Get Adobe Flash player

คำพิพากษาซ้ำสอง โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

วัยรุ่นเจ้าปัญหา มีทั้งขาดความอบอุ่นในครอบครัว สภาพบ้านแตกสาแรกขาด เสพยาเสพย์ติด ไม่ยอมเรียนหนังสือ หนีโรงเรียน ขโมยของตามห้าง ตลาด ร้านค้าฯลฯ พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องยอมรับว่า ลูกหลานทำผิดจริงและต้องการความช่วยเหลือจากองค์กรที่จะช่วยดัดนิสัยให้เป็นพลเมืองดีมีอนาคต ได้กลับมาเชิดหน้าชูตาครอบครัวในที่สุด...

ที่อเมริกา...ถ้าวัยรุ่นทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัว ผู้พิพากษาจะตัดสินให้ไปอยู่ในสถานที่แก้ไขและฟื้นฟูจิตใจ ทำให้พ่อแม่วางใจได้เลยว่า ลูกอยู่ในสถานที่ปลอดภัยและรอคอยวันเวลาที่ลูกพ้นโทษได้กลับตัวเป็นคนดี

ที่เมืองช็อควิลล์ รัฐอลาบาม่า สถานที่ฟื้นฟูสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสีเนื้อ เหมือนกับโรงเรียนเอกชนที่เงียบสงบ อยู่ในวงล้อมของโบสถ์และร้านค้า ท่ามกลางถิ่นที่อยู่ของชุมชนชั้นกลาง เป็นที่ดัดนิสัยเด็กวัยรุ่นหญิง ไม่มีผู้คุมคอยสอดส่องบนหอสูง ไม่มีรั้วลวดหนาม มีแต่หนังสือเล่มเล็กๆ แนะนำสถานที่ให้กับเด็กหญิงที่เพิ่งก้าวเข้าไปในวันแรกได้รับรู้

เรียกเด็กหญิงพวกนี้ว่า นักเรียน ส่วนผู้คุมจะเรียกว่า พนักงาน มีสโลแกนเลิศหรูเขียนติดไว้ว่า...พวกเราช่วยกันจัดสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่น อำนวยโอกาสที่ดีและเพิ่มพูนคุณค่าให้กับชีวิตเด็กวัยรุ่นทุกคนให้มากที่สุด พวกเราพนักงานทุกคนจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนองนโยบายที่ตั้งไว้อย่างสุดความสามารถ...

อ่านดูแล้วก็น่าจะทำผู้ปกครองวางใจได้ว่า ลูกหลานจะได้อยู่กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิญญาณ ช่วยดูแล ดัดนิสัย ให้ความอบอุ่นและมีเมตตา...แต่ใครจะล่วงรู้บ้างว่าเด็กหญิงเหล่านั้นต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แทนที่จะได้พบเพื่อน มิตรแท้ที่ให้อภัย กลับกลายเป็นผชิญหน้าศัตรูที่คอยจับจ้องจะกินเลือดกินเนื้อคอยลงโทษ ขู่เข็ญ และที่ร้ายที่สุดก็คือ เด็กหญิงต้องตกเป็นเหยื่อกามของผู้คุมเพื่อเป็นข้อต่อรองและแลกเปลี่ยน...

เหตุการณ์เลวร้ายดำเนินมานานแค่ไหนไม่มีใครรู้ เพิ่งมาเปิดโปงเมื่อ นางแวนด้า วิลเลียม แม่ของอาแมนด้า เกิดสงสัยขึ้นมาเพราะตอนที่ลูกสาวอายุ 13 ปี เข้าไปอยู่ในสถานที่แห่งนี้ 4 เดือน พออายุ 17 ปี ก็ถูกผู้พิพากษาลงโทษอีกครั้งเพราะฝ่าฝืนทัณฑ์บน พอรู้ว่าจะต้องกลับไปอีก ก็อ้อนวอนผู้พิพากษาอย่างน่าสงสารว่า..ขอให้กักบริเวณในบ้าน 9 ปี ดีกว่าถูกส่งไปที่นั่นอีก...นางแวนด้าจึงคาดคั้นให้ลูกสาวเล่าความจริงทั้งหมด เท่านั้นเองความลับที่ไม่มีเด็กคนไหนกล้าพูด ก็พรั่งพรูออกจากปากอาแมนด้าเพราะความหวาดกลัวที่จะต้องไปถูกทารุณอีกครั้ง

ครั้งก่อนอาแมนด้ามีความผิดหนีโรงเรียน ทำตัวเกเรเหลวไหลบ่อยครั้ง แต่ความที่เป็นเด็กแก่นแก้ว ไม่ยอมคน วันแรกผู้คุมตั้งฉายาให้ด้วยความเกลียดชังที่อาแมนด้าเถียงคำไม่ตกฟากว่า...เด็กสารเลว อวดดี...คืนแรกก็ถูกขังเดี่ยวโดยผู้ชาย 2 คน หญิง 1 คน อ้างว่าต้องคุมเข้มเพราะเกรงว่าจะฆ่าตัวตาย ให้อาแมนด้าถอดเสื้อผ้าที่อาจจะใช้แขวนคอออกทั้งหมด และขู่ว่าจะถอดเองหรือให้พวกเขาถอด...คืนนั้นอาแมนด้าสวมเสื้อยืดตัวเดียวนอนบนพื้นที่เย็นยะเยือก ถึงเวลาขอเข้าห้องน้ำก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี จนต้องปัสสาวะลงในถังขยะ ข้อกล่าวหาของอาแมนด้าต่อผู้คุมคือ...ป่าเถื่อน...

เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ก็มีเด็กผู้หญิงเกือบ 100 คน ออกมาให้การว่าถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายในช่วงดือนมกราคม 1993 ถึงเดือนมิถุนายน 2001 สำหรับเดือนมิถุนายนเดือนเดียวมีเด็กวัยรุ่นมากกว่า 40 รายถูกผู้คุมชายบังคับให้เปลือยกายเพื่อค้นตัว...นางแวนด้ายื่นฟ้องสถานฟื้นฟูเยาวชนและผู้คุม ในข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ ทุบตีตามอำเภอใจ ขังเดี่ยว ไม่ยอมให้ยารักษาโรค บังคับให้ทำแท้ง ข่มขู่ว่าหากนำเรื่องไปร้องทุกข์จะถูกตามแก้แค้นไม่มีที่สิ้นสุด...

เริ่มจาก แซนดี้ โจนส์ ตอนที่อายุ 14 ปี ถูกตัดสิน 10 เดือน ข้อหาถูกไล่ออกจากโรงเรียนและหนีออกจากบ้าน คืนหนึ่งในสถานที่แห่งนี้ ผู้คุมเข้าไปหาในห้องนอนพร้อมทั้งข้อต่อรองว่า ถ้าหากยอมให้เขามีเพศสัมพันธ์ด้วยก็จะได้ออกเร็วกว่ากำหนด...ข้อเสนอนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีเด็กหญิงหลายคนยอมนอนกับผู้คุมเพื่อแลกกับของเล็กๆ น้อย เช่นพวกขนมและบุหรี่...ด้วยความคิดถึงยายที่กำลังป่วยหนัก แซนดี้จำยอมรับข้อเสนอทั้งที่ขัดต่อความรู้สึก หลังจากคืนนั้นต้องเสียใจยิ่งขึ้นเมื่อผู้คุมถือโอกาสเข้าไปนอนด้วยทุกคืน ครั้งหนึ่งเธอขัดขืน ตกตอนเช้าถูกลงโทษให้ทำงานหนักเป็นสองเท่า บังคับให้ออกกำลังมากกว่าคนอื่น 

แซนดี้ต้องอดทนต่อการปฏิบัติอย่างไร้ความปรานี ทั้งต้องเผชิญข้อเสนอประเภทเดียวกับผู้คุมคนอื่นๆ ตลอดระยะเวลานั้น แซนดี้และเพื่อนร่วมทุกข์รายงานถึงผู้อำนวยการ แต่ไม่มีใครเชื่อจนหมดหนทาง...ยายเสียชีวิตวันที่เธอพ้นโทษ แซนดี้แค้นใจที่สุดจากความพยายามทุกทางให้ทันได้ดูใจยาย ปัจจุบันก็ยังเสียใจไม่หาย แต่ต้องทำใจให้เข้มแข็งในเมื่อย้อนไปแก้ไขอดีตไม่ได้

แต่การรอคอยของแซนดี้ยังไม่สาย ถึงเวลาที่รัฐอลาบาม่า ต้องให้คำตอบกับแซนดี้เด็กหญิงคนอื่นๆ กับคำถามที่ว่า...ทำไมระบบที่ถูกจัดขึ้นมาเพื่อปกป้องและเยียวยาเด็กวัยรุ่น จึงกลายเป็นอาวุธประหัตประหารทำร้ายร่างกายและจิตใจ เปรียบเช่นถูกพิพากษาซ้ำสองที่รุนแรงกว่าหลายเท่า...

คนต่อไป ทามาร่า แฟรงกลิน ตอนนั้นอายุ 16 ปี ข้อหาหนีโรงเรียน ดื่มเหล้าและเสพยา ถูกตัดสิน 7 เดือน เธอได้พบกับผู้คุมชื่อปีเตอร์ เอซีม อายุ 41 ปี ที่เธอหลงคิดว่าใจดี เข้าไปหาในห้อง พูดจาปลอบประโลม ถามไถ่ถึงครอบครัวและปัญหาที่เธอประสบอย่างสนอกสนใจด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนแม่ทิ้งเธอและพี่น้องอีก 8 คนให้อยู่กับพ่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ...ทามาร่าคิดว่าปีเตอร์เอาใจใส่เป็นพิเศษ  ในเมื่อเธอเป็นเพียงเด็กเหลือขอที่ถูกกักขัง จึงเชื่อสนิทใจว่าปีเตอร์คงดีกับเธอเพียงคนเดียว

คืนหนึ่ง หลังจากไฟดับหมดทั้งตึก ปีเตอร์เข้าไปหาทามาร่าในห้องนอน คุยกันพักหนึ่ง ปีเตอร์ค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปกอด ทามาร่าไม่ขัดขืน พอทำท่าจะไปไกลกว่านั้นเธอก็ไม่ขัดข้อง เนื่องจากการปูทางอย่างแนบเนียนของผู้คุมที่เชี่ยวชาญ ทามาร่าปิดบังเรื่องนี้จากเด็กหญิงคนอื่นอย่างมิดชิด แม้ถูกปล่อยตัวแล้ว 3 เดือน เธอก็ยังลอบพบกับปีเตอร์อย่างสม่ำเสมอ

ต่อมาความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นขื่นขมเมื่อรู้ความจริงว่า ปีเตอร์ทำดีเพื่อให้วัยรุ่นคนอื่นๆ ตายใจเช่นกัน  พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไร เธอมีอาการทางประสาทขึ้นมาทันที...ทามาร่าเลิกติดต่อกับปีเตอร์ทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ยื่นฟ้องสถานฟื้นฟูและปีเตอร์ในฐานะพ่อเด็ก เธอถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสลด ทางการน่าจะเฟ้นหาบุคคลที่เหมาะสมไปช่วยแก้ไขเด็กวัยรุ่น ไม่ใช่ทำร้ายวัยรุ่นเสียเอง...

คนต่อไป อมานด้า ทวิตตี้ ถูกส่งตัวเมื่ออายุ 17 ปี ข้อหาฝ่าฝืนทัณฑ์บน ก่อนเข้าไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะแรก ต้องหาหมอตามกำหนดทุกครั้ง แต่ผู้คุมปฏิเสธไม่รับฟังเหตุผล บังคับให้ออกกำลังทำให้ปวดท้องอย่างหนัก ถูกดุว่าอ้อนเหมือนทารก สั่งให้ลุกขึ้น ถ้าคัดค้านก็ให้วิดพื้นเพิ่มอีกหลายครั้ง

เวลาผ่านไป 4 เดือน ถึงได้รับอนุญาตให้ไปหาหมอ หลังจากพ้นโทษเธอต้องเข้ารับการรักษาติดต่อกันมากกว่า 6 เดือน ปัจจุบันยังไม่ลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น บางครั้งสะดุ้งตื่นพร้อมด้วยเสียงกรีดร้องลั่นบ้าน...

...นางแวนด้าเริ่มดำเนินเรื่องอันดับแรก ร้องเรียนถึงผู้อำนวยการของช็อควิลล์ แต่ถูกแย้งว่าเป็นการกระทำที่ปกป้องลูกมากเกินไป ซึ่งนางไม่ยอมหยุดยั้งไว้แค่นั้น ร้องเรียนต่อไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า...เด็กผู้หญิงเหล่านั้นไม่ใช่สโนไวท์ แต่เป็นเด็ก เจ้าพนักงานต้องเข้าใจในข้อนี้ด้วย...

จากนั้น นางแวนด้าเสนอเรื่องถึงผู้ว่าการรัฐฯ ต่อมาผู้พิพากษาศาลครอบครัว นายแจ็ค ฮิวส์ รู้ว่าเด็กวัยรุ่นที่ช็อควิลล์ตั้งท้องเพราะผู้คุมเป็นเหตุ จึงส่งพนักงานสืบสวนเข้าไปหาข้อเท็จจริงทันที สัมภาษณ์เด็กหญิง 4 คน ปรากฏว่าทุกคนเล่าเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน ผู้พิพากษาถึงกับตกตะลึงและสั่งให้เอาตัวเด็กทั้ง 4 คน ออกจากช็อควิลล์ทันที แล้วเริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง

การสอบสวนผ่านไปได้เดือนเดียว พนักงาน 5 คน ถูกพักงานรวมทั้ง นายปีเตอร์ คนดีของทามาร่า อีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมา ผู้พิพากษาคนอื่นๆ สั่งให้วัยรุ่น 15 คนออกจากช็อควิลล์...องค์กรนิรโทษกรรมระดับชาติ ผลักดันให้ผู้ว่าการรัฐฯ เพิ่มมาตรการที่รัดกุมเพื่อป้องกันเหตุการณ์ทำนองเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก และควรให้มีผู้คุมหญิงจำนวนมากกว่าผู้คุมชาย

เมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วประเทศ นางแวนด้าเห็นหนทางที่จะร้องขอความยุติธรรม จึงได้ว่าจ้างทนายความสู้คดี เพื่อต้องการให้ปิดสถานที่แห่งนั้น โดยมีแม่เด็กหญิงอีก 4 คน เข้าร่วมด้วย รวมผู้ร้องทุกข์ทั้งหมดอีก 40 ราย...ทนายความเรียกร้องค่าเสียหาย 171 ล้านเหรียญ ด้วยจุดประสงค์เพื่อเปิดโปงและยุติทุกกรณีที่เกิดขึ้นในช็อควิลล์และที่อื่นๆ เป็นการป้องกันไม่ให้เด็กหญิงถูกทำร้าย

ขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ช็อควิลล์แล้ว เมื่อคณะผู้บริหารเข้าไปดำเนินการ ในจำนวนพนักงาน 15 คน ถูกพักงานและถูกไล่ออก 11 คน ส่วนอีก 4 คนไม่มีความผิด

...การที่ผู้พิพากษาตัดสินลงโทษเด็กวัยรุ่นโดยส่งไปดัดนิสัย สร้างวินัยเพื่อปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แต่แทนที่จะได้ผลกลับแย่ลง ก็เป็นเพราะสถานที่นั้นมีคนเลวแอบแฝง ถือโอกาสเอาหน้าที่ของตัวเองทำลายความอ่อนไหวของวัยรุ่นที่มีปัญหา จนทำให้เด็กเหล่านั้นค้นหาตัวเองไม่พบ.