เป็นเวลา 11 ปี ไม่รู้ว่าแม่คิดอย่างไรกับฉันบ้าง

ข้อความในจดหมายของแม่มีทั้งกลัวและโกรธ แม่โกรธที่จีนไม่ยอมให้ฉันใช้โทรศัพท์ แต่แม่ก็โกรธฉันเหมือนกันและสงสัยว่าทำไมฉันไม่เขียนจดหมายถึงทางบ้านหลายปี จึงได้รู้ความจริงว่าจีนไม่เคยส่งจดหมายให้เลย ฉันมีอาการช็อคอย่างรุนแรง แต่ต้องสะกดกลั้นไม่ให้กรีดร้องด้วยความแค้นใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็แค้นหนักขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าครอบครัวรัมซี่ไม่เคยส่งเช็คเงินเดือนไปให้แม่แม้แต่ใบเดียว

ฉันเขียนตอบแม่และให้เบอร์โทรฯ แต่ทุกครั้งที่แม่ติดต่อมาสองสามีภรรยาจะบอกว่าต่อผิด ฉันเขียนบอกแม่ให้โทรฯ ช่วงที่เขาไปทำงาน แต่จีนเปลี่ยนเวลาทำงานก็เลยไม่ได้พูด...ผ่านไปอีกหลายเดือน จีนเปลี่ยนเบอร์ใหม่แต่ในที่สุดฉันก็รู้ เขียนไปบอกแม่ จนกระทั่งวันหนึ่งฉันรับโทรศัพท์เป็นเสียงของแม่ที่ไม่ได้ยินตลอดเวลา 12 ปี ฉันทั้งหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน เต็มตื้นในหัวใจอย่างบรรยายไม่ถูก

แม่บอกว่า วิลเลียม น้องชายของฉันตอนนี้อยู่ที่นิวยอร์ค วันรุ่งขึ้นวิลเลียมโทรศัพท์มาหาแล้วขับรถมารับถึงเท็กซัส พอถึงฮิวส์ตันก็โทรฯ ถามอีกครั้งว่าจัดกระเป๋าเสร็จหรือยัง...อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาวิลเลียมก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้าน เขากระโดดลงจากรถวิ่งเข้ามากอดฉันแน่น มันเป็นความรู้สึกตื้นตันที่ยากจะบรรยาย หลังจากไม่ได้พบกันนานแสนนาน

ก่อนออกจากบ้านฉันโทรฯ บอกเดอริค เพราะไม่ต้องการทิ้งลูกชายคนเล็กวัย 2 ขวบไว้คนเดียว เดอริคไม่ยอมให้ไปในทันที แต่ฉันวางหูก่อนที่เขาจะพูดจบ เดินไปขึ้นรถ มองตรงไปข้างหน้า ไม่หันหลังกลับ ไม่แม้แต่ชำเลืองมอง ...

ฉันไปอยู่ที่นิวยอร์คกับวิลเลียม พ่อเลี้ยงกับน้องสาวกระอักกระอ่วนที่ต้องทำความคุ้นเคยกับพี่น้องท้องเดียวกันอีกครั้ง แต่ไม่เป็นการยากสำหรับแม่ที่เดินทางมาหาพวกเราที่ฟลอริด้า ฉันไปรับที่สนามบิน เรากอดกันกลมแล้วร้องไห้เหมือนใจจะขาด จนน้องชายล้อว่า...ระวังแม่กับฉันจะลอยไปกับน้ำตา...ความผูกพันของฉันกับแม่มีมากจนไม่มีผลกับการจากกันนานกว่าสิบปี

ต่อมาฉันทำเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายจากครอบครัวรัมซี่ ซึ่งละเมิดกฎหมายแรงงาน ไม่ให้เงินเดือนฉันแม้แต่เพ็นนีดียว นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย เป็นเวลา 13 ปี เป็นเงิน 125,000 เหรียญ

ฉันขอบอกตามตรงว่าเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่อยากเห็นสองสามีภรรยาติดคุก อยากให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับที่ฉันเคยได้รับ กับการที่เอาคนไปกักขังไว้เหมือนทาส ไม่ได้ติดต่อโลกภายนอก ถูกกีดกันให้ห่างไกลครอบครัว

บางครั้งฉันมองย้อนถึงอดีตที่ผ่านมา สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เป็นบ้าหรือสติแตก... สิ่งที่รู้แก่ใจคือความทรงจำที่ลึกซึ้งกับทุกคนในครอบครัวของฉันเป็นกำลังใจให้ฟันฝ่าช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน เพราะการที่ได้คิดถึงคนที่ฉันรักทุกวัน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีชีวิตรอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้.