Get Adobe Flash player

เพชรอาบโลหิต โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ช่วงสิบปีแรกแห่งศตวรรษที่ 20 เพชรหลายสิบก้อนจากบ่อแร่ในแอฟริกาใต้ไปยังศูนย์กลางเมืองอัมสเตอร์ดัมและแอนเวิร์ป ครอบครองโดยชาวยิว ซึ่งปกป้องอย่างหวงแหน เพราะเปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่ความสมบูรณ์พูนสูขตลอดชีวิต จนกระทั่งถึงวันแห่งความหายนะมาเยือน…

ปลายปี 1939 พวกนาซียกพลขึ้นบกที่แหลมบอลข่านครอบครองดินแดนตะวันออกของทวีปยุโรป ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง แย่งทรัพย์สมบัติล้ำค่ารวมถึงเพชรน้ำหนึ่งจากคนเจ็บและจากศพผู้เราะห์ร้าย นำไปเก็บไว้ที่เนเธอแลนด์และสตาร์เบิร์ก…

ณ ที่แห่งนั้น สองทหารอเมริกันได้ครอบครองและฝังไว้ในหลุมหลบภัยเป็นเวลากว่า 50 ปี ก่อนที่จะเปล่งประกายระยิบระยับอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนจากคำสาปแช่งเป็นคำสรรเสริญ…

…เมื่อปี 1988 ยารอน ซโวเรย์ อดีตนักสืบอิสราเอล สำนักงานเอฟบีไอ เดินทางไปบรรยายเรื่องนโยบายของตะวันออกกลางทั่วสหรัฐฯ คืนหนึ่งที่เมืองแบนกอร์ รัฐเมน อดีตทหารหาญ แซม ไนเออร์ เข้าไปเกริ่นให้ฟังถึงเรื่องเด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งชาวยิวอายุ 18 ปี จากนิวยอร์ค ซิตี้ อีกคนเป็นอินเดียนแดง อายุ 17 ปี จากนิวเม็กซิโก ได้พบถุงสมบัติมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ในสงครามโลกครั้งที่สอง…

ยารอนใช้เวลาฟังอย่างสนใจ 8 ชั่วโมง เพราะความทรงจำของคนเล่าถึงรายละเอียดริบหรี่เต็มที หลังจากเวลาที่ล่วงเลยไปกว่า 40 ปี

แซม ไนเออร์ เริ่มว่า…ระหว่างสงครามอุณหภูมิเกือบศูนย์ หิมะสูงถึงเข่า การต่อสู้แบบประจัญบานตัวต่อตัว เขาเป็นทหารสอดแนม ต้องลอบเข้าไปในเขตศัตรูแล้วกลับไปรายงาน  เสี่ยงอันตรายมาก เขาสูญเสียเพื่อนร่วมงานไปหลายคน จนถึงคนล่าสุดตัวเล็ก สูงห้าฟุตสี่นิ้ว เป็นอินเดียนแดงชื่อ ทอมมี่ ดีไลออน

“เราสนิทกันเร็วมาก ชีวิตต่างก็ขึ้นอยู่กับอีกคน ทอมมี่มีความสามารถพิเศษเรื่องล่าสัตว์และวิธีการลอบเข้าไปในแดนศัตรู ส่วนผมแม่นยำในเส้นทาง จึงเป็นคู่ที่เข้มแข็งที่สุด”

ความเย็นยะเยือกที่ศูนย์บัญชาการวอสเกสทารุณที่สุด ต้องยังชีพเหมือนพวกสัตว์อยู่ภายใต้ความร้อนของกองไฟ อาหารเน่าเสีย ทหารหลายคนเป็นบิด ไม่ได้พักผ่อน 2-3 อาทิตย์ ไม่ได้อาบน้ำแปรงฟัน จากน้ำหนัก 140 ปอนด์ ลดไป 20 ปอนด์ ตอนแรกเขาไม่เกลียดพวกเยอรมันนัก แต่พอเห็นวิธีทรมานเชลยโดยตัดแขนขาแล้วฆ่าทิ้ง ทำให้รู้สึกเกลียดขึ้นมาจับใจ

“วันหนึ่ง กัปตันเรียกผมและทอมมี่ให้ไปช่วยนายทหารที่ถูกจับเป็นเชลย กัปตันห่วงว่าผมจะถูกเยอรมันฆ่าตาย  แนะให้เปลี่ยนป้ายชื่อที่มีสัญลักษณ์ของยิว เผื่อว่าถูกจับได้อาจรอด… ผมตอบทันทีว่า… ผมเกิดเป็นยิวก็ต้องตายแบบยิว ปรากฏว่าเราเอาตัวนายทหารกลับมาอย่างปลอดภัยได้รับเหรียญกล้าหาญ แต่ผมทิ้งไว้ในสนามรบ”

ทางด้านเหนือ เยอรมันโจมตีอย่างหนักหน่วง ปลายธันวาคม 1944 เยอรมันบุกมาถึงเมืองสตาร์เบิร์ก ที่ตั้งมั่นของฝรั่งเศสซึ่งเยอรมันต้องการยึดคืน มีเสียงระเบิดไม่ขาดสายอยู่หลายอาทิตย์

มกราคม 1945 แซมกับทอมมี่ได้รับคำสั่งให้ล่วงหน้าไปก่อน เกือบเที่ยงคืนใกล้ถึงตัวเมืองสตาร์เบิร์ก มีสะพานข้ามคลองเล็กๆ มีทหารเยอรมันถือปืนกลอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังเข้าไปจัดการศัตรูอย่างง่ายดาย อีกสองชั่วโมงเยอรมันก็ยึดเมืองได้ครึ่งหนึ่ง แต่ในที่สุดฝรั่งเศสเป็นฝ่ายชนะ

จากนั้นทหารแต่ละกองพลต่างก็แยกย้ายกันไปทุกทิศ ทอมมี่กับแซมไปยังเมืองหนึ่งได้ครึ่งทาง ก็เห็นตึกเหมือนกองบัญชาการ แซมวิ่งเข้าไปแอบดูเห็นทหาร 3 คน เขาดึงระเบิดมือออกมาแล้วก้มตัวโยนเข้าไป ดังบึ้ม ได้ยินเสียงกรีดร้องครวญคราง ทั้งสองรอจนเสียงเงียบและสายตาชินความมืดจึงเข้าไปข้างใน มองเห็นเซฟ 3 ใบ ทหาร 3 คน นอนตายในชุดสีดำมีกะโหลกไขว้ที่หน้าอก คนหนึ่งมีถุงผ้าสีน้ำตาลตกอยู่ข้างๆ

ด้านนอกเสียงปืนและระเบิดยังดังไม่ขาดระยะ แซมและทอมมี่เปิดดูเซฟเห็นทรัพย์สมบัติซึ่งพวกนาซียึดจากพวกยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แล้วเอามาเก็บไว้ในเมืองสตาร์เบิร์ก พออาณาจักรฮิตเลอร์ล่มสลาย ลูกน้องต่างก็ช่วยกันกอบโกยให้มากที่สุด แต่โชคไม่ดีที่ถูกทอมมี่กับแซมขัดจังหวะเสียก่อน

ค่ำคืนนั้นพอเสียงต่อสู้สงบ ทอมมี่กับแซมเข้าไปหลบภัยในตึก ค้นดูสิ่งของ มีทองแท่ง เหรียญเงิน ถ้วยไวน์ทำด้วยเงินและทองคำ ถุงเพชรนิลจินดา กล่องไม้บรรจุช้อนส้อมทองคำ ทอมมี่หยิบถุงผ้าเทออกมาใส่เต็มสองอุ้งมือของแซม เพชรก้อนยังไม่ได้เจียรนัย 40 เม็ด ขาวราวหิมะ บางก้อนเท่าลูกฮาเซ็นนัท  บางก้อนเท่าวอลนัท ทั้งสองตาลุกโพลง แบ่งคนละครึ่งใส่ถุงผ้า มัดแน่นหนาแล้วหย่อนถุงไว้ในกระเป๋ากางเกง

พอเดือนกุมภาพันธ์ศูนย์บัญชาการย้ายที่ตั้งมั่นอีกครั้ง ไปยังเมืองเล็ก ซาเรเกอไมน์ ในอัลเซซ ลอเรน มองเห็นสะพานแบ่งเขตฝรั่งเศสกับเยอรมัน ทุกคืนทอมมี่กับแซมหยิบเพชรออกมาชื่นชม ฝันถึงชีวิตที่มั่งคั่งหลังสงคราม…

เมื่อไปถึงก็ถูกสั่งให้เข้าไปรออยู่ในหลุมหลบภัยร้าง ซึ่งเป็นของฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 บริเวณนั้นมีหลุมหลบภัย 30-40 แห่ง ทั้งสองช่วยกันวางลวดหนามไว้ข้างบน รออยู่ในนั้นหนึ่งอาทิตย์ กว่ากองทัพจะไปถึง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ แซมกับทอมมี่ถูกเรียกตัวให้ไปสอดแนมพวกเยอรมันที่อยู่ในหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม พบว่ามีประมาณ 500 คน

คืนนั้นเมื่อกลับถึงหลุมหลบภัย แซมคิดว่าถึงเวลาต้องเอาเพชรซ่อนไว้ก่อน เพราะตอนกลิ้งไปกับพื้น ถุงเพชรกระแทกสะโพกอย่างแรงจนเลือดไหลซิบๆ  ส่วนน้ำหนักก็ถ่วงทำให้เคลื่อนไหวช้าลง…เริ่มขุดที่ด้านซ้ายของหลุมหลบภัย ดินทั้งแข็งและเย็น ลำบากมากเมื่อมีเพียงแค่มีดและพลั่วเล็กๆ ถึงรุ่งเช้าขุดได้ลึกสามฟุต หย่อนถุงผ้าไว้แล้วเอาดินกลบ ช่วยกันจดจำสถานที่โดยรอบ ด้านขวาเป็นโบสถ์ ด้านซ้ายเป็นโรงนา มองเห็นแม่น้ำไบลส์ไหลรอบเชิงเขา

สายวันนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ใกล้กับหลุมหลบภัย แซมถูกกระสุนดาวกระจายเข้าด้านหลังถึงปอด เฉียดไขสันหลังไม่ถึงนิ้ว ทอมมี่ก้มลงจูบลาแซมที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน แซมซาบซึ้งและไม่เคยลืม เขานอนในเปลหามนานมาก พยาบาลหันมาเห็นว่ายังหายใจอยู่จึงเข้ามาฉีดมอร์ฟีนแล้วส่งโรงพยาบาล

ที่นั่นมีคนเจ็บหลายร้อยคน ส่งเสียงครวญครางเลือดไหลนอง เหมือนกับฉากสงครามแอตแลนต้า ในเรื่องวิมานลอยไม่มีผิด แซมรักษาตัวที่โรงพยาบาลในอังกฤษ และอเมริกา จนกระทั่งปี 1946 ออกจากกองทัพ ได้เหรียญกล้าหาญเป็นรางวัล

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาครุ่นคิดถึงแต่เพชรที่ซ่อนไว้ แน่ใจว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ทอมมี่คงกลับไปเอา…ปี 1954 ถึงได้รู้ว่า วันเดียวกับที่เขาถูกยิง ทอมมี่ไปสอดแนมแล้วถูกฆ่าตายก่อนสงครามสิ้นสุดเพียงเดือนเดียว

แซมเรียนต่อคอลเลจ ที่เมืองแบนกอร์ มีบริษัทขายอุปกรณ์สร้างบ้าน แต่งงานกับเฮเลนมีลูกชาย 3 คน หลายปีผ่านไป เขาพยายามลืมความเศร้าสลดในยามสงครามไว้เบื้องหลัง แต่เรื่องเพชรไม่เคยจางจากความทรงจำ แต่ตอนนี้คิดขึ้นได้ว่า สมบัตินั้นไม่ใช่ของเขา เป็นของขโมยจากเหยื่อที่ถูกนาซีฆาตกรรมหมู่ เขาจึงตั้งใจกลับไปเอามาสร้างกุศล และถ้าหากเมินเฉยจะกลายเป็นบาปติดตัว

ช่วงกลางๆ ปี 1970 แซมกับลูกชายไปที่สนามรบ พอไปถึงความทรงจำในความทุกข์ทรมานและใบหน้าของเพื่อนๆ ก็แจ่มชัดขึ้นมาจนทำให้ก้าวขาไม่ออก ต้องเลิกคิด แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเล่ารายละเอียดให้ “ยารอน” ไปดำเนินการแทน

ยารอนใช้เวลาหลายเดือนและหลายปีศึกษาประวัติของเพชร ซื้อแผนที่เมืองอัลเซซ ลอเรน เขาตั้งคำถามแซมมากกว่าร้อยข้อ เมื่อปี 1993 เดินทาง 9 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จจนเกือบเลิกล้ม

จนกระทั่งปี 1999 พยายามอีกครั้งโดยศึกษาจากเอกสารของกองทัพอเมริกัน ไปถึงตอนกลางคืนวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน กลุ่มล่าสมบัติประกอบด้วย ยารอน, ยิว 4 คน เยอรมัน 4 คนนำโดย เอโกะ อินท์เซน, ริค คอฟแมน, เมล เบอร์เกอร์, ริชาร์ด แฮมเมอร์ สำนักพิมพ์และนักเขียน

...บริเวณนั้นกลายเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวจนดูไม่ออกว่าเคยเป็นสนามรบ และมีหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งซ่อนเพชรล้ำค่าไว้ข้างใน

ทุกคนไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก่อนที่ชาวบ้านจะสังเกตเห็น ถึงแม้จะขออนุญาตผู้บริหารส่วนท้องถิ่นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังกลัวพวกทหารสงสัย ถ้าพบเพชรแล้วจะนำออกไปได้อย่างไร ต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงซ้อมวิธีหลบหนี รถยนต์ 3 คัน เตรียมพร้อม คันแรกบรรทุกเพชรโดย ริค คอฟแมน ไปยังสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต ตรงไปตีราคาที่แคนาดา นำเงินไปไว้กับทนายความและพระของศาสนายิว เพื่อนำไปบริจาคช่วยเด็กทั่วโลก ซึ่งเป็นข้อตกลงของแซมกับยารอนตั้งแต่แรกว่า สำหรับการกุศลเท่านั้น

...เริ่มลงมือวันเสาร์ 8 โมงเช้า ยารอนเป็นคนชี้ทาง หกหลุมแรกไม่พบอะไร แต่มีบางสิ่งบางอย่างดลใจให้ริชาร์ดเดินห่างออกไป 50 ฟุต เป็นเนินเขาเล็กๆ เขาหยุดจ้องใบไม้ที่ปกคลุม นึกถึงวันที่แซมบาดเจ็บเพราะถูกกระสุนดาวกระจาย ฉะนั้นกระสุนบางนัดน่าจะฝังที่ต้นไม้และตกอยู่แถวนั้นด้วย แล้วก็ได้เห็นจริงๆ  เขาเรียกทุกคนมารวมกันแล้วช่วยกันขุดหลุม …

เอโกะกับริคเป็นคนปีนลงไป ริคพบลวดหนามยาวหนึ่งฟุตปิดอยู่ ดึงขึ้นมาแล้วขุดต่อไป ใช้มือล้วงเข้าไปสะดุดสิ่งหนึ่งทำให้เขายืนตัวแข็งทื่อ เป็นเพชรเม็ดใหญ่มาก ส่องแสงแวววับอย่างมีชีวิตชีวาหลังจากตกอยู่ในความมืดหลายสิบปี มีอยู่เม็ดหนึ่งไม่ใช่สีขาวหรือสีฟ้า แต่ส่องประกายสีแดงเพลิง

เอโกะส่งเม็ดใหญ่ที่สุดให้ยารอนชื่นชม เขากำแน่นน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันจากความพยายามอยู่หลายปี คนในกลุ่มยกย่องว่ายารอนเป็นผู้ทำให้เกิดปาฏิหาริย์…เพชรทั้ง 40 เม็ดถูกนำไปตามแผนที่วางไว้

ต่อมาอีกหลายเดือน กลุ่มค้นหาสมบัติยังต้องฟังคำถามที่ว่า…ตอนนี้เพชรอยู่ที่ไหน? ได้เงินเท่าไร? ถึงการกุศลแน่หรือ?

…แล้วทำไมถึงไม่เก็บไว้คนละเม็ด?

ไม่มีใครสนใจที่จะเป็นผู้ตอบ… แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าความคิดเช่นนั้นไม่เคยอยู่ในจิตใจอันสูงส่งของบุคคลที่ร่วมมือกันค้นหาด้วยความบริสุทธิ์ใจแม้แต่คนเดียว.