Get Adobe Flash player

WOMEN DIED เหยื่อ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ฤดูร้อนปี 2002 เป็นประวัติศาสตร์การนองเลือดภายในค่ายฟอร์ด แบร็ก รัฐนอร์ธ แคโรไลน่า เมื่อผู้หญิงอเมริกัน 5 คน ถูกสามีที่เป็นทหารฆาตกรรมด้วยวิธีต่างๆ… เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมผู้บัญชาการ จึงไม่มีนโยบายที่จะปกป้องภรรยาของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้พ้นจากเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว…

เริ่มจากรายแรก วันที่ 11 มิถุนายน จ่าริโกเบอร์โต อายุ 32 ปี ใช้ปืนยิงภรรยา เทเรซ่า อายุ 28 ปี ถึงแก่ความตายแล้วยิงตัวตายตาม รายที่สอง วันที่ 9 กรกฎาคม จ่าซีดริค อายุ 28 ปี ถูกพิจารณาโทษที่วางแผนฆ่าภรรยา มาริลีน อายุ 32 ปี โดยใช้มีดแทงกว่า 50 ครั้ง ต่อมาอีก 10 วัน รายที่สาม จ่าวิลเลียม อายุ 36 ปี พาผู้บังคับบัญชาไปชี้ที่ฝังศพภรรยา เจนนิเฟอร์ ที่ถูกเขาบีบคอตายคามือ วันเดียวกันรายที่สี่ จ่าแบรนดอน อายุ 30 ปี ยิงภรรยา แอนเดรีย อายุ 29 ปี แล้วใช้ปืนยิงตัวเอง ในจำนวน 4 คน มี 3 คนเพิ่งกลับจากแอฟกานิสถาน

คำถามแรกที่ประชาชนทั่วไปอยากรู้คำตอบก็คือ… มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทหารหาญบางคนกลายเป็นฆาตกร เพราะเก็บความกดดันและความตึงเครียดจากสนามรบมาระบายกับคู่ชีวิต หรือว่าเป็นโชคชะตาของผู้หญิงอเมริกัน จากสถิติที่ถูกสามีหรือคนรักฆาตกรรม ประมาณเดือนละ 150 ราย มี 4 ราย ในค่ายทหาร แต่ไม่ว่าคำตอบคืออะไร… ทางกองทัพควรมีมาตรการที่จะช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์โศกสลดเกิดขึ้นอีก

ผู้บัญชาการก็เคยได้รับคำถามนี้ช่วงปลายปี 1990 เมื่อผู้สื่อข่าวรายงานความเหี้ยมโหดในครอบครัวของทหาร และผู้บังคับบัญชาก็เมินเฉยไม่ให้ความสำคัญ ทำให้สภาคองเกรสสนใจ ตั้งชุดสอบสวนพิเศษประกอบด้วยนายทหารจำนวนหนึ่งร่วมกับฝ่ายพลเรือน พิจารณาถึงสาเหตุเท่าที่ผ่านมา ปรากฏว่าจากการร้องเรียนเพียงปีเดียวมีมากกว่า 18,000 ราย แต่มีผู้ค้านว่าจะต้องมีมากกว่านี้ เพราะผู้หญิงบางคนไม่กล้าเปิดปาก

ถ้าผู้หญิงขอความช่วยเหลือจากภายนอก ก็จะเข้าไปอยู่ในบ้านฉุกเฉินอย่างปลอดภัย โดยทางสามีหรือผู้ใหญ่ในกองทัพไม่มีวันรู้ แต่ถ้ารายงานในค่าย ไม่ว่าจะเป็นหมอ นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำในกองทัพ รวมทั้งพระ จะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ…นั่นคือปัญหาใหญ่ในเมื่อไม่เป็นความลับ ก็ไม่สามารถช่วยผู้หญิงให้หลุดพ้นจากความทารุณได้อย่างถาวร และต้องจำยอมกับสภาพนั้นต่อไป

ถึงแม้ในปัจจุบันกองทัพเริ่มเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาก็ตาม แต่ทหารก็ถูกลงโทษสถานเบา ไม่เหมือนพลเรือนที่ถูกจำคุก เท่ากับว่าการตัดสินอยู่ที่เครื่องแบบ เพราะทหารเป็นระบบรวมกลุ่มปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและฉับพลันเป็นหลักใหญ่ ย่อมมาก่อนความปลอดภัยของผู้หญิง…

การนองเลือดในค่ายปี 2002 เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก แต่คดีฆาตกรรมไม่ได้เริ่มจากเดือนมิถุนายน ตอนต้นปี  ชาลามาร์ อายุ 24 ปี ถูก ดาเมน อายุ 27 ปี สามีแทงตายข้างถนน ซึ่งก่อนหน้านั้นตลอดเวลา 19 เดือน ชาลามาร์แจ้งความครั้งแล้วครั้งเล่าที่ถูกทุบตี เค้นคอ ลักพาตัว และข่มขืน 

ชาลามาร์รูปร่างสูง ผมดำตาดำ เป็นนักกรีฑาที่เก่งกาจสมัยเรียนไฮสกูลและคอลเลจ รู้จักกับดาเมนในเดือนสิงหาคม 1999 ที่ร้านอาหารทางด้านเหนือของนอร์ธ แคโรไลน่า เธอเป็นพนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์เและเรียนชีววิทยาที่ เมโธดิสต์ คอลเลจ…อีกไม่กี่เดือนก็ขนข้าวของไปอยู่กินฉันท์สามีภรรยากับดาเมน หนึ่งปีต่อมาให้กำเนิดลูกชายในเวลาเดียวกับดาเมนสมัครเป็นทหาร การทะเลาะเบาะแว้งซึ่งมีเป็นประจำก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งชาลามาร์แจ้งความ ดาเมนถูกตัดสินว่าทำผิด โดนทัณฑ์บน 12 เดือน ต้องรักษาทางจิตให้รู้จักระงับความโกรธเป็นเวลา 26 อาทิตย์

แม้จะมีปัญหาในครอบครัว แต่ชาลามาร์ก็ไม่เคยท้อถอย ทำงานในศูนย์สุขภาพอย่างขยันขันแข็ง และอยู่ในกลุ่มหาเงินทุนเข้าศูนย์ได้มากที่สุด เป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือและเอาใจใส่ทุกคนเท่ากันไม่ว่าโฮมเลสหรือคนมีสตางค์

เดือนกันยายน เธอตัดสินใจที่จะเลิกกับดาเมน โดยพาลูกชายไปอยู่กับแม่ มาเรีย ดาเมนก็ตามไปรังควาน มาเรียจึงร้องเรียนทางกองทัพโดยพูดใส่เทปสำหรับรับคำร้อง ว่าชีวิตของลูกสาวตกอยู่ในอันตราย ขอให้ช่วยเหลือโดยด่วน…9 เดือนผ่านไปก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่ผู้บังคับบัญชาอ้างว่าได้ลงโทษดาเมนให้เข้าคอร์สรับคำปรึกษาและไม่ให้ติดต่อกับชาลามาร์

ต่อมาอีกไม่กี่วัน ชาลามาร์ถอนแจ้งความเพราะทนคำหวานๆ ของดาเมนที่ขอแก้ตัวใหม่ไม่ได้ ทำให้ทางกองทัพปิดคดี

ที่น่าเศร้าก็คือ ทั้งชาลามาร์และผู้บังคับบัญชาคาดไม่ถึง แทนที่จะเข้าคอร์สตามคำสั่ง กลายเป็นเพิ่มความโกรธแค้นทวีคูณ…ชาลามาร์แจ้งความอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม ว่าดาเมนใช้มีดจี้ข่มขืนเธอที่บ้านแม่ และบังคับให้พาลูกชายกลับด้วยกัน พอถึงบ้านดาเมนก็จับมัดไว้กับเก้าอี้และข่มขืนอย่างวิตถาร แล้วสั่งให้ร่ำลาลูกชายว่าจะไม่ได้พบกันอีก

เช้าวันรุ่งขึ้น ดาเมนพาชาลามาร์ไปส่งลูกชายที่สถานเลี้ยงเด็ก แล้วเข้าไปในค่ายเพื่อสะสางงาน พอดาเมนคล้อยหลัง เธอก็ขอความช่วยเหลือจากตำรวจหญิงซึ่งพาเข้าไปในสำนักงานทันที

ตอนเย็นดาเมนรับลูกชายแล้วพาไปบ้านมาเรียเพื่อรอชาลามาร์ ระหว่างรอก็ใช้ปืนจี้มาเรียและลูกชายเป็นตัวประกันนานกว่า 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวชาลามาร์ไปพูดเกลี้ยกล่อมให้ยอมมอบตัว

ดาเมนต้องคดีอาญาหลายกระทง รวมทั้งเตรียมการลักพาตัว ข้อหาข่มขืน ให้ประกัน 200,000 เหรียญ แม่ของดาเมนประกันออกมาจากคุกวันที่ 10 มกราคม

13 มกราคม จีวอน พี่ชายของดาเมนซึ่งสนิทสนมกับชาลามาร์โทรศัพท์ชวนไปกินอาหารกลางวัน มาเรียอ้อนวอนไม่ให้ชาลามาร์ไปตามนัด แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิดไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน และสัญญาว่าจะโทรศัพท์รายงานทุกระยะ

เวลาประมาณบ่ายสามโมง ชาลามาร์ไปยังไม่ทันถึงร้านอาหาร ระหว่างทางมีพยานเห็นเธอยืนคุยกับผู้ชายคนหนึ่งข้างถนน ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนั้นตรงเข้าไปทุบตี แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงก็พบว่าชาลามาร์ถูกแทงที่คอและหน้าอกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

อีก 8 วัน ดาเมนถูกจับที่โมเต็ลในเมืองสปริง เลค ข้อหาวางแผนฆาตกรรมไว้ล่วงหน้า

มาเรียพูดด้วยความเศร้าโศกและคับแค้นใจว่า ถ้าหากทางกองทัพเห็นความสำคัญเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะนำไปสู่การฆาตกรรมอย่างง่ายดาย โดยรับตัวดาเมนเข้าไปขังในค่ายและไม่ให้ประกัน ลูกสาวก็คงไม่สังเวยชีวิตด้วยวัยเพียง 24 ปี.