Get Adobe Flash player

โครงการพระราชดำริ พระธาตุดอยตุง สวนรุกขชาติ ดอยช้างมูบ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

คณะแวะนมัสการพระธาตุดอยตุง  ใช้ทางขึ้นดอยตุงสายใหม่ เมื่อผ่านทางแยกซ้ายไปพระตำหนักดอยตุง ถึงหลัก กม.14 มีทางแยกซ้าย ตรงขึ้นไปสู่พระธาตุดอยตุง ระยะทางประมาณ  3 กม. ค่อนข้างแคบและชันมาก ผ่านสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง แยกไปดอยช้างมูบ อ.แม่สาย และวัดน้อยดอยตุง

พระธาตุดอยตุง เป็นเจดีย์สีทองขนาดเล็ก 2 องค์ สูงประมาณ 5 เมตร บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มจระนำสี่ทิศ องค์ระฆังและปลียอดมีขนาดเล็ก พระธาตุดอยตุง อยู่บนดอยสูงแวดล้อมด้วยป่ารกครึ้มที่เรียกว่า สวนเทพารักษ์ เชื่อกันว่า เป็นที่สถิตของเทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

มีรอยปักตุง ซึ่งเป็นรอยแยกบนพื้น ยาวประมาณ 1 ฟุต อยู่ด้านหน้าพระธาตุ เชื่อกันว่า เป็นรอยแยกที่ใช้ปักฐานตุงบูชาพระธาตุ เมื่อ 1,000 ปีก่อน 

ตามตำนานเล่าขานว่า พระธาตุดอยตุงเป็นเจดีย์แห่งแรกของล้านนา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1454 โดยพระมหากัสสะปะเถระ ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้อาราธนาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกไหปลาร้า พระรากขวัญเบื้องซ้าย ของพระพุทธเจ้า) มอบถวายแด่พระเจ้าอุชุตราช กษัตริย์ผู้ครองนครโยนก รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวติ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นประธาน พร้อมด้วยมุกขมนตรีเสวกอำมาตย์ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นมาบรรจุในพระเจดีย์ สถิต ณ ดอยดินแดง และได้ปัก "ตุง" ขนาดใหญ่บูชา ความยาว 1,000 วา ปลายชายตุงปลิวสะบัดถึงที่ใด ให้หมายเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ดอยลูกนี้จึงมีชื่อว่า "ดอยตุง"

อีก 100 ปีต่อมา มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า พระมหาวชิรโพธิเถร ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมามอบถวายให้พระเจ้ามังรายะนะธิราช และได้พร้อมใจกันนำเอาพระบรมธาตุขึ้นบรรจุสร้างใหม่อีกองค์หนึ่งบนดอยตุง พร้อมทั้งปฏิสังขรณ์องค์เดิม 

ต่อมา พ.ศ.2470 องค์พระธาตุทรุดโทรมมาก ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลำพูนพร้อมด้วยคณะศรัทธาชาวพุทธ ได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์องค์ระฆังขนาดเล็กสององค์บนฐานแปดเหลี่ยม ตามศิลปะแบบล้านนา

ปี พ.ศ.2499 อุบาสิกา ชื่อ นางทองคำ ฮั้นตระกูล ชาวจังหวัดพะเยา ทำการลงรักปิดทองพระเจดีย์ทั้ง 2 องค์ จนเหลืองอร่าม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2500 องค์สรภาณมธุรส (บ๋าวเอิง) เจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร กทม. พร้อมด้วยอุบาสิกา ทองคำ ฮั้นตระกูล ได้ทำการก่อสร้างอุโบสถขึ้นหนึ่งหลังพร้อมทั้งพระประธานในอุโบสถ พระสาวก  หมอชีวกโกมารภัจ

ปี พ.ศ. 2507 มีการดำริที่จะบูรณะองค์พระธาตุดอยตุงครั้งใหญ่ ได้ใช้เวลาเตรียมการและหาทุนต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่ง พ.ศ. 2514-2516 จึงได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จไป 1 องค์ พระธาตุ 2 วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระประธานสิงห์หนึ่งเชียงแสน 3 พระประธานสิงห์หนึ่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จมาเป็นองค์เททอง

การบูรณะครั้งหลังสุด เมื่อปี พ.ศ. 2516 โดยกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นครอบพระเจดีย์เดิมไว้ และเปลี่ยนแปลงรูปทรงองค์พระเจดีย์ใหม่ ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ประกิต (จิตร์) บัวบุศน์ องค์พระเจดีย์บุด้วยกระเบื้องโมเสดสีทอง มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 8 ซุ้ม มีฉัตรประดับทั้ง 4 มุม ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2525 ได้มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อ ไศลยนต์ ศรีสมุทร์ เจ้าของและผู้จัดการตลาดแม่สาย ได้เทลานพระธาตุ พร้อมกันนั้นทางวัดก็ได้ทำการก่อสร้างรั้วรอบบริเวณลานพระธาตุ...

...หลังจากที่คณะของเราได้นมัสการและสวดบูชาพระธาตุกันเรียบร้อย บางคนเข้าไปไหว้พระประธานในโบสถ์ ถึงเวลาเดินทางต่อไปยัง สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ 

สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ หรือ สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเทือกดอยตุงที่ระดับความสูง 1,520 เมตร จากระดับน้ำทะเล อยู่ใกล้กับทางแยกเส้นทางดอยตุงไปอำเภอแม่สาย เป็นที่รวมพันธุ์ไม้หายาก โดยเฉพาะกุหลาบพันปีหลากสี หลายสายพันธุ์จากนานาประเทศ  เอเซีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย

ในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ก็จะพร้อมใจกันผลิดอกออกใบกันสะพรั่งไปทั้งสวนราวกับเนรมิต ความงดงามตระการตาเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ไปเยือนให้อยากกลับไปอีกหลายๆ ครั้ง 

ช่วงที่เสี้ยวดอกขาวหรือชงโคขาวออกดอกบานสะพรั่ง กล้วยไม้ป่าอย่างเอื้องตาหืน เอื้องเงิน ม่อนไข่ ผลิดอกอยู่ตามลำต้นและกิ่งไม้ใหญ่ นกพื้นเมืองและสัตว์ต่างๆ ที่พากันกลับสู่พนาไพร ภายหลังฟื้นฟูป่า

เป็นสวนดอกไม้ที่รู้สึกได้ถึงความร่มรื่น ชุ่มชื้น สงบ ลึกลับและมีเสน่ห์ มีต้นไม้ใหญ่รูปทรงสวย โตขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับวันเวลาที่ผ่านไป ให้เงาร่มเย็นในเวลากลางวัน เงาไม้เขียวครึ้ม แสงแดดยามบ่าย ปุยเมฆขาวบนฟ้าสีคราม และเล่นกับแสงเงาจากดวงดาวในเวลากลางคืน ออกดอกที่บ่งบอกถึงฤดูกาล เหมาะกับสภาพอากาศเมืองเหนือ

ป่าบนดอยช้างมูบเป็นป่าเสื่อมโทรม จากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น ไม้ใหญ่ถูกตัดโค่นจนเป็นเขาหัวโล้น  เมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราฯ เสด็จ ทอดพระเนตรแต่หญ้าปกคลุม จึงมีพระประสงค์ที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ในปี พ.ศ. 2535 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนองพระราชดำริสร้างสวนรุกขชาติพื้นที่ 250 ไร่ บนดอยช้างมูบ เพื่อรวบรวมพันธุ์ไม้ที่เคยพบบนดอยช้างมูบ และเทือกดอยตุงขึ้นเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นถิ่นเอาไว้ พร้อมกับปลูกสนสามใบเป็นไม้เบิกนำ สร้างร่มเงา

ภายในจัดเป็นเส้นทางลัดเลาะ ไปใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ที่เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมือง และพันธุ์ไม้ป่าหายากจำนวนมาก ทั้งกล้วยไม้ดิน พญาเสือโคร่ง สนภูเขา และกุหลาบพันปีที่เป็นไม้เด่น และเน้นปลูกในสวนรุกขชาติแห่งนี้มากที่สุด

เส้นทางในสวนรุกขชาติ เดินตามไหล่เขาไปจนถึงระเบียงชมวิว มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลไปจนถึงชายแดนพม่าและลาว ไม่ไกลนักมีลำธารเล็กๆ น้ำไหลเย็นตลอดปี บนเนินด้านหน้าทางเข้าสวนรุกขชาติมีสถูปขนาดเล็กสูงประมาณ 3 เมตร สร้างบนก้อนหินใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนช้างหมอบ เรียกว่า สถูปช้างมูบ เป็นสถูปโบราณแต่ไม่ทราบประวัติที่แน่นอน คาดว่ามีอายุมากกว่า 100 ปี

ตรงระเบียงชมวิว คณะของเราทรุดตัวลงนั่งพักผ่อนอย่างชื่นใจกับบรรยากาศรอบข้าง สูดอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอด ผลัดกันถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง... ไม่มีใครรู้อนาคตว่าในกลุ่มของพวกเราจะมีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่ หรือว่าเหลือไว้แต่ความทรงจำของการได้ไปเยือนเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย.