Get Adobe Flash player

แม่...ผู้ต้องสงสัย โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

เคยได้ยินบางคนบ่นว่า มีลูกเกิดหรือเติบโตที่นี่ เหมือนไม่ใช่ลูกของเรา แต่เป็นลูกของประเทศ ตีสั่งตีสอนก็ไม่ได้ บางคนตีก้นเด็กด้วยความเอ็นดูในที่สาธารณะ ถูกพลเมืองดีโทรฯ แจ้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักศึกษาเพิ่งมาจากเมืองไทยเข้าไปในตลาด เห็นเด็กต่างชาติน่ารักก็หยอกเล่น เด็กร้องไห้เพราะไม่เคยเจอคนหน้าแปลก แม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟจะเอาเรื่องถึงตำรวจให้ได้...

เด็กที่นี่สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่ทำตัวไม่เหมาะสม รัฐก็เอาตัวไปดูแล จนกว่าจะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าปรับปรุงตัวดีแล้ว ที่ระวังอย่างที่สุดคือ เด็กเล็กจะต้องอยู่ในสายตาตลอดเวลา...

เราเคยประสบเหตุการณ์ที่บ้านเราด้วยตัวเอง ก่อนมาอเมริกาไม่นาน (เมื่อกว่า 30 ปีก่อน) ขับรถไปจอดข้างทางในซอยหาช่างตัดเสื้อ เสร็จเรียบร้อยก็เดินมาทางด้านหลังรถ สตาร์ทแล้วออกตัว ได้ยินเสียงแม่ค้าชี้ไม้ชี้มือส่งเสียงร้องกันลั่น โดยสัญชาติญาณรีบเหยียบเบรคทันทีแล้วลงมาดูที่หน้ารถ พบเด็กชาย 3 ขวบ หน้าถลอกนอนกลิ้งอยู่ข้างหน้า ที่บังโกลนรถมีก้อนหินวางเรียงอยู่จำนวนหนึ่ง เข้าไปอุ้มแล้วตะโกนถามว่าลูกใคร สักพักแม่เด็กวิ่งมาถึงพร้อมกับด่าลั่น...ขับรถยังไงถึงชนเด็ก...เราย้อนว่า...เลี้ยงลูกยังไงถึงปล่อยให้มาเล่นที่หน้ารถฉัน... เถียงกันไปเถียงกันมาก็มีคนไกล่เกลี่ยให้พาเด็กไปโรงพยาบาล

ระหว่างทางเราเทศนาสั่งสอนทั้งแม่ทั้งลูกที่ทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ หมอทำแผลแล้วบอกว่า แค่โดนรถกระแทกหกล้ม เสียค่ายา 500 บาท คิดว่าคงเลิกแล้วต่อกัน ตกเย็นแม่เด็กถูกเพื่อนบ้านยุให้แจ้งความ   เราโทรฯ ถึงตำรวจว่าไม่ต้องมาจับ จะไปตกลงเองที่โรงพัก... รุ่งขึ้นพบหน้าทั้งพ่อแม่และเด็ก เรียกค่าเสียหายห้าพันบาท ตำรวจถามว่าค่าอะไร ผู้หญิงตอบว่า เป็นค่าเช่าบ้านและค่าเลี้ยงลูก เพราะไม่มีคนดูแล ถึงได้ปล่อยลูกไปเล่นนอกบ้าน...

เราให้ได้แค่หนึ่งพัน เสียค่ายาไปแล้วห้าร้อย ฉะนั้นเพิ่มให้อีกห้าร้อย จะเอาก็เอา ถ้าไม่เอาแล้วแต่ตำรวจตัดสิน... นายตำรวจบอกเจ้าทุกข์ว่า... เอาเถอะน่า ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ที่จริงไม่ควรปล่อยลูกออกไปเล่นบนถนนหนทาง หรือว่าใช้วิธีนี้หาเงินค่าเช่าบ้าน... เจอไม้นี้เข้าเจ้าทุกข์ก็ต้องยอม        

...หากเกิดขึ้นที่นี่ รัฐจะเอาตัวเด็กไปอยู่ฟอสเตอร์โฮมทันที และถ้าเด็กเกิดหายตัวไปหรือถูกฆาตกรรม ตำรวจหาตัวคนร้ายไม่ได้ จะพุ่งความสงสัยไปที่พ่อแม่ มีหลายคดีในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ที่พ่อแม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการสูญเสียลูกแล้วยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยไปตลอดชีวิต

...อย่างเช่น เมเดอลีน อายุ 3 ขวบ ลูกสาวของ เคท แม็คแคน อายุ 39 ปี แพทย์หญิงชาวอังกฤษ หายตัวไปจากอพาร์ตเมนท์ ที่เพรีย เดอ รูซ ประเทศโปรตุเกส ขณะที่ครอบครัวไปพักผ่อน พร้อมกับคณะแพทย์จำนวนหนึ่ง เคทและสามี แกรี่ ออกไปทานอาหารเย็นกับคณะ ทิ้งเมเดอลีนกับลูกคู่แฝดอายุ 2 ขวบ นอนหลับในอพาร์ทเมนท์ ทั้งสามีภรรยาผลัดกันไปดูลูกทั้งสามคนทุกครึ่งชั่วโมง พอถึงรอบของเคท เธอกระหืดกระหอบกลับมาที่โต๊ะอาหารพร้อมกับร้องเสียงลั่นว่า เมเดอลีนไม่อยู่ในห้อง

ลูกสาวหายตัวไปก็ทำให้หัวใจของพ่อแม่แย่พออยู่แล้ว อีกหลายอาทิตย์ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถหาตัวคนร้ายและไร้ร่องรอยของเมเดอลีน สุนัขตำรวจดมกลิ่นว่ามีหลักฐานมัดตัวเคท มีการตรวจดีเอ็นเอในรถยนต์ที่สองสามีภรรยาเช่าขับเป็นเวลา 25 วัน เพื่อตามหาตัวลูก เคทถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไบเบิลว่ามีรอยนิ้วมือเกี่ยวข้องกับการตายของลูกสาว กลายเป็นว่าพ่อแม่ถูกตำรวจสงสัย แต่มุ่งไปที่ตัวแม่โดยเฉพาะ

หลังเกิดเหตุ ทุกวันอาทิตย์เคทกับแกรี่เข้าไปในโบสถ์ของโรธลีย์ เมืองเลสเตอร์ไชย์ ตามองต่ำไปที่พื้น ไม่โต้ตอบเสียงกระซิบประซาบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางคนแสดงความเห็นอกเห็นใจ หลายคนแสดงอาการไม่เป็นมิตรขณะที่มองตามสามีภรรยาอย่างไม่ละสายตา มีนักข่าวอิสระคอยติดตามถ่ายภาพความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ทั้งยังถูกหนังสือพิมพ์และนักข่าวโทรทัศน์วิพากษ์วิจารณ์ ส่วนใหญ่เป็นพวกผู้หญิง โดยสังเกตจากการแต่งกายของเคท บุคลิกและการดำเนินชีวิตประจำวัน ในเมื่อสามีภรรยาเป็นหมอทั้งคู่ อาจวางยาลูกให้หลับสนิทตลอดคืน และที่พากันสงสัยเพราะคาดหวังว่าแม่จะต้องแสดงถึงความเศร้าโศกอย่างรุนแรง ร้องไห้คร่ำครวญ แต่เคทยังออกไปวิ่งออกกำลังตามปกติ ย่อมแสดงว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของลูกแน่นอน แม้กระทั่งนักแสดงตลก แพ็ททริค คีลตี้ ยังใช้คำพูดเล่นหน้าเวที...หากแม่คิดกำจัดลูกก็น่าเอาใส่ในกระเป๋าเดินทางส่งไปกับเครื่องบินโดยสารราคาถูก…

มีแต่เพื่อนร่วมงานใกล้ชิดเท่านั้น ที่เข้าใจลักษณะของการแสดงออกของเคทดีว่าเสียใจอย่างหนัก แต่เก็บไว้ไม่แสดงออกโจ่งแจ้งหรือโวยวาย โดยปกติเคทเป็นคนมีอารมณ์ขัน ไม่ใช่คนที่เคร่งเครียดกับหน้าที่การงาน

กรณีเดียวกันนี้ เคทไม่ใช่แม่คนแรกและคนเดียวในโลกที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เมื่อลูกถูกฆาตกรรมหรือถูกลักพาตัว...เมื่อปี 1997 ที่แมสซาชูเส็ท หลุยส์ วูดวอร์ด พี่เลี้ยงชาวอังกฤษ ของ แม็ททิว เอฟเพน อายุ 8 เดือน ต้องขึ้นศาลถูกสอบสวนเมื่อแม็ททิวเสียชีวิต และแม่เด็ก เดโบร่า เอฟเพน จักษุแพทย์ ทำงานอาทิตย์ละสามวัน ก็ถูกวิจารณ์ที่ทิ้งลูกไว้กับพี่เลี้ยง ทั้งที่มีเงินมากพอโดยไม่จำเป็นต้องทำงาน

เมื่อปี 1996 หนูน้อยนางงาม โจน เบเน็ท อายุ 6 ขวบ ถูกรัดคอเสียชีวิตในห้องใต้ดินที่บ้านพักโคโลราโด แม่ แพ็ทซี่ แรมซี่ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเป็นเวลาถึงสิบปีจนกระทั่งเสียชีวิต ถูกสังคมตราหน้าว่าฆาตกรรมลูกสาว เป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้เที่ยวพาลูกสาวไปประกวดตามงานต่างๆ

อีกรายหนึ่ง ปี 1980 เด็กทารก อาซาเรีย ลูกสาวของ ลินดี้ แชมเบอร์เลน ชาวออสเตรเลียน หายตัวไปจากเตนท์ที่พักขณะที่ครอบครัวไปแคมปิ้ง แม่ยืนยันว่าลูกสาวถูกหมาป่าคาบจากเตนท์ ลินดี้ถูกพิพากษาว่าฆาตกรรมลูกสาว ถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตบวกกับต้องทำงานหนัก คำยืนกรานปฏิเสธจากอารมณ์ที่แสดงถึงความเสียใจอย่างรุนแรงของเธอในศาลและต่อสายตาประชาชน จึงถูกตัดสินให้จำคุกแค่ 4 ปี ต่อมามีคนพบหลักฐานเสื้อผ้าของเด็กทารกในถ้ำของหมาป่า ลินดี้ถึงได้หลุดจากคดี เป็นผู้บริสุทธิ์...

เหตุการณ์ที่เกิดกับ เคท แม็คแลน ในช่วงนั้นมีการทำสถิติระบุว่าเด็กเสียชีวิต 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกพ่อแม่ฆ่าตาย หลีกเลี่ยงจากความจริงที่ว่า ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง และทุกคนก็ทำตัวเป็นนักสืบนั่งล้อมวงกันคิดพิจารณาเอาเอง แม้แต่ แอน เอ็นไรท์ นักเขียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศของอังกฤษ ยังระบุในหนังสือว่า ไม่ต้องการให้ครอบครัวแม็คแลนเป็นสมาชิกชมรมกีฬานานาชาติเช่นเดียวกับเธอ หลังจากที่ได้อ่านเหตุการณ์ใน กูเกิล เอิร์ธ ถึงบริเวณรอบๆ ที่พักในโปรตุเกส และคำนวณเวลากับระยะทางที่ต้องแบกเด็กหญิงเมเดอลีน

...แล้วทำไมทุกคนต้องโกรธแค้นขุ่นเคือง เคท ว่าเป็นคนฆ่าลูกสาวของตัวเอง อาจเกิดจากหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา พวกนักสืบจะมุ่งประเด็นไปที่ทฤษฎีของท่าทีที่มีพิรุธ ความไม่ไว้วางใจและการสมคบคิดกันกระทำผิด จากความเป็นจริงที่โน้มเอียงในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ละเลยคำตอบที่มีเหตุผลเท่านั้น กลับไปเชื่อทฤษฎีประหลาดที่ว่า ตึกแฝดเวิร์ล เทรด ถูกซีไอเอถล่ม ส่วนพวกนักบินอวกาศขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์นั้นเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ หรือเรื่องแม่ฆ่าลูกของตัวเองแล้วปกปิด ทำไม่รู้ไม่ชี้เที่ยวเดินโชว์ในที่สาธารณะ 

กรณีของเคท แม็คแลน ทำให้เกิดความขัดแย้งกับพฤติกรรมการเลี้ยงลูก  ผู้หญิงในอเมริกาและสหราชอาณาจักรต่างก็มีสิทธิทำงานกันทั้งนั้น พอเกิดเหตุร้ายแม่กลับถูกตำหนิว่าละเลยและสะเพร่า

ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องหลอกหลอนทางความคิดไม่สิ้นสุด ทุกคนมีปฏิกริยาต่อเคทราวกับเป็นเจ้าของคดีเสียเอง ถ้าพูดในแง่ศีลธรรม พวกเราสรุปถึงความไม่ไว้วางใจจากสามัญสำนึก แล้วทำไมพวกเราถึงมีความคิดจะฆ่าเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ทำไมถึงต้องโยนความผิดไปให้แม่.