Get Adobe Flash player

ระเบิดพลีชีพสตรี โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ประเทศศรีลังกา มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานของสองชนชาติ ตลอดระยะเวลา 24 ปี คือชาวกาลีส (ศรีลังกา) กับชนเผ่าทมิฬ ได้ก่อการกบฎเพื่อแบ่งแยกดินแดนให้เป็นรัฐอิสระ ตั้งขบวนการก่อการร้าย ใช้ชื่อว่า “ทมิฬ แบล็ค ไทเกอร์” หรือ ขบวนการพยัคฆ์ทมิฬ อีแลม ประกอบด้วยพวกฮินดูกับคริสเตียน อยู่ในรัฐทมิฬ ปาดู ใช้ผู้หญิงทำหน้าที่ระเบิดพลีชีพมากที่สุดในโลก

“เมนาเก” อายุได้ 15 ปี ตายายก็เสียชีวิตทั้งคู่ ลุงกับป้ารับไปเลี้ยงอย่างไม่เต็มใจ จนกระทั่งปี 2000 ขบวนการพยัคฆ์ทมิฬขาดแคลนนักสู้ ต้องการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ลุงกับป้าก็ผลักไสให้พ้นภาระไปเป็นทหารเกณฑ์...

เมนาเกถูกฝึก 7 เดือน อยู่ในค่ายที่เปรียบเสมือนบ้าน นอนในเตนท์ เรียนในห้องเรียนผนังคอนกรีต ล้อมรอบด้วยป่าทึบ พร้อมกับทหารเกณฑ์หญิงอีก 150 คน อายุวัยรุ่นถึง 20 เศษๆ แต่งชุดฝึกสีเขียว-เหลือง

กฎของค่ายฝึกทหาร ห้ามดื่มอัลกอฮอร์ สูบบุหรี่และห้ามเสพยาเสพย์ติด ห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์  “เวลูพิลัย ประภาการัน” หัวหน้ากบฎ ประหารชีวิตเพื่อนสนิทสองคน ที่ถูกจับได้ว่าลักลอบมีความสัมพันธ์ทางเพศ การแต่งงานถือเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมายของ เวลูพิลัย ปัจจุบันอายุ 53 ปี จนกระทั่งเกิดความรักนักโทษหญิง ซึ่งเป็นนักศึกษาเกษตรกรรมถูกพวกสมุนลักพาตัวมา   เขาจึงเปลี่ยนกฎหมายให้นายทหารอาวุโสแต่งงานได้ กำหนดอายุของผู้หญิงย่าง 35 ปี ผู้ชาย 40 ปี

ชีวิตประจำวันในแคมป์ของเมนาเก ต้องฝึกหนักอย่างน่าเบื่อหน่าย เริ่มตั้งแต่ตีสี่ วิ่งหนึ่งชั่วโมง ตีห้าดื่มน้ำชา ทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำหนึ่งถัง ออกกำลังแล้วเข้าห้องเรียน สอนวิธีการประกอบอาวุธหลายชั่วโมง จะถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด ผู้หญิงคนไหนเร็วที่สุดถือว่าชนะ ได้รางวัลเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา เมนาเกอยู่ระดับกลาง คนที่ช้าถูกลงโทษ ช่วงบ่ายเป็นการปลูกฝังความเชื่อนโยบายของขบวนการและหน้าที่ทหาร หลายครั้งเธอรู้สึกอ่อนเพลียจนเผลอหลับ ก็ถูกทำโทษให้วิ่งรอบแคมป์ 20 รอบ ประมาณ 18 ไมล์ หรือไม่ก็ให้กระโดดโลดเต้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีความรู้สึกอยากตายให้พ้นไปจากโลกนี้ บางครั้งเหน็ดเหนื่อยจนขยับตัวไม่ได้

เรียนการฝึกอาวุธชั่วโมงแรก ครูฝึกใช้ท่อนไม้แทนก่อนใช้อาวุธจริง ทุกคนรู้ว่าเป็นการฝึกเพื่อฆ่าคน สอนให้แลกด้วยชีวิตเพื่อให้ได้ประเทศกลับคืน เมื่อทุกคนเข้าไปร่วมกับพยัคฆ์ทมิฬแล้วต้องไม่คิดถึงเรื่องอื่นอีก ให้คิดแต่ว่ารัฐบาลศรีลังกาคือศัตรู ตัวเธอไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามดีหรือร้ายแค่ไหน แต่พยัคฆ์ทมิฬจะกรอกหูทุกวันว่า การที่พวกทิมฬถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม พวกนั้นจะต้องชดใช้ให้กับแผ่นดินของชาวทมิฬอย่างสาสมที่สุด

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ดูหนังของขบวนการเกี่ยวกับสงคราม หลายเรื่องเป็นของประเทศจีน บางเรื่องเป็นการแสดงของพวกทมิฬเอง โชว์ถึงการใช้อาวุธต่อสู้ วิธีฆ่า บางเรื่องแสดงถึงการพลีชีพของผู้หญิงที่กลายเป็นวีรสตรี

เรื่องคิดหนียากมาก คนที่พยายามก็หายสาบสูญไร้ร่องรอย และเสี่ยงอันตรายมาก เพราะเป็นป่าทึบ มีงูพิษและช้างป่าจำนวนมาก เวลาช้างเข้ามาใกล้ก็จะจุดไฟ เคาะกะละมังสังกะสีให้ช้างตกใจไม่เข้ามาเหยียบเตนท์ที่นอน ถ้าเมนาเกหนีแล้วจะไปอยู่ที่ไหนได้ ในเมื่อไม่มีญาติคนไหนยอมรับ ออกไปก็ต้องอดตาย

เมื่อการฝึกขั้นพื้นฐานสิ้นสุดลง ทหารเกณฑ์จะถูกพิจารณาส่งไปฝึกยังหน่วยอื่นๆ มีคอมพิวเตอร์ที่ให้เฉพาะพวกผู้หญิงที่เสียขาสองข้างจากการต่อสู้ได้เรียนรู้ เมนาเกถูกส่งไปที่หน่วยสืบราชการลับ ทำหน้าที่ตัดข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รวบรวมเป็นเรื่อง ซึ่งเป็นงานน่าเบื่อที่สุด

ต่อมาเมื่อมีการเซ็นสัญญาสงบศึกระหว่างรัฐบาลกับขบวนการ ช่วงนั้นไม่มีการต่อสู้ เมนาเกเขียนจดหมายถึงกองเลขาธิการของพยัคฆ์ทมิฬ ว่าต้องการเข้าร่วมเป็นมือระเบิดพลีชีพ ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ตัดสินใจก็เพราะเกิดความเครียดกับชีวิต เจ็บกระดูกสันหลังจากอุบัติเหตุตกจากรถแทรกเตอร์ในค่าย หมอบอกว่าพอแก่ตัวอาจเป็นอัมพาต เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร และมีผู้หญิงพลีชีพกันมากมายหลายคน

ใช้เวลาปีเศษกว่าเมนาเก จะได้รับการตอบรับให้ทำหน้าที่ มีการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบถึงความคิดอ่านด้านการเมือง ตามหลักของพยัคฆ์ทมิฬ จะยอมรับผู้ที่หัวรุนแรง ถูกล้างสมองให้เชื่อมั่นในนโยบายอย่างเหนียวแน่น

ปกติผู้หญิงในประเทศนี้มีสิทธิเสรีภาพน้อยมาก แต่พยัคฆ์ทมิฬใช้ผู้หญิงเป็นมือสังหารมากที่สุดในโลก เพื่อแสดงว่าผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ถ้าชายหนุ่มทำหน้าที่นี้ถือว่าเป็นเกียรติแก่ครอบครัวมากกว่าผู้หญิง ที่ยอมเข้าไปในสภาพที่หมดทางเลือก

หัวหน้าถามเมนาเกว่า... รู้ไหมที่สมัครเข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็นระเบิดคน ร่างกายจะต้องแหลกละเอียด ซึ่งเธอรู้ดีว่าฆ่าคนตายพร้อมกับตัวเอง แต่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เพราะเป็นการเสียชีวิตที่รวดเร็วมาก มีผู้หญิงคนแล้วคนเล่าที่ทำหน้าที่แล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย ในที่สุดก็ถึงคิว

เมนาเกฝึกการใส่เสื้อกั๊กบรรจุระเบิด การกระโดดขึ้นบนรถบัสหรือรถทรัคถ้าเป้าหมายอยู่บนนั้น เรียนรู้ถึงการเลือกจุดปฏิบัติการ เมนาเกไม่สนใจว่าจะทำให้คนที่ผ่านไปมาเสียชีวิตทั้งหมด เพราะการฝึกสอนให้มุ่งไปยังเป้าหมายที่เป็นศัตรู เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ ไม่มีเวลาที่จะคำนึงถึงเหยื่อผู้บริสุทธิ์ จะมีชีวิตก็แต่วันนี้ ไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไป ขณะที่เตรียมปฏิบัติการจะมีพวกพยัคฆ์ทมิฬคอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เปลี่ยนใจ

ปี 2006 หลังจากการเซ็นสัญญาสงบศึกเป็นปีที่ 4 การต่อสู้เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งทางตอนเหนือของศรีลังกา วันที่ 6 สิงหาคม เมนาเกถูกเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่ ก่อนถึงวันสำคัญ มือสังหารจะได้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อสุดท้ายกับหัวหน้าฝ่ายข่าว ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากหัวหน้าใหญ่ ชื่อ พ็อตตู อัมมัน ให้เมนาเกเลือกอาหารตามใจชอบ เธอเลือกไก่ ข้าวผัด แกงผัก และไอสครีมรสวานิลา วันนั้นเมนาเกได้รับการปฏิบัติอย่างดีเยี่ยมจากหัวหน้า ราวกับเป็นดาราภาพยนตร์

ขณะที่พูดถึง พ็อตโต หัวหน้าที่รูปหล่อ รูปร่างสูง น้ำเสียงของเมนาเกสดใสขึ้นมาเป็นครั้งแรก ได้ถ่ายรูปคู่กัน เมื่อเสียชีวิตแล้วภาพถ่ายของเธอจะถูกนำไปติดไว้ที่หอนาฬิกาในท้องถิ่น ล้อมรอบด้วยดอกไม้ พ็อตโต้บอกว่า เธอจะได้เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่

รางวัลที่ได้เป็นเงินให้กับน้องๆ ที่กำลังเรียน หรือสร้างบ้านให้ครอบครัว เมนาเกมีแต่ลุงกับป้าที่ทรยศ เธอจึงไม่ขอรับรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น

หลังจากเสร็จสิ้นจากการละเลียดอาหารมื้อพิเศษ พ็อตโตเปลี่ยนท่าทีเป็นงานเป็นการว่า...หวังว่าเธอคงทำงานสำเร็จ อย่าเปลี่ยนใจ แล้วอย่าให้ถูกจับได้ พวกเราจะเฝ้าดูตลอดเวลา...

วันรุ่งขึ้นเมนาเกไปหาซื้อเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ในวันสุดท้ายบนโลกมนุษย์ ความรู้สึกเศร้าโศกที่สุดเกิดขึ้นคือไม่มีโอกาสมีครอบครัวและมีบุตร ความแตกต่างระหว่างพวกทมิฬธรรมดา กับพยัคฆ์ทมิฬก็คือ ชาวทมิฬไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าตายเมื่อไร ส่วนพยัคฆ์ทมิฬก็มุ่งมั่นให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างหมายมั่น

ถึงวันที่จะต้องลงมือ เมนาเกเข้าพักที่โรงแรมราคาถูกในเมืองโคลัมโบ เช้าวันรุ่งขึ้นขึ้นรถประจำทางไปยังทำเนียบนายกรัฐมนตรี ขณะที่กำลังเดินจะเข้าไปใกล้ประตูใหญ่ ตำรวจ  3 นาย ที่รักษาการที่ป้อมก็ตรงเข้าตรวจสอบและจับกุมทันที ทำให้การทำหน้าที่พยัคฆ์ทมิฬต้องสิ้นสุดลง...    

เรื่องราวทั้งหมดที่ออกจากปากของเมนาเก ยากนักที่คนฟังที่มีจิตใจเป็นกลางจะไม่รู้สึกสงสารและเห็นใจ เล่าไปก็กัดเล็บไปจนกุดสั้นติดเนื้อ ใบหน้าชุ่มด้วยน้ำตาและเหงื่อ อนาคตที่รออยู่ก็เลวร้ายพอกับอดีต เพราะความผิดคดีนี้ เมื่อสองปีที่แล้ว รัฐบาลนำวิธีตัดสินด้วยการแขวนคอกลับมาใช้อีกครั้งกรณีระเบิดพลีชีพ เมนาเกซบหน้าลงร้องไห้สะอึกสะอื้น อ้อนวอนให้คอลัมนิสต์พาออกไปให้พ้นจากประเทศ...  

หลังจากที่สัมภาษณ์เมนาเกเรียบร้อย คอลัมนิสต์มีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์กับหัวหน้าพยัคฆ์ทมิฬ ว่ารู้สึกอย่างไรกับนโยบายที่ให้หญิงสาวเป็นมือระเบิดพลีชีพ ก็ได้รับคำตอบว่า ผู้หญิงที่พลีชีพเหล่านั้นไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่เป็นการสละชีพเพื่อชนเผ่าทมิฬ ส่วนสายสร้อยคริสตัลบรรจุไซยาไนท์ แม้แต่ตัวหัวหน้าเองก็ห้อยเช่นกัน เพื่อให้ความลับตายไปพร้อมกับตัว ไม่ว่าลูกชาย ลูกสาว หรือพ่อของเขาก็ยินดีตายดีกว่าต้องไปก้มหัวให้กับศัตรู...

ก่อนหน้าที่คอลัมนิสต์จะเดินทางกลับสองวัน มือระเบิดพลีชีพสองคนถูกจับได้ก่อนที่รถไฟจะเข้าสู่ชานชาลาสถานีโคลัมโบ โดยวางแผนให้เดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากที่เพิ่งลงจากรถไฟแล้วจัดการระเบิดตัวเอง แต่ทว่าหน่วยปราบปราบผู้ก่อการร้ายไปถึงก่อน.