Get Adobe Flash player

โฮม คัมมิ่ง ส่องวิถีไทย 1 ไปกับซีมายไทยแลนด์ เรื่อง.... วัลลภา ดิเรกวัฒนะ, สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์ ภาพ.... บุญญลักษณ์ เจริญกิจการ

Font Size:

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับบริษัท “ซีมายไทยแลนด์” จัด โฮม คัมมิ่ง กรุ๊ฟ ครั้งที่ 2 สำหรับชาวไทยในสหรัฐฯ ได้กลับไปเยือนบ้านเกิดเมืองนอน จำนวน 42 คน ได้สัมผัสวิถีไทยที่เชียงราย เชียงใหม่และสุโขทัย ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2561...

การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ แตกต่างกับการกลับไปเที่ยวบ้านครั้งก่อนๆ หรือการไป “ช้อปปิ้ง หาของกินอร่อยๆ เที่ยวภูเขา หรือชมเกาะแก่งกลางทะเลไทยที่สวยงามระดับโลก พักโรงแรมหรู เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการท่องเที่ยววิถีไทย สัมผัสชุมชนในพื้นถิ่น ที่รวมตัวกันเพื่อพึ่งพาตัวเองของชุมชน สร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรม การฟื้นกลับวัฒนธรรมพื้นถิ่น นำมารังสรรค์ใหม่ ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน แล้วแปรรูปเป็นเชิงพาณิชย์ ทำรายได้กลับสู่ชุมชน

คณะทัวร์ กำลังพาเราย้อนกลับไปสู่วิถีบรรพบุรุษ กลับไปเหลียวมอง “รากเหง้า” ของความเป็นเรา และความเป็นชนชาติไทย

แห่งแรก ที่จะพาท่านผู้อ่านไปคือ

อาณาจักรสุโขทัย...

สถานที่สำคัญ ที่คาดว่านักท่องเที่ยวชาวไทย ได้มีโอกาสมาเยือนก็เหมือนกับการก้าวไปสู่อดีตที่ผ่านมายาวนาน

เราขอพาท่านย้อนอดีตไปกับเราด้วย

สุโขทัย “รุ่งอรุณแห่งความสุข” ถือเป็นการเริ่มต้นยุคประวัติศาสตร์ชาติไทยแม้ก่อนหน้านั้นเราเคยมี “เมืองหลัก-เมืองหลวง” หรือชุมชนที่เก่าแก่กว่า แต่ก่อนหน้านั้นเรายังไม่มีอักษรใช้ ไม่มีการบันทึก ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน นอกจากอาศัย เรื่องเล่า ตำนาน จดหมายเหตุ ที่ชนชาติอื่นบันทึกไว้ หรือไม่ก็จากทรากสิ่งปรักหักพัง หรือคำนวนอายุด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ร่องรอยอดีตของ “สุโขทัย” อยู่ที่เมืองสำคัญสองเมือง คือ

หนึ่ง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

สอง อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองเชลียง หรือสวรรคโลก

สมัยเรียน ครูบอกว่าสุโขทัยมาจากคำว่า “สุข กับอุทัย” แปลว่ารุ่งอรุณแห่งความสุข สุโขทัยไม่ได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่โต แต่เป็นการรวมตัวของชุมชนที่ลุกขึ้นมาสู้กับอำนาจขอม สามารถปกครองตัวเองได้สำเร็จ

ตรงนี้หลายคนเคยสงสัยว่าชุมชนเล็กๆ สู้ขอมได้อย่างไร

แต่เมื่อเทียบเคียงด้วย พ.ศ. กับช่วงเวลา จะพบว่าอาณาจักรสุโขทัย เกิดขึ้นในช่วงที่ศูนย์กลางของ “ขอม” ในแถบ “ตอนเลสาป” กำลังเสื่อมอำนาจ และใกล้จะถึงวาระที่เรียกว่าล่มสลาย

หลังสมัย “พระชัยวรมันที่ 7” ขอมอ่อนแอ กษัตริย์หลังจากนั้นแทบจะไม่มีชื่อปรากฎในประวัติศาสตร์ และจบลงในสมัย “พระชัยวรรมปรเมศวร” ที่ละทิ้งพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 1974

แม้ปัจจุบัน “สุโขทัย” มีหลายสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ยังคงสืบค้น และหาหลักฐานมาสนับสนุน-โต้แย้ง ในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะกรณีหลักศิลาจารึก ประเด็นนางนพมาศ หรืออื่นๆ ฯลฯ แต่เรามองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความงดงามในการพัฒนาการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ที่จะต้องหาสิ่งที่ถูกต้องกันต่อไป

เพื่อให้เห็นภาพ.....มาดูจังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน ที่มีรูปร่างคล้ายๆ มันฝรั่งด้านตั้ง ตรงกลางจากเหนือจรดใต้ มีแม่น้ำยมไหลผ่าน ด้านใต้ตรงช่วงแม่น้ำ คือตัวจังหวัดในปัจจุบัน

ส่วนเมืองโบราณที่เป็นอาณาจักรสุโขทัยในอดีต อยู่ทางซ้ายของแผนที่ (ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ที่ปัจจุบันกรมศิลปากร ได้พยายามจัดตกแต่ง ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ปลูกต้นไม้ที่เชื่อว่ามีอยู่จริงในอดีต รักษาเค้าโครงเดิมไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางสัญจร ก็เป็นไปตามผังเมืองของเดิม จัดทำรายละเอียดของสถานที่ต่างๆ

ให้เห็นความเป็นอยู่ บ้านเรือน ไร่นา วัด วัง เพื่อความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวในการเรียนรู้

ถ้าไปยืนอยู่ตรงนั้น หากหลับตาจินตนาการ นึกภาพชีวิตประจำวันของผู้คน จะเห็นภาพอดีตที่สวยงาม เหมือนได้ย้อนเวลาไปสู่อดีตเกือบ 800 ปี

โบราณสถานสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ขอยกเอามาเล่าพอสังเขปคงต้องกล่าวถึง “วัดมหาธาตุ” ก่อน

“วัดมหาธาตุ”

เป็น “วัดหลัก” ในใจกลางของเมืองหลวงในยุคต่างๆ ตามคตินิยมของชาวพุทธในอินเดีย ที่มักอยู่ไม่ไกลจากวังของผู้ครองแคว้น ในยุคนั้นๆ

วัดมหาธาตุ  จะมีลักษณะบ่งบอกถึงความเป็นสุโขทัยที่ครบครัน ทั้งเจดีย์ประธานและลดหลั่นรองลงมาถึง 200 องค์ ยังมี มณฑป โบสถ์ วิหาร

ถ้าถามว่าโบสถ กับวิหารต่างกันอย่างไร ตอบว่าไม่ต่างกัน เพียงแต่โบสถมีได้หลังเดียว และจะมีใบเสมาล้อมรอบ มีการฝังลูกนิมิต (หรือมีน้ำล้อมรอบก็ได้) เพื่อกำหนดขอบเขตในการประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งการบวช ส่วนวิหารไม่มีใบเสมา ไม่มีการฝังลูกนิมิต จะมีกี่หลังก็ได้  

วัดมหาธาตุ มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรืออืกชื่อคือ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่มีเรือนยอดเหมือนดอกบัวตูม เป็นงานสถาปัตย์ที่ออกแบบโดยช่างชาวสุโขทัย ไม่ได้ลอกแบบมาจากยุคสมัยใด

ใครไปเมืองเก่าสุโขทัย ต้องไม่พลาดที่จะมาที่นี่

ที่ข้างวังจะมี “เนินปราสาท” ที่อาจเป็นวังเก่าของ “พ่อขุน” ในราชวงศ์พระร่วง แต่ปัจจุบันไม่ยืนยันชัดเจน บางตำราบอกว่าวังเก่าน่าจะสร้างด้วยไม้ และผุพังไปหมดแล้ว

อีกวัด ที่ถือว่าเป็นความสำคัญคู่กับเมืองหลวงทุกสมัย คือ “วัดราชบูรณะ” ถือเป็นวัดที่พระราชาโปรดให้ทำนุบำรุง (แต่ปัจจุบันที่นี่กลับเรียกเป็นวัดชนะสงคราม) และอยู่ใกล้กับ “หลักเมือง” ที่นี่มีเจดีย์ทรงระฆัง ตามแบบของอินเดียใต้

มาเที่ยวสองวัด ทำให้รู้จักเจดีย์อย่างน้อยก็สองแบบแล้ว

อีกวัดที่ต้องไปชมให้ได้คือ “วัดศรีสวาย”

สถาปัตย์ที่สำคัญคือ “ปรางค์สามยอด” และก็เชื่อว่าที่วัดศรีสวาย คือวิวัฒนาการ การสร้างพระปรางค์ จากปรางค์แบบขอม สู่ปรางค์แบบไทย

เป็นที่ทราบว่าดินแดนก่อนสุโขทัย เคยอยู่ใต้อำนาจของขอม ชาวขอมนับถือศาสนาฮินดู นับถือพระวิษณุ บ้างก็นับถือพระศิวะ เป็นเทพสูงสุด (ดูได้จากลัทธิไวษณพนิกายและไศวนิกาย)

ชอบสร้างพระปรางค์ (สถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างคล้ายฝักข้าวโพด) เพื่อจำลองเขาพระสุเมร ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา ในลำดับชั้นต่างๆ

ซึ่งมีองค์ประกอบคือ พระปรางค์ พระปราสาท และพระถนน

ชาวสุโขทัยเป็นนักออกแบบ นำปรางค์ขอม มาทำเป็นปรางค์ไทย ยกรูปพระปรางค์ให้สูงขึ้น ลดปราสาทด้านหน้า ให้เล็กลง ส่วนด้านอื่นๆ เหลือเป็นซุ้มทิศ ส่วนพระถนน เรียกเป็นถนนเฉยๆ โดยไม่มีคำว่า “พระ” นำหน้า

“วัดตระพังเงิน”

เป็นอีกวัดที่อยู่ใกล้กับวัดมหาธาตุ มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูม มีพระพุทธรูปปางลีลา และโบสถ์อยู่กลางสระน้ำ โดยใช้นำเป็นเขตพัทธสีมา เมื่อถ่ายภาพจะได้เงาตกทอดที่สวยงาม

นอกจากนี้ยังมี วัดสระศรี ศาลตาผาแดง ซึ่งล้วนอยู่ในกำแพงเมือง

“กำแพงเมืองสุโขทัย” เป็นกำแพงสามชั้น สองชั้นนอกเป็นคันดินสลับกับคูน้ำ ชั้นในประกอบด้วยคันดิน หุ้มด้วยศิลาแลงและอิฐ ใช้กำหนดขอบเขตเมือง ป้องกันข้าศึก และเป็นคันบังคับน้ำ เพื่อระบายน้ำไม่ให้ท่วมเมือง

การสำรวจทางโบราณคดี พบว่าการสร้างกำแพงเมืองทั้งสามชั้นนั้น คงสร้างในระยะเวลาที่แตกต่างกัน

ส่วนโบราณสถานนอกกำแพงเมือง ยังมีอยู่กว่า 100 แห่ง ที่ไม่ควรพลาดเช่น

“วัดศรีชุม”

ลักษณะเด่น คือเป็นที่ประดิษฐาน “พระอจนะ” เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยขนาดใหญ่มากๆ อยู่ภายในอาคาร ซึ่งเป็นเหมือนกำแพงขนาดใหญ่หนาถึง 3 เมตร ล้อมรอบ โดยไม่มีหลังคา

ผนังด้านซ้าย เจาะเป็นบันได ไปถึงด้านบน มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เพดานผนังมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเป็นเรื่องในชาดกต่างๆ มีจำนวน 50 ภาพ เรียงต่อเนื่องกัน ที่นี่ยังพบศิลาจารึกหลักที่ 2 หรือ “จารึกวัดศรีชุม” ด้วย

หากท่านนึกสนุก จะลึกลงไปในรายละเอียด ลองหาเวลาไปเที่ยว ถ้าได้พบกับ “อาจารย์กบ” ณรงค์ชัย โตอินทร์ “กูรู” ท้องถิ่น ที่มีเทคนิคยอดเยี่ยมในการบอกเล่าที่น่าฟัง สนุกกับเรื่องราวในอดีต ไม่น่าเบื่อด้วยภาษาถิ่นของชาวสุโขทัย ก็จะได้รับความรู้ที่น่าภูมิใจจนน้ำตาคลอเลยทีเดียว

เที่ยววันเดียวคงไม่หมด ขอยกเอามาเล่าเพียงย่นย่อ พอให้ยืนยันว่า บรรพบุรุษเราก็มีอารยธรรมที่สวยงาม มีความประณีตในวิถีชีวิต. (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)