Get Adobe Flash player

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อวันที่ 6-9 ตุลาคม พ.ศ.2549 ทำให้โรงงานหลวงสำเร็จรูปที่ 1  บ้านเรือน ชีวิต ทรัพย์สิน   สาธารณูปโภคของราษฎร ได้รับความเสียหายจำนวนมาก...

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานงบประมาณจากมูลนิธิชัยพัฒนามาช่วยเหลือ และมีพระราชดำริให้สำนักงาน กปร. ประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณาสนับสนุนการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอน ตามที่หม่อมเจ้าภีสเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงฯ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้แก่ราษฎร ในพื้นที่ ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ลุ่มน้ำแม่งอน เป็นกลุ่มสาขาย่อยของลุ่มแม่น้ำฝาง อยู่ทางเหนือของเชียงใหม่ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง ที่ราบสลับเนินเขาและเป็นหุบเหวลึก เกิดจากกระแสน้ำกัดเซาะ จากปริมาณน้ำฝนที่ทำให้ดินพังทลายจากที่สูง ทำให้เกิดลำน้ำสาขาย่อย

หัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนฯ กล่าวต้อนรับและบรรยายสรุปถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น  เมื่อเวลาสี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม เกิดฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักมาก ทำให้น้ำป่าไหลลงมาตามลำห้วย  โรงงานโครงการหลวงเสียหาย แต่ที่อัศจรรย์อย่างยิ่งคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เสียหายเลย

หลังจากตั้งโครงการพัฒนาฯ ได้ปฏิบัติงานตามกรอบนโยบายของส่วนราชการและสอดคล้องตามแนวพระราชดำริ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ดินและน้ำ, ฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน, ใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดระบบที่ถูกต้องให้ราษฎรที่เข้าไปทำกินไม่ถูกวิธี, ศึกษา วางแผน แก้ไขผลกระทบพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนตอนล่าง, ส่งเสริมพัฒนาการเกษตร การปลูกสตรอเบอรี่ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในอนาคตจะเป็นการบูรณาการร่วมกัน นับตั้งแต่ปี 2549-2552 และได้ฟื้นฟูสภาพของบริเวณนี้หลายส่วน

ช่วงนี้มีหมอกควันมาก เป็นส่วนหนึ่งของการเผาของพวกชาวเขาที่จะทำไร่ในช่วงของฤดูแล้ง เพื่อเตรียมปลูกข้าวโพดและพืชไร่

จากนั้น คุณพิพัฒน์พงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้ากองงานความร่วมมือภายนอก 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เล่าถึงประวัติโรงงานหลวง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงพบกับปัญหาป่าต้นน้ำถูกทำลาย เมื่อถูกทำลาย นอกจากจะมีปัญหาที่เหนือน้ำแล้ว ใต้น้ำก็มีปัญหาอีก คือการตัดไม้ทำลายป่า อย่างที่สอง ฝิ่น ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนไทย แต่เป็นปัญหาของคนโลก เมื่อพระองค์ทรงมาพัฒนา ทรงเห็นว่าถ้าส่งเสริมเกษตรกร ผลผลิตที่ทำแล้วต้องขายได้ มิฉะนั้นพวกเขาก็จะกลับไปปลูกฝิ่น นอกจากส่งเสริมที่ข้างบนแล้ว ก็ต้องมาเลือกชัยภูมิตรงนี้ในการสร้างโรงงานหลวง เป็นแห่งแรกที่พระองค์ทรงทำขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2515

สองปีหลังจากนั้น มีประวัติว่าน้ำท่วมไปแล้วรอบหนึ่ง แล้วก็ปลูกกันใหม่ พอปี 2549 เกิดน้ำท่วมใหญ่อีก เที่ยวนี้ก็เลยต้องแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่จะมาใหม่ร่วมกับทาง กปร. กรมป่าไม้  การ นำแนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวทำให้เห็นจริงๆ หลายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงหรือทำอย่างไรให้อยู่อย่างประหยัด อาจมองว่าใหญ่โต แต่เรามองหลายเรื่องว่าทำอย่างไรให้หนีน้ำได้ จะเห็นว่าอาคารทั้งหลายยกพื้นเพื่อให้น้ำลอดข้างใต้ หลังคาสูง เป็นกระเบื้องดินเผาทั้งหมด เพราะทำให้อากาศข้างในเย็นกว่าข้างนอก อาคารส่วนใหญ่ของชาวบ้านเดิมเป็นกระเบื้องดินเผา จะทำอย่างไรให้อยู่กับภูมิสังคมให้ได้

พระองค์ทรงรับสั่งว่า เราเข้ามาเป็นคนแปลกหน้า ต้องเข้ามาอยู่ในภูมิสังคมของเขา จึงเลือกกระเบื้องดินเผา นอกจากนี้เราเลือกปูนซิเมนต์ อิฐมวลเบาทำให้ผนังของอาคาร เป็นฉนวนกันความร้อนและฐานรากจะตอกเข็มไม่ได้ เพราะพื้นที่ธรณีวิทยาเป็นทางน้ำเก่า ต้องทำให้คานเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเอามาทำก็ได้ผล เข้าไปข้างในอาคารไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ  นำพระราชดำริของพระองค์มาใช้เป็นรูปธรรมจริงๆ

หลังจากบรรยายรายละเอียดให้คณะได้ทราบพอสมควรแล้ว คุณพิพัฒน์พงศ์ นำเข้าชมพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 ซึ่งเป็นเวลากว่า 30 ปี ที่โรงงานนี้ได้ทำหน้าที่แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนและดอยอ่างขาง เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม แบบรอบด้านและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริ

จากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และความทรงจำที่เกิดขึ้นในโรงงานหลวงฯ รวมทั้งชุมชนโดยรอบ สมเด็จพระเทพฯ มีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต นำเสนอองค์ความรู้ผ่านนิทรรศการ วัตถุสะสม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งกิจกรรมเอกสารเรียนรู้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมประเพณี เพื่อแสดงถึงการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศแบบบูรณาการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทั้งยังได้สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่และความหลากหลายของชุมชนอย่างแท้จริง

นิทรรศการที่จัดแสดงมี 3 หัวข้อหลัก คือ โครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป 1 (ฝาง) และบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์ ผ่านคำบรรยาย ภาพถ่าย สื่อวิดีทัศน์ วัตถุจัดแสดง จำลองบรรยากาศภายใต้กรอบแนวคิดในการออกแบบ มีความพอเพียงเรียบง่าย เอกลักษณ์ของท้องถิ่นและกลิ่นอายหรือบรรยากาศของโรงงานหลวงฯ นอกจากได้ความรู้และเกิดความรักแล้ว ยังได้ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ก่อนไปชมสถานที่จริง

คุณพิพัฒน์พงศ์บอกว่า เราไม่ได้เอาหนังสือมารวบรวมความเป็นไปแล้วให้คนไปอ่าน เอารูปต่างๆ มาทำให้เป็นรูปธรรม อยากให้คนมาดูนิทรรศการนี้แล้วเอาไปคิดต่อ ในการต่อยอดของพระองค์ ควรจะทำอะไรได้บ้าง เราตั้งโจทย์ตอนทำพิพิธภัณฑ์ว่าคนเข้ามาจะได้ 2 อย่าง คือได้ความรู้และเกิดความรัก อยากให้คนที่เดินออกไปแล้วรู้สึกว่าพระองค์ทำอะไรให้เรามากเหลือเกิน พิพิธภัณฑ์นี้อาจดูยากกว่าที่อื่น แต่จะจุดประกายในแนวความคิดมากกว่าเข้าไปหาข้อมูล 

เราไม่อยากดึงคนเข้ามามากๆ ปีหนึ่งๆ กะไว้ประมาณห้าหมื่นคน ถ้ามากกว่านั้น วัฒนธรรมต่างๆ ที่มีอยู่หลายๆ อย่างจะหายไป มีโครงการยุวมัคคุเทศน์ เป็นเด็กในพื้นที่ อยากให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ให้ค่อยๆ เรียนรู้ มีหลายโปรแกรม นอกจากนี้ยังมียุวเกษตรกรมีอยู่ในแปลง และจะทำเรื่องสถานีอนามัยพระราชทานด้วย เพื่อว่าเด็กที่อยากเรียนพยาบาล เป็นส่วนหนึ่งที่ทางโครงการฯ คิดไว้  

...ท้ายสุดของวันนี้ คณะได้เข้าชมและอุดหนุนสินค้าของดอยคำ มีอาหาร ขนม ผลไม้ในกระป๋อง บ๊วยดอง ผลไม้อบแห้งสารพัดชนิด พวกเราเดินสำรวจจนทั่ว ลองชิมจากตัวอย่าง แล้วก็เลือกซื้อกันคนละถุงสองถุง

เราซื้อของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ สำหรับขบเคี้ยวระหว่างการเดินทาง และสตรอเบอรี่อบแห้งถุงใหญ่ ค่อยๆ ละเลียดชิมความแปลกวันละนิดละหน่อย กลัวหมด หิ้วกลับมาที่นี่ไม่ทันข้ามวัน คนข้างๆ ก็จัดการเรียบไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย.