Get Adobe Flash player

โปรแกรมของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาศูนย์สิทธิ์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือ Center for Health Care Rights (CHCR) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเมดิแคร์และประกันสุขภาพ ให้คำปรึกษาและบริการทางกฏหมายกับประชาชนในเขตลอสแอนเจลิสเคาน์ตี้ได้เปิดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุขึ้นที่ Cathedral of Our Lady of the Angels ในดาวน์ทาวน์แอลเอ

เมดิแคร์เป็นโครงการสำหรับผู้ที่ได้มีสิทธิ์ผ่านระบบเงินโซเชี่ยลหรือเป็นผู้ทุพพลภาพ โดยจะเริ่มได้รับสิทธิ์ประโยชน์นี้เมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไปหรือทุพพลภาพ ส่วนเมดิแคลนั้นจะได้รับสิทธิ์เฉพาะผู้ที่มีรายได้จำกัด โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่หรือผู้เยาว์ซึ่งมีภาวะทุพพลภาพจะต้องมีการถือครองทรัพย์สินจำกัดด้วย

เมดิแคร์นั้นจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล 3 ส่วนคือ Part A เป็นส่วนของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลหรือในสถานสาธารณสุชชุมชน Part B เป็นส่วนของค่าพยาบาลของผู้ป่วยนอก เช่น ค่าแพทย์ ค่าเอกซเรย์ และ Part D เป็นวนของค่ายาต่าง ๆ เมดิแคร์ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษาพยาบาล โดยผู้ป่วยยังต้องจ่าย copay และ deductible และค่าใช้จ่ายอื่นเช่น การรักษาฟัน ค่าใช้จ่ายในบ้านพักผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับแว่นตาหรือเครื่องช่วยฟังเองในขณะที่เมดิแคลจะจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้กับผู้เอาประกัน ซึ่งในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า 2018 จะเริ่มมีการจ่ายค่ารักษาเหงือก การรักษารากฟันด้านหลังให้

เมดิแคลมีโปรแกรมสำหรับผู้สูงอายุคนตาบอดและผู้ทุพพลภาพอยู่หลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม SSI โปรแกรม A&D FPL โปรแกรมเมดิแคล 250% สำหรับผู้ทำงานที่ทุพพลภาพ และโปรแกรมการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุ ตาบอดและทุพพลภาพ ซึ่งอยากจะมานำเสนอให้ความรู้กับผู้อ่านในวันนี้

ในการจะได้รับสิทธิ์เมดิแคลจะมีข้อกำหนดในเรื่องของรายได้และทรัพย์สินที่ถือครอง โดยในการคำนวณรายได้สำหรับเมดิแคลจะแบ่งชนิดของรายได้เป็น 2 กลุ่มคือ รายได้จากการทำงานและรายได้จากแหล่งอื่น เช่น เงินโชเชี่ยล เงินบำนาญทหารผ่านศึก เงินจากการบาดเจ็บจากการทำงาน รายได้จากคู่สมรส เป็นต้น โดยรายได้ในปีก่อนหน้าที่จะมายื่นขอมีเมดิแคลจะถูกนำมาเฉลี่ยเป็นรายเดือนเพื่อดูว่ามีรายได้ต่ำพอที่จะได้รับเมดิแคลหรือไม่

สำหรับผู้ได้รับเงินช่วยเหลือโชเชี่ยลหรือ SSI จะได้รับสิทธิ์เมดิแคลอัตโนมัติโดยไม่ต้องยื่นคำขออีก สำหรับคนโสดจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า $892.72 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $2,000 ส่วนคู่สมรสจะต้องมีรายได้น้อยกว่า $1,510.14 ต่อเดือนและมีทรัพย์สินน้อยกว่า $3,000

ทรัพย์สินที่นับเข้าในการคำนวณ SSI จะรวมถึงเงินสดและทรัพย์สินที่ถือครองและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ โดยจะไม่นับรวม บ้านทิ่อาศัยอยู่ พาหนะ 1 คัน ประกันชีวิตซึ่งคุณเป็นเจ้าของและมีการวงเงินไม่เกิน 1,500 ต่อผู้เอาประกัน ที่ดินฝังศพสำหรับคุณหรือครอบครัวใกล้ชิด เงินฝังศพไม่เกิน 1,500 ต่อคนสำหรับคุณและคู่สมรส และของใช้ในบ้าน

หากคุณรายได้มากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังสามารถขอเข้าโปรแกรมความช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้พิการที่เรียกว่า A&D FPL ได้ โดยสำหรับคนโสดจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า $1,235 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $2,000 ส่วนคู่สมรสจะต้องมีรายได้น้อยกว่า $1,664 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $3,000

ท่านที่มีรายได้มากกว่านั้นแต่มีภาวะทุพพลภาพก็ยังสามารถขอความช่วยเหลือในโปรแกรม 250% สำหรับผู้ทำงานที่ทุพพลภาพได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นผู้มีภาวะทุพพลภาพตามคำจำกัดความของรัฐบาล เคยทำงานได้รับค่าตอบแทนมาแล้วอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อเดือน สำหรับคนโสดจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า $2,513 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $2,000 ส่วนคู่สมรสจะต้องมีรายได้น้อยกว่า $3,383 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $3,000

**ในกลุ่มนี้เงินบำนาญ 401-K หรือ IRA หรือรายได้จากการมีภาวะทุพพลภาพ ไม่ว่าจะจากการมีประกันหรือจากระบบโซเชี่ยลของรัฐบาลจะไม่ถูกนำมารวมในการคำนวณรายได้ดังกล่าว

หลักฐานที่จะใช้ขอรับสิทธิ์ประโยชน์นี้จะใช้ เอกสารรับรองความเป็นทุพพลภาพ เอกสารแสดงรายได้จากการทำงาน (อย่างน้อย 1 เหรียญ) เอกสารแสดงเงินในบัญชีธนาคาร โดยผู้ขอรับสิทธิ์สามารถไปยื่นแบบคำขอและเอกสารได้ที่สำนักงาน DPSS ในเขตที่ท่านอยู่  

อีกโปรแกรมของเมดิแคลที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุ คนพิการทางสายตาหรือทุพพลภาพคือ โปรแกรมช่วยเหลือแบ่งเบาค่าใช้จ่ายหรือ Medi-Cal with a Share of Cost กลุ่มนี้เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงกว่าโปรแกรม SSI และ A&D FPL ไม่ได้เป็นผู้ที่ทุพพลภาพตามเงื่อนไขในโปรแกรมเมดิแคล 250% สำหรับผู้ทำงานที่ทุพพลภาพ แต่ยังต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน $2,000 สำหรับคนโสดและ $3,000 สำหรับคู่สมรส โดยกฏการถือครองทรัพย์สินจะเป็นแบบเดียวกับผู้ขอในโปรแกรม SSI

ในโปรแกรมนี้ทางเมดิแคลจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเหมือนกับ deductible ในประกันสุขภาพทั่วไป โดยผู้รับสิทธิ์จะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนหนึ่งก่อนที่เมดิแคลจะเริ่มจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ค่ารักษาพยาบาลที่มีการจ่ายในระหว่างเดือนจะมีการนำไปคิดคำนวณสำหรับเดือนนั้น ส่วนค่ารักษาพยาบาลจากเดือนก่อนหน้าที่ถูกเรียกเก็บแต่ยังไม่มีการจ่ายสามารถนำมาคำนวณสำหรับเดือนนั้นได้เช่นกัน

ในการพิจารณาสิทธิ์นั้นจะนำเอาค่า MNL $600 สำหรับคนโสดและ $934 สำหรับคู่สมรสไปหักจากรายได้ ออกมาเป็นค่า Medi-Cal Share of cost ตัวอย่างเช่น นาย ก. มีรายได้ $1,500 หักส่วนหักทั่วไป $20 เหรียญเหลือรายได้สุทธิ $1,480 และนำเอาค่า MNL $600 เหรียญมาลบออก เหลือ Medical-Share Cost เพียง $880

หากหลังจากหัก MNL แล้วยังมีเงินอยู่มาก เพื่อที่จะได้รับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ ผู้ต้องการขอรับสิทธิ์สามารถซื้อประกันสุขภาพหรือนำเอาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการรักษาไปหักเพื่อการคำนวณได้

สำหรับผู้ที่รับเมดิแคร์สามารถขอรับเงินช่วยเหลือเกี่ยวกับยาได้เต็มจำนวน สำหรับคนโสดจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า $1,357 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $7,390/8,890 ส่วนคู่สมรสจะต้องมีรายได้น้อยกว่า $1,827 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $11,090/14,090 ทรัพย์สินนี้ไม่รวมค่าฝังศพ 1,500 ต่อน บ้าน รถ ประกันชีวิตและที่ฝังศพ

ส่วนผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินมากกว่าข้อจำกัดข้างต้นก็สามารถขอรับเงินช่วยเหลือบางส่วนได้ โดยคนโสดจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า $1,508 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $12,320/13,820 ส่วนคู่สมรสจะต้องมีรายได้น้อยกว่า $2,030 ต่อเดือน และมีทรัพย์สินน้อยกว่า $24,600/27,600

โปรแกรมสุดท้ายที่จะนำมากล่าวถึงคือโปรแกรมช่วยเหลือค่าเบี้ยประกันของเมดิแคร์ที่เรียกว่า Medicare Saving Program ผู้ขอรับสิทธิ์จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับเมดิแคร์ Part A และ B รวมทั้งมีอายุอย่างน้อย 65 ปีขึ้นไป

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีโปรแกรมให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพจำนวนมาก ตามแต่สถานะทางการเงินและทรัพย์สินที่มีอยู่ ดังนั้นแม้คุณจะไม่ได้รับเมดิแคลก็อาจจะขอรับสิทธิ์ช่วยเหลืออื่นได้เช่นกัน โดยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ทางการรักษาสุขภาพ (Center for Health Care Rights) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งให้ความรู้ทางด้านการรักษาสุขภาพได้ที่หมายเลข 1-800-824-0780 หากไม่มีผู้รับสายสามารถฝากข้อความเสียงและขอล่ามแปลภาษาได้