Get Adobe Flash player

อิสรภาพกับเงินตรา โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

สองสาวอเมริกันผู้ไร้เดียงสา หลงเชื่อคารมหนุ่มเปรู ทำให้อิสรภาพต้องสิ้นสุดลงในคุกต่างประเทศ ทั้งสองมอบประสบการณ์เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับทุกคนที่อาจหลงผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์...

...ตอนนั้น เจนนิเฟอร์ เดวิส อายุ 21 ปี เกิดที่รัฐอิลลินอยส์ เป็นลูกสาวของพัศดีเรือนจำ จบไฮสกูลอายุ 16 ปี ศึกษาต่อที่ประเทศอิตาลี ด้านการเดินแบบ พออายุ 19 ปี เดินทางมาที่แอลเอ พร้อมความฝันกับอาชีพนางแบบ อยู่ได้ไม่นานก็รู้จักกับสาวแอลเอ คริสต้า บาร์น อายุ 20 ปี ใกล้จบไฮสกูล ทำงานหารายได้พิเศษที่ไนท์คลับในฮอลลีวูด

เจนนิเฟอร์กับคริสต้า สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ชวนกันไปเช่าบ้านอยู่แถวชานเมือง ที่บ้านเช่ามีชายชาวเปรูรู้จักกับคริสต้ามานาน เช่าอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นผู้นำความหายนะมาสู่ชีวิตของสองสาวในเวลาต่อมา

วันหนึ่งมีเพื่อนชาย 2 คนของรูมเมทมาที่บ้าน เรียกเจนนิเฟอร์และคริสต้าไปคุย เสนองานที่ฟังดูแล้วเป็นงานง่ายๆ ได้ค่าจ้าง 5,000 เหรียญ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังประเทศเปรูทั้งหมด เพียงแค่หิ้วกระเป๋าเดินทางซึ่งบรรจุโคเคน 4 ปอนด์ อยู่ในหลืบที่เย็บซ่อนอย่างดีกลับมายังสหรัฐฯ สองคนนั้นพูดจาน่าเชื่อถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัว พอถึงแอลเอก็จะมีคนมารับของไป สิ่งสำคัญที่โน้มน้าวจิตใจให้คล้อยตามก็คือ...ไม่มีทางที่จะถูกจับได้เด็ดขาด...

เจนนิเฟอร์กับคริสต้าไม่ได้เฉลียวว่าเข้าไปพัวพันกับพวกค้ายาเสพย์ติดที่เดินทางมาจากเปรูเพื่อหาเหยื่อรายใหม่ตามไนท์คลับ เสาะหาหญิงสาวที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว โง่และอายุน้อย เป็นการง่ายที่จะหิ้วของผ่านด่านศุลกากรโดยไม่มีพิรุธ...

...วันที่ 26 กันยายน 1996 สองสาวหิ้วกระเป๋าไปที่สนามบินจอร์จ ชาเวช เมืองไลมา ประเทศเปรู เพื่อเดินทางกลับสหรัฐฯ ทันทีที่เข้าไปตรวจเอกสารที่เคาท์เตอร์สายการบิน เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรงเข้ามาเรียกให้ตามไปที่ห้องด้านหลัง เปิดกระเป๋าแล้วค้นจนถึงก้นกระเป๋า กรีดแผ่นผ้าแล้วดึงถุงโคเคนขึ้นมา...พอถึงตอนนี้เจนนิเฟอร์เข่าอ่อนเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ เมื่อรู้ว่าบัดนี้ชีวิตที่มีอิสรภาพได้สิ้นสุดลง มีอาการโคลงเคลง หวาดกลัว ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แล้วใครจะช่วยได้ ใครจะแจ้งข่าวให้พ่อแม่รู้เรื่อง และทั้งสองคนพูดภาษาสเปนิสไม่ได้เลย

เมื่อฝันที่จะได้เงินมาง่ายๆ ต้องสลายกลายเป็นฝันร้าย ถูกบังคับให้เซ็นชื่อในเอกสารที่ไม่มีคนแปลให้เข้าใจ ถูกใส่กุญแจมือแล้วนำตัวไปยังสถานีตำรวจ ถูกซักถามผ่านล่ามอีกครั้ง ก่อนเข้าคุกที่เต็มไปด้วยแมลงสาบ นอนบนที่นอนและผ้าห่มสกปรก 15 วัน แล้วย้ายไปยังคุกโชริลโย

ช่วงนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์แจ้งไปยังพ่อแม่เจนนิเฟอร์ แจ้งข้อหาว่าลูกสาวต้องโทษคดีขนยาเสพย์ติดออกนอกประเทศ

ติดคุกอยู่ 18 เดือน ก่อนพิจารณาคดี ผู้พิพากษาตัดสินจำคุก 6 ปี ถูกปรับคนละ 2,400 เหรียญ ข้อหาลักลอบนำโคเคน 8 กิโลกรัม ออกจากประเทศเปรู ถ้าจ่ายค่าปรับแล้วอาจได้พิจารณาจากศาลสูงให้ปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บน ทั้งทนายความและพ่อแม่ติดต่อสถานทูตและศาลเปรู ขอย้ายทั้งสองคนกลับสหรัฐฯ มารับทัณฑ์บนที่นี่ เป็นความหวังที่คริสต้าและเจนนิเฟอร์รอคอย

...สภาพชีวิตในคุก สองสาวช่วยกันบรรยายอย่างละเอียดว่า เรื่องต่างๆ ที่ได้เห็นในภาพยนตร์บางเรื่องกับสภาพเป็นจริงในคุกนั้นแตกต่างมาก ก่อนถูกพิจารณาคดี ต้องนอนในห้องกว้าง 6 ฟุต ยาว 5 ฟุต หลังจากถูกพิพากษาแล้วได้อยู่ในห้องใหญ่ขึ้น  รวมกับผู้ต้องขังอีก 30 คน ท่ามกลางผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม นอนถัดจากฆาตกรที่ฆ่าทุกคนในครอบครัว มีคนหนึ่งท่าทางเหมือนคนบ้า ฆ่าลูกแล้วเชือดเนื้อสับจนละเอียด ถ้าเป็นที่สหรัฐฯ จะถูกนำตัวไปที่โรงพยาบาลไม่ใช่คุก

เมื่อคริสมาสต์ปีก่อน พวกนักโทษก่อจลาจลจุดไฟเผา ตำรวจเข้าไปฉุดกระชากนักโทษอย่างไม่ปรานีปราศรัย เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวมาก ในคุกเปิดน้ำให้ใช้วันละ 2 ชั่วโมง ตอนตี2 ตี 3 ทุกคนต้องตื่นไปรองน้ำเพื่อใช้อาบและราดห้องน้ำ พอถึงตอนบ่ายน้ำหมดแล้วจะทำอย่างไร กลางคืนนอนในห้องที่เต็มไปด้วยแมลงสาบที่ไต่ไปตามตัว ต้องอุดหูไว้ไม่ให้มันเข้าไปเดินเล่น

พ่อแม่ของทั้งสองคนส่งของที่ลูกสาวต้องการ กระดาษชำระ สบู่ อาหารต่างๆ แต่ไม่เคยได้รับ กินอาหารในคุกก็ไม่ได้เพราะทั้งสองคนเป็นพวกมังสวิรัติ พอร้องขออาหารที่พอจะกินได้บ้าง เจ้าหน้าที่ให้ข้าวเกรียบและแคนดี้ น้ำหนักตัวลดคนละ 15 ปอนด์ มีอาการโรคลำไส้เพราะติดเชื้อในน้ำดื่มจากก๊อกน้ำ

ทุกเช้าพอลืมตาตื่นได้พบกับสภาพความเป็นจริง นึกย้อนไปว่า เป็นเพราะความไม่สนใจใฝ่หาความรู้รอบตัว ไม่ใส่ใจที่จะดูรายการโทรทัศน์ที่เสนอข่าวชาวอเมริกันมากมายหลายคนที่ต้องติดคุกในต่างแดนเพราะเห็นแก่เงินจำนวนหนึ่ง ไม่เคยรู้ว่าการขนยาเสพย์ติดเขาใช้วิธีใดบ้าง ไม่รู้แม้กระทั่งกิโลกรัมคืออะไร ทั้งสองคนสรุปให้กับตัวเองว่า ช่างโง่อย่างบริสุทธิ์เสียจริงๆ ไม่นึกถึงผลที่ตามมา เพียงแค่คำเกลี้ยกล่อมที่ว่า...คนทำเรื่องนี้กันเยอะแยะ พวกเรามันมืออาชีพ จ่ายค่าจ้างอย่างงามเสียด้วยนะ ไม่มีทางจับได้หรอกน่า แล้วที่เมืองไลมาเรามีพวกอยู่ข้างใน ทำให้ผ่านการตรวจไปได้สบายมาก...

คำพูดง่ายๆ ทำให้ผู้ไม่มีประสบการณ์หลงเชื่อมานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะเงินที่ได้มากพอสมควร กับฐานะที่ไม่ร่ำรวยของทั้งสองคน เจนนิเฟอร์ฝันว่าจะเอาเงินที่ได้เก็บไว้ใช้จ่ายเป็นค่าเครื่องบินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องที่อิลลินอยส์ สังสรรค์ในวันขอบคุณพระเจ้าร่วมกัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือจะส่งไปให้พ่อแม่ใช้จ่าย

มาถึงตอนนี้ได้แต่ตำหนิตัวเอง ไม่ตีโพยตีพายโทษคนอื่น คิดว่าสมควรแล้วที่ถูกลงโทษ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับคนหลายชาติหลายภาษา แต่สิ่งที่ทำร้ายจิตใจตัวเองอย่างร้ายกาจ เมื่อนึกถึงความรู้สึกของทุกคนในครอบครัวได้รับ ทั้งสองโทรศัพท์เก็บเงินปลายทางไปหาพ่อแม่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง พ่อแม่เดินทางไปเยี่ยมลูก ต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องบิน ไม่รวมค่าทนายความอีกต่างหาก โทษความผิดครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทั้งสองคนเท่านั้น ยังกระเทือนไปถึงพ่อแม่อีกด้วย...สักวันคงพ้นโทษ แต่ไม่สามารถลบล้างความเสียใจที่พ่อแม่ที่ได้รับจากการกระทำของลูกได้เลย ...

ความละอายใจจากสำนึกที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งสองอยากให้ประสบการณ์นี้ได้เป็นตัวอย่างสำหรับผู้อื่นที่อาจหลงเชื่อ แม้เป็นคำเตือนเพียงเล็กน้อยก็ตาม 

“...อิสรภาพที่เดินไปได้ในทุกหนทุกแห่ง ใช้โทรศัพท์ทุกครั้งตามที่ต้องการ กับเสี่ยงกระทำการใดที่ทำให้ได้รับโทษถึงติดคุกนั้น ทำให้สูญเสียอิสรภาพหลายปีในชีวิต มันไม่ได้มีค่าเพียงห้าพันเหรียญ แต่มันมีค่าที่เทียบกันไม่ได้เลยกับเงิน ถึงแม้จะมากเพียงใดก็ตาม”.