Get Adobe Flash player

อิสรภาพที่เหลืออยู่ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ผู้หญิงในแอฟกานิสถานเฝ้ารอคอยความหวังจากสัญญาที่ว่า จะให้ดำเนินชีวิตอย่างอิสระเสรีเช่นชาวตะวันตกหลังจากรัฐบาลตาลีบันล่มสลาย แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หนีไม่พ้นประเพณีที่คนรุ่นก่อนยังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ถูกบังคับให้แต่งงาน ถูกกดขี่จากครอบครัวสามี ทำให้หลายคนสิ้นหวังเผาตัวเองประท้วง เพื่อประกาศให้โลกรู้ถึงอิสรภาพที่พวกเธอต้องการ

นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2001 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2003 มีผู้หญิงประมาณ 300-400 คน ที่ใช้น้ำมันก๊าซราดทั้งตัวแล้วจุดไฟเผา ทุกวันนี้จะมีอาทิตย์ละ 2-3 ราย สาเหตุเป็นเพราะสมัยก่อนไม่เคยเห็นภาพของผู้หญิงในอารยธรรมตะวันตก หลังจากตาลีบันสิ้นสุด ความเจริญด้านวัตถุแพร่หลายเข้าไป แทบทุกครอบครัวมีโทรทัศน์ ทำให้ได้รับรู้ความศิวิไลซ์ในโลกเสรี

โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ เคยสัญญาที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้หญิงที่ได้รับความทุกข์จากวัฒนธรรมดั้งเดิม จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น…ผู้หญิงแต่งงานแล้วจะต้องอยู่บ้านสามี คอยปรนนิบัติทั้งแม่และพี่น้องของสามี หากพบครอบครัวจิตใจดีก็ถือว่าเป็นโชค ถ้าไม่ดีก็ต้องฝืนทนไปตลอดชีวิต และถ้าเอาเรื่องในบ้านไปปรึกษาคนนอก ถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติของวงศ์ตระกูล เพราะเรื่องเกียรติยศสำคัญที่สุดในประเทศนี้

ถึงแม้ปัจจุบันมีผู้หญิงส่วนหนึ่ง ได้ออกไปทำงานนอกบ้านแต่ส่วนใหญ่ก็ยังถูกกักตัวอยู่ในบ้าน ไม่มีสังคม ไม่ได้สุงสิงกับคนภายนอก ไม่มีที่ปรึกษาให้คลายทุกข์ พอความรู้สึกกดดัน สิ้นหวัง เพิ่มมากขึ้นถึงจุดที่ควบคุมสติไม่อยู่ ก็เผาตัวเองตามข่าวที่ได้ฟังจากวิทยุ จนกลายเป็นลัทธิเอาอย่าง จากสาเหตุแค้นใจว่าที่แม่ผัวให้สวมชุดเจ้าสาวที่ไม่ชอบ บางคนโกรธที่พ่อแม่ห้ามไม่ให้ออกจากบ้านคนเดียว บางคนกล้ำกลืนความรู้สึกต่อไปไม่ได้ที่สามีพาภรรยาคนที่ 2 เข้ามาอยู่ในบ้าน อีกรายอยู่กับสามีที่อายุมากกว่า 30 ปี มีแต่ความทุกข์ทรมานที่ต้องทนกับครอบครัวที่กดขี่ข่มเหงเหมือนคนใช้ ฯลฯ

การใช้น้ำมันก๊าซราดตัวแล้วเผา ไฟจะลุกไหม้ร่างกายมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่รุนแรงถึงชีวิต เพราะที่โรงพยาบาลไม่มีห้องสำหรับหยุดยั้งความร้อนระอุไม่ให้ลามลึกมากขึ้น ไม่มีอุปกรณ์ในการทำศัลยกรรมย้ายผิวส่วนอื่นมาปะ จึงเป็นการยากที่จะช่วยชีวิต และผู้หญิงที่เผาตัวเองหลายคนไม่กล้าบอกความจริง เกรงว่าหมอไม่รักษา เพราะในศาสนาอิสลามคนที่ฆ่าตัวตายถือเป็นบาป

…ที่โรงพยาบาลทางด้านตะวันตกของแอฟกานิสถาน มีผู้หญิงประมาณ 20 คน นอนเรียงรายรอรับการรักษาพยาบาล…

…คนไข้คนล่าสุด ชากีล่า…มีชีวิตที่บีบคั้นหลังจากแต่งงานที่ต้องคอยรับใช้แม่และพี่น้องของสามี นับแต่วันแรกแม่ผัวจะหาเรื่องตำหนิด่าว่าไม่เว้นแต่ละวัน เช้าวันเกิดเหตุ แม่ผัวบ่นว่าน้ำชาไม่ร้อน ถ้วยสกปรกให้เอาไปล้างใหม่ แม้ชากีล่าจะจัดการให้เรียบร้อยก็ยังถูกด่าต่อ…เป็นลูกสะไภ้ที่ขี้เกียจแล้วก็เป็นเมียที่ไม่ได้เรื่อง…ทั้งๆ ที่พยายามอดกลั้นมาตลอด แต่วันนี้ความอดทนถึงที่สุด เธอจึงขึ้นเสียงย้อนแม่ผัวและพี่ผัวไปว่า อยู่บ้านนี้ไม่เคยมีความสุขเลย ไม่เหมือนชีวิตของพี่สาวที่ได้อยู่กับสามีที่อิหร่านตามลำพัง

ขณะนั้น นูลัลลาฮ์ สามีก้าวเข้ามาในห้องได้ยินพอดี ก็ถอดรองเท้าแล้วตรงเข้าไปตบหน้าชากีล่าหลายฉาด โทษฐานไม่เคารพยำเกรงแม่ผัว ชากีล่าร้องไห้ลั่นแม้แต่สามีก็ไม่เข้าข้าง ตะโกนว่าถ้าทั้งสามคนไม่หยุดทำร้ายหรือด่าทอ จะจุดไฟเผาตัวเอง

พี่ผัวได้ยินก็พูดเยาะเย้ยท้าทายให้ทำอย่างที่พูด ชากีล่าจึงเดินเข้าไปในครัว อีกไม่กี่นาทีก็วิ่งออกมาพร้อมกับไฟลุกไหม้ทั้งตัวและใบหน้า 95 เปอร์เซ็นต์…เธอบอกนางพยาบาลว่า ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะเผาตัวเอง คิดว่าคงมีคนห้ามปราม แต่ไม่มีใครสักคนที่สนใจ

ถึงวันที่ 4 แผลที่ไหม้พุพองบนใบหน้าเริ่มลอก แม่ชากีล่าใช้เวลาเดินทางจากอิหร่านมายังฮีรัท 20 ชั่วโมง ส่วน นูลัลลาฮ์ สามีเฝ้าอยู่ข้างเตียงคอยปรับหมอน ที่นอน ป้อนน้ำแตงโม พอได้ยาระงับปวดให้หลับลงได้ สามีก็ออกไปข้างนอกสวดมนต์ภาวนาให้พระเจ้าช่วย และนอนเฝ้าอยู่ที่พื้นหน้าห้อง

วันที่ 6 ชากีล่า อาการผิดปกติเกิดขึ้นกระทันหัน เลือดไหลช้าลง อ็อกซิเจนเข้าไม่ถึงปอด ลำตัวและแขนเคลื่อนไหวไม่ได้ นูลัลลาฮ์ กระซิบที่ข้างหูว่า…คงเป็นเคราะห์กรรมของเรา หรือไม่ก็เป็นบัญชาของพระเจ้า…เวลาผ่านไปอีกไม่กี่ชั่วโมง แดดช่วงบ่ายส่องเข้ามาในห้องแล้วค่อยๆ เลือนหาย นูลัลลาฮ์ฟุบหน้ากับฝ่ามือ ชากีล่าลืมตามองสามีอย่างช้าๆ พยายามอ้าปากจะพูด แต่ไม่มีถ้อยคำหลุดออกมา เธอค่อยๆ ยกแขนจากที่นอนเพื่อเอื้อมมืออันสั่นเทาไปจับสามีเป็นครั้งสุดท้าย อีกนิ้วเดียวก็จะถึง อีกนิ้วเดียวเท่านั้น แต่แล้วแขนก็ตกลงบนที่นอนตามเดิม พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย  

คนไข้อีกราย ฟาโตนาฮ์ เป็นครูสอนโรงเรียนหญิงชั้นประถม จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮีรัท แต่การศึกษาสูงไม่สามารถช่วยให้พ้นจากการเป็นเหยื่อความรุนแรงได้ เธอแต่งงานกับสามีที่ชอบทุบตีตลอดเวลา 13 ปี ที่อยู่ด้วยกัน มีริ้วรอยฟกช้ำตามตัวแทบทุกวัน เคยปรับทุกข์กับเพื่อนร่วมงานแต่ก็ไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่จะช่วยได้ กรณีความรุนแรงในครอบครัวผิดกฎหมายในแอฟกานิสถานก็จริง แต่ก็หายากที่สามีจะถูกจำคุกเพราะทุบตีภรรยา

หลายครั้งหลายหนที่ฟาโตนาฮ์คิดหย่าขาดจากสามี แต่ภายใต้กฎหมายอิสลามิค หากมีการหย่าร้าง พ่อจะต้องเป็นผู้ดูแลลูกที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป หมายความว่าจะต้องหมดสิทธิในตัวลูกชาย อายุ 12 และลูกสาวอายุ 9 ขวบ เธอจึงต้องยอมทนเพื่อได้อยู่กับลูกมากกว่าเลือกความสุขให้กับตัวเอง

วันที่เกิดเหตุ ฟาโตนาฮ์ไปตลาดตั้งแต่เช้าจนสายใกล้เวลาอาหารกลางวัน กลับถึงบ้านสามีก็โวยวายที่ไปนานเกินความจำเป็น ตกกลางคืนเขาก็เอาหัวเข่ากดอย่างแรงที่ท้อง ใช้มือเค้นคอจนหายใจไม่ออก ครั้งนี้เธอคว้าไม้นวดข้าวได้ก็ฟาดเข้าที่หน้าสามีแล้วคลานหนี ตอนแรกคิดจะฆ่าตัวตายโดยใช้ไฟช็อต แต่เปลี่ยนใจใช้น้ำมันราดทั่วตัวแล้วจุดไฟ ไหม้ร่างกาย 100 เปอร์เซ็นต์

วันแรกที่โรงพยาบาล มีคนเยี่ยมมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง ผู้บังคับบัญชา ต่างก็ถามหมอว่า…ไหม้กี่เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสรอดหรือไม่…จากหน้าที่การงานของฟาโตนาฮ์เป็นที่นับหน้าถือตาของสังคม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแรงกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยื่นมือเข้าเกี่ยวข้อง และมีการสอบสวนจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชน ตำรวจจับกุมตัวสามีเข้าคุก สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นถ่ายทอดเรื่องราวของฟาโตนาฮ์ครึ่งชั่วโมง ถึงสาเหตุที่เธอต้องสังเวยชีวิต

ทางครอบครัวต้องการพาไปรักษาที่ปากีสถานหรืออิหร่าน ที่มีเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัย แต่หมอยืนยันว่า…ไม่ควรเคลื่อนย้ายเด็ดขาดเพราะเสี่ยงกับการติดเชื้อ ถ้าคนไข้เดินได้เมื่อไรถึงค่อยคิด…แล้วหมอก็ดึงตัวพี่เขยของฟาโตนาฮ์ไปบอกว่า…เสียใจด้วยที่ต้องบอกว่าไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะคนไข้กำลังจะตาย…

วันรุ่งขึ้น ลูกๆ มาเยี่ยม ลูกชายคนเล็กอายุ 3 ขวบ เห็นแม่ก็ร้องไห้ไม่หยุด ลูกชายคนโตและลูกสาวคนที่สองหมอบอยู่ข้างเตียง จ้องมองหน้าแม่ที่ทายาไว้ทั่ว ถามอาการว่าเป็นยังไงบ้าง จะกลับบ้านเมื่อไหร่ เธอตอบว่า…สบายดี คงอีกไม่กี่วัน กลับบ้านคราวนี้เราจะไปอยู่กับป้าของลูกที่อเมริกา…

ลูกทั้งสองพยักหน้า ก้าวออกจากห้องด้วยใบหน้าที่นองน้ำตา 

แต่ฟาโตนาฮ์ก็หมดโอกาสได้มาใช้ชีวิตที่อเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ.