Get Adobe Flash player

บิล คลินตัน ประธานาธิบดีในความทรงจำ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

เมื่อปี 2004 อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เขียนชีวประวัติตัวเองใน “My Life” ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายแต่กินใจ ยอดขายกว่า  10 ล้านเหรียญ...

แม้เวลาจะผ่านไปสิบกว่าปี เราก็ยังนึกถึงบุคลิกที่อ่อนโยน โอบอ้อมอารี มีความทรงจำที่ดีงามในอดีตอย่างลึกซึ้ง เวลาเดียวกันก็เข้มแข็งในเกมการเมือง สมกับที่เป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจ 8 ปี ขอนำเรื่องราวบางตอนมาเสนออีกครั้ง...

...ผมประสบความสำเร็จในเวทีการเมือง และได้เขียนหนังสือที่ดีที่สุดสักเรื่องหนึ่ง การที่ผมจะเป็นคนดีหรือไม่นั้น พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน ผมรู้ตัวว่าไม่ใช่คนดีที่สมบูรณ์แบบดังเช่นคนที่คอยสนับสนุนและเชื่อมั่น แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่ากับคำวิพากษ์วิจารณ์

ผมมีชีวิตครอบครัวที่เปี่ยมสุขกับภรรยา ฮิลลารี่ และลูกสาว เชลซี ถึงแม้ผมเคยมีมลทินเลื่องลือไปทั่วโลก แต่เราก็ยังดำเนินชีวิตครอบครัวต่อไปตามคำมั่นสัญญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก ผมชอบการเมือง โปรดปรานการพูดหาเสียงและการปกครอง พยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปในวิถีทางที่ถูกต้อง อยากให้ชีวิตของประชาชนมีโอกาสสมหวังกับความฝันที่วาดไว้อย่างสมบูรณ์

...ผมเกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1946 ที่เมืองโฮฟ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐอาร์คันซอร์ แม่ชื่อ เวอร์จิเนีย ตั้งชื่อให้ผมว่า วิลเลียม เจฟเฟอร์สัน ไบลท์ ที่ 3 ตามชื่อของพ่อ วิลเลียม เจฟเฟอร์สัน ไบลท์ จูเนียร์ พ่อเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1946 อายุ 28 ปี ขณะที่ขับรถไปหาแม่ที่อาร์คันซอร์ พ่อขับรถยนต์บูอิค ปี 1942 พอถึงรัฐมิสซูรี่ ยางหน้าขวาระเบิด รถเสียหลักร่างถูกเหวี่ยงกระเด็นตกลงไปในท่อระบายน้ำลึกสามฟุตที่หนองน้ำข้างทาง พ่อจมน้ำตายเพราะไม่สามารถช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากท่อได้

ภาพของพ่อมีน้อยมาก ตลอดชีวิตผมปรารถนาที่จะบรรจุสิ่งที่ขาดให้เต็ม อยากได้รูปถ่ายและรู้เรื่องราวสักเสี้ยวหนึ่งของพ่อผู้ให้ชีวิต ตอนที่ผมอายุ 12 ปี มีชายคนหนึ่งเข้ามาถามว่า ผมเป็นลูกพ่อใช่ไหม เพราะหน้าตาเหมือนมาก เท่านั้นก็ทำให้ผมมีความสุขยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่หลายวัน

แม่ย้ายไปฝึกพยาบาลที่นิวออร์ลีนเมื่อผมอายุได้ขวบเศษ เมืองที่มีชีวิตชีวาหลังสงคราม เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ขับกล่อมอย่างละมุนละไม แม่ทิ้งให้ผมอยู่กับตายาย เคยไปหาแม่กับยายทางรถไฟสองครั้ง ครั้งแรกอายุ 3 ขวบ ขากลับแม่ไปส่ง พอรถไฟเคลื่อนออกจากสถานี เห็นแม่คุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้จนตัวโยน พร้อมกับโบกมือให้ผมอย่างอาลัยอาวรณ์ ผมจำได้ติดตาเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน

แม่พบรักกับ โรเจอร์ คลินตัน ชาวเมืองฮ็อท สปริง อาร์คันซอร์ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อบูอิค แม่สวย มีเสน่ห์ โรเจอร์รูปหล่อ เคยหย่ามาสองครั้ง แม่ชอบโรเจอร์ตรงที่มีอารมณ์ขัน และเอาใจใส่ผม    โรเจอร์ออกค่ารถให้แม่ไปเยี่ยมผมที่โฮฟ และจ่ายค่ารถไฟให้ผมกับยายไปเยี่ยมแม่ที่นิวออร์ลีน ตาชอบโรเจอร์เพราะดีกับผมและตา แต่ยายไม่ชอบเลย

แม่แต่งงานกับโรเจอร์เมื่อเดือนมิถุนายน 1950 แม่อายุ 27 ปี ผมอายุ 5 ขวบ มีเพื่อนสนิทของโรเจอร์ไปร่วมงานสองคน แม่รับผมไปอยู่ที่บ้านไม้หลังเล็กๆ สีขาวของโรเจอร์ ผมเปลี่ยนสรรพนามเรียกโรเจอร์ว่า พ่อ อีกไม่นานผมก็เรียกตัวเองว่า บิลลี่ คลินตัน พ่อรักผมกับแม่มาก พาไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เป็นความทรงจำที่ยังกระจ่างชัด

แม้ว่าพ่อชอบสร้างปัญหาเวลาเหล้าเข้าปาก แต่ผมไม่เคยหยุดรักพ่อ พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี 1967 ส่วนแม่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มกราคม 1994 หลังกลับจากลาสเวกัส และโทรศัพท์คุยกับผมอย่างร่าเริงก่อนเข้านอน แล้วแม่ก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีก

...นิวออร์ลีนส์ ยังตรึงใจผมอยู่ไม่วาย ผมรักดนตรี อาหาร ผู้คน เป็นสถานที่เต็มไปด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ ตอนที่ผมอายุ 15 ปี ครอบครัวเลือกไปเวเคชั่น และที่กัลฟ์ โคสต์ ผมอยากฟัง อัล เฮิร์ท นักเป่าแตรที่ยอดเยี่ยม

ตอนแรกคนเฝ้าประตูไม่ยอมให้เข้าไปในคลับของอัล เพราะอายุน้อย แต่แนะนำให้ไปขออนุญาตจากอัล ซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ในรถที่มุมถนน พอผมเคาะกระจก อัลก้าวออกมาจากรถแล้วพาผมกับแม่ไปนั่งที่โต๊ะหน้าสุด แล้วเขากับคณะบรรเลงเพลงชุดที่ผมประทับใจที่สุด...อัล เฮิร์ท เสียชีวิตขณะที่ผมเป็นประธานาธิบดี ผมเขียนจดหมายถึงภรรยาของเขา บรรยายถึงความรู้สึกซาบซึ้งที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งเมตตาต่อผมขณะยังเยาว์วัย

ช่วงไฮสกูล ผมเป่าแซกโซโฟน นึกถึงครั้งที่ไปนิวออร์ลีนส์ อายุ 21 ปี ผมได้ทุนโรดส์ จากสอบสัมภาษณ์ถึงความรู้สึกว่านิวออร์ลีนส์คือบ้านแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ไปประชุมด้านกฎหมายพร้อมกับฮิลลารี่ 2-3 ครั้ง พักที่โรงแรมเล็กๆ ที่เฟรนช์ ควอเตอร์ ช่วงหาเสียงเป็นประธานาธิบดี ชาวนิวออร์ลีนส์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นกับชัยชนะที่ผมได้รับ และเชื่อว่าได้เสียงจากรัฐหลุยเซียน่าจำนวนมาก

แม้ว่าผมได้ไปประเทศต่างๆ ที่เลิศล้ำในโลก แต่นิวออร์ลีนส์ก็ยังคงความพิเศษอยู่ในใจของผมเสมอ...ดื่มกาแฟชมทิวทัศน์แม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ฟังดนตรีไพเราะจับใจของ แอรอน และ ชาเมน เนวิลล์ นึกถึงผู้อาวุโส ที่พรีเซิร์ฟเวชั่น ฮอลล์ ประทับใจกับ อัล ฮาร์ท

เวลาเช้าตรู่เคยวิ่งออกกำลังไปทั่วเฟรนช์ ควอเตอร์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความทรงจำเกี่ยวกับแม่ที่เป็นแม่เหล็กทำให้ผมเดินทางไปตามเสียงเพรียกของมิสซิสซิปปี้สู่นิวออร์ลีนส์...

มีนักร้องคนหนึ่งที่แม่รักนักหนาคือ เอลวิส เพรสลีย์ ผมร้องเพลงได้เกือบทุกเพลง จนเพื่อนในทีมเรียกผมว่า เอลวิส เพื่อนหญิงส่งผ้าพันคอของเอลวิส พร้อมลายเซ็นซึ่งเธอได้ตั้งแต่อายุ 19 ปี มาให้ ผมเก็บไว้ในห้องดนตรีที่บ้าน และเอลวิสเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก

สมัยที่ผมเป็นผู้ว่าการรัฐฯ เพื่อนคนหนึ่งเป็นอัยการ พาน้องสาวคนเล็กที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายไปดูเอลวิสร้องเพลงที่เมืองเมมฟิส พอเอลวิสรู้ข่าวก็ให้สองคนพี่น้องนั่งแถวหน้าสุด หลังจากแสดงคอนเสิร์ตจบแล้ว เอลวิสพาน้องสาวเพื่อนผมขึ้นไปบนเวที ชวนพูดคุยซักถามอย่างน่าเอ็นดู ผมไม่มีวันลืมความรู้สึกที่ตื้นตันในคืนนั้น และขอสารภาพว่าจนถึงวันนี้ผมก็ยังรักเอลวิสเหมือนเดิม...

...หลังจากที่ประธานาธิบดีคลินตันก้าวออกจากทำเนียบขาวเมื่อปี 2000 ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า เมื่อกลายเป็นอดีตประธานาธิบดี จะมีทางเลือก 3 ทาง หนึ่ง เล่นกอล์ฟ สอง ใช้ชีวิตที่เหลือกับความฝันว่ายังเป็นประธานาธิบดีอยู่ สาม หาสิ่งใหม่ๆ ทำเพื่อให้มีชีวิตชีวา

คลินตันเดินทางไปยัง 68 ประเทศ และเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ 140 แห่ง ทำให้ประชาชนชาวโลกเข้าใจว่า ทำไมอดีตประธานาธิบดีคลินตัน กับ จอร์จ เอช บุช ถึงได้เลือกทำประโยชน์ตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากทั่วโลก ก่อนหน้านี้คือสึนามิ ล่าสุดคือ แคทริน่าที่นิวออร์ลีนส์ สถานที่คลินตันมีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย ขับรถตระเวนทั่วเมืองดูความเสียหายที่ทำลายความทรงจำที่สวยหรูให้กลายเป็นความเศร้าอย่างสุดแสนเสียดาย

เมื่อปี 2004 คลินตันต้องผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ หลายคนคิดว่าคงจะทำให้ความกระตือรือร้นลดลง แต่ทว่าไม่มีอะไรมาหยุดยั้งความตั้งใจที่เคยมี เดินทางไปประเทศจีนเพื่อเยี่ยมเยียนผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นหนึ่งใน 19 ประเทศที่ประชาชนเป็นโรคเอดส์กันมาก คลินตันชักจูงผู้อำนวยการเภสัชกรรม ขอให้ยารักษาโรคเอดส์ถูกลง และให้ทุนรักษาคนหนุ่มสาวหลายพันคนในประเทศเขมรและรันดาเป็นเวลาหนึ่งปี คลินตันปรากฏตัวทางสถานีโทรทัศน์พร้อมกับเด็กชายที่มีเชื้อเอชไอวี โดยโอบกอดให้กำลังใจตลอดรายการ

ส่วนเรื่องอื้อฉาวกับ มอนิก้า ลีวินสกี้ อดีตประธานาธิบดีกล่าวว่า...ในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ครั้งหนึ่งได้ประสบกับความอับอายอย่างที่สุดไปทั่วโลก ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหลือที่จะปิดบังอีกต่อไป ถือเป็นการปลดเปลื้องตัวเองให้เป็นอิสระ สามารถยืนหยัดเพื่อชนะมาร ซึ่งก็ได้ผ่านพ้นสภาวะนั้นมาแล้ว.