Get Adobe Flash player

อารมณ์ชั่ววูบของแม่ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ความรักของแม่ที่มีต่อลูก เป็นรักที่บริสุทธิ์โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แต่ความพยายามทึ่จะวาดอนาคตลูกของตัวเองให้สูงส่ง เป็นการแข่งขันที่หนักหน่วงที่สุด...

นับตั้งแต่แรกเกิด ต้องเลือกโรงเรียนที่มีชื่อเสียง หวังว่าวันหนึ่งลูกจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่กลับกลายเป็นความกดดันอย่างรุนแรง หากลูกไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมหรือไม่ได้อย่างใจแม่  ทำให้นำไปสู่การฆาตกรรมอย่างน่าสลดใจ...

ตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ประชาชนระดับกลางส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลชั้นดี ผู้ปกครองจัดตั้ง “ชมรมรวมมารดา” เลียนแบบระบบของประเทศที่จัดระดับกลุ่ม โดยยึดอาวุโสเป็นตัวกำหนด สมาชิกในชมรมจะเสนอชื่อบุคคล มีการเลือกเฟ้นอย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้า ผู้เป็นสมาชิกต้องสละเวลาจากการดูแลครอบครัว ไปร่วมประชุม สังสรรค์ มีกิจกรรมในวันหยุดตามสวนสาธารณะ เวลาเดียวกันก็ปล่อยให้พวกลูกๆ ได้ใกล้ชิดสนิทสนม วิ่งเล่นด้วยกัน วันเปิดเรียนเด็กที่แม่อยู่ในชมรม ก็รวมตัวเป็นกลุ่มที่โรงอาหารของโรงเรียน

แม่และเด็กที่จะสมัครเป็นสมาชิกใหม่ ต้องปรากฏตัวครั้งแรกในวันแรกของสัปดาห์ ด้วยเครื่องแต่งกายแสดงถึงเป็นคนมีระดับ เดินเข้าไปหาแม่และเด็กรุ่นเก่าอย่างนอบน้อม โค้งตัวลงต่ำที่สุด แม่รุ่นเก่าโค้งรับแล้วกล่าวว่า ยินดีต้อนรับเข้าชมรม แต่ถ้าคนแรกไม่เป็นที่ถูกใจก็จะส่งผ่านไปให้สมาชิกคนต่อไปพิจารณา มีแม่บางคนไปโค้งทุกวันตั้งแต่เวลาสิบโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์กว่าสมาชิกจะยอมรับเข้ากลุ่ม

ชีวิตในชมรม เต็มไปด้วยความวิตกกังวล พวกแม่ๆ ต่างรุ่มร้อน เกิดความเครียดกับการที่จะให้ลูกได้เรียนอย่างมีเกียรติในโรงเรียนอนุบาล เด็กบางคนอายุแค่สองขวบก็ต้องสอบเข้า ผู้หญิงหลายคนพยายามถ่ายทอดความมีคุณค่าของตัวเองไปให้ลูก แต่ต้องมีกำลังพอในการจ่ายค่าเล่าเรียนให้ได้เรียนสูงที่สุด ฉะนั้นรากฐานเบื้องต้นของเด็กจึงสำคัญมาก

มีนักเขียนคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ชมรมที่ตั้งขึ้นมา แสดงถึงความเป็นแม่ที่ไม่รู้จักโต ยังติดยึดในวัยรุ่น ไม่มีการยอมรับ ดูถูกคนอื่น แสดงถึงความมีอิทธิพลของพวกอันธพาล และยังตั้งตัวเป็นหัวหน้าอีกด้วย

พวกสมาชิกอ้างถึงความสำคัญของการจัดตั้งชมรมว่า มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา พวกเขาจะยอมรับคนที่เป็นแม่ ก็ต่อเมื่อลูกเข้ากับเด็กคนอื่นๆ ได้ ทุกคนเป็นเพื่อนที่ไว้วางใจกัน มีการสับเปลี่ยนเวรรับส่งเด็กตามจุดต่างๆ และพาเด็กไปเรียนว่ายน้ำ

การอบรมเลี้ยงดูเด็กในวัยนี้ของพ่อแม่กลายเป็นเครื่องหมายชี้บ่งถึงอนาคตของลูก แม่จึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะส่งลูกของตัวเองให้สูงที่สุด แต่มีแม่บางคนไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิก ทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ลงมือฆ่าเพื่อนของลูกด้วยความเจ็บแค้น และคดีแบบนี้ไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว

...เมื่อปี 2006 มิเอะ ทานิกูชิ อ่อนเพลียจากอาการนอนไม่หลับเป็นเวลา 2-3 คืน มีความรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นเดียวกับแม่อีกหลายคน เพื่อนสนิทของเธอมีลูกสาวเรียนชั้นอนุบาล แต่มิตรภาพห่างเหินออกไป เมื่อเพื่อนได้รับเข้าเป็นสมาชิกชมรมแต่มิเอะไม่ได้ เธอเกรงว่ามีผลทางด้านจิตใจของลูกสาววัย 5 ขวบ ที่จะทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง 

มิเอะเคยตั้งมั่นว่าถ้าได้รับการยอมรับจากสมาชิก ก็ถือว่ายกระดับเป็นชนชั้นกลาง ลูกสาวจะได้อยู่ในอีกชนชั้นหนึ่ง มีอนาคตที่ดี มีงานทำและมีโอกาสได้แต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะ หรือมียศฐาบรรดาศักดิ์

แต่ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องง่ายตั้งแต่เริ่มต้น สมาชิกในชมรมทุกคนแสดงอาการรังเกียจ ดูถูกว่ามิเอะเป็นชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่ที่ญี่ปุ่น แตกต่างทางวัฒนธรรมจนยากที่จะเข้าใจกันได้ แล้วลงความเห็นว่าเธอเป็นคนนอก แม้ว่าสามีของมิเอะจะมีตำแหน่งหน้าที่ดีในบริษัทผลิตสินค้าก็ตาม  

เช้าวันเกิดเหตุมิเอะขับรถไปส่งลูกสาวและเด็กร่วมชั้นของลูกอีก 2  คน ซึ่งนั่งนิ่งๆ ที่เบาะหลัง งัวเงียเพราะเพิ่งตื่นนอน ต่างก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถ เธอเห็นอาการของเด็กทั้งสองก็คิดว่า เป็นท่าทีที่เฉยเมย ไม่พูดคุยกับลูกสาวของเธอ จึงเกิดอารมณ์โกรธแค้นขึ้นมากระทันหัน

มิเอะแตะเบรค เลี่ยงรถเข้าจอดข้างทาง เอื้อมมือหยิบมีดหั่นปลาคมกริบจากกระเป๋า ขณะที่เด็กทั้งสองส่งเสียงกรีดร้องอย่างตกใจ เธอใช้มีดแทง ด.ญ.วากานะ 19 ครั้ง ด.ญ.จิน 13 ครั้ง อย่างบ้าคลั่ง ไม่ใส่ใจเสียงร้องห้ามอย่างหวาดกลัวของลูกสาว เสร็จแล้วก็ลากตัววากานะเหวี่ยงลงข้างทาง โยนร่างของจินลงไปในคลองชลประทาน เวลาผ่านไปสามสิบนาที มีคนผ่านมาให้ความช่วยเหลือ เด็กทั้งสองเสียชีวิตที่โรงพยาบาลทั้งคู่

ตำรวจพบมิเอะอยู่ในอาการช็อค ร่างกายเปื้อนเลือด นั่งอยู่ในรถกับลูกสาว ห่างจากที่เกิดเหตุ  35 ไมล์ จากการสอบปากคำ เธอพร่ำถึงความเสียใจที่ไม่ได้รับเข้าเป็นสมาชิก เหตุผลนั้นไม่ใด้รับความเห็นใจจากสื่อมวลชน ในแง่ของข่าวแสดงถึงภาพของฆาตกรเลือดเย็น

แต่คดีนี้มีผู้หญิงหลายคนเห็นใจกับความรู้สึกกดดันว่ามีผลมาก บางคนอาจไม่ถึงระดับที่จะต้องลงมือฆาตกรรม แต่ก็หวุดหวิดใกล้เคียงประเภทห่างกันแค่ก้าวเดียว

อีกคนหนึ่ง มิทซูโกะ ยามาดะ ย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในระดับคนชั้นกลาง สามีไม่ใช่นักธุรกิจ คุณค่าของเธอจึงแตกต่างจากคนอื่น เวลาร่วมกิจกรรมในสวนสาธารณะ เธอให้ความเมตตากับเด็กทุกคน ช่วยปลอบโยนเวลาเด็กร้องไห้ แต่ก็ยังรู้สึกถึงความเหินห่าง แม่คนอื่นๆ มีรถเข็นเด็กที่ทันสมัย ส่วนเธอมีรถจักรยานมีที่นั่งสำหรับลูกสองคน ซึ่งดูดีในท้องถิ่นเดิม แต่ถูกโดนวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในละแวกนี้                                   

มิทซูโกะได้รับเลือกเป็นสมาชิก ได้สนิทสนมกับหัวหน้าชมรม จึงรื่นเริงในงานเลี้ยงต่างๆ  แต่ต่อมาต้องอกตรมขมขื่นเมื่อลูกสาวของหัวหน้า ฮารูน่า สอบเข้าโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียงได้ แต่ลูกของเธอสอบเข้าไม่ได้ จากนิสัยเดิมของมิทซูโกะที่มีเมตตา ก็เกิดความรู้สึกว่าเหมือนถูกไล่ออกจากกลุ่ม ลูกสาวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเล่นในกองทรายกับเพื่อนๆ  ไม่ให้เข้าแถวผลัดกันเล่นชิงช้า ส่วนลูกชายก็ไม่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนั้น เธอจึงเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานอย่างเห็นได้ชัด

ในที่สุดมิทซูโกะก็เกิดอารมณ์เช่นเดียวกับ มิเอะ เธอดึงตัวลูกสาวของหัวหน้าชมรม ออกจากสนามเด็กเล่นในโรงเรียนไปที่ห้องน้ำสาธารณะ แล้วดึงผ้าพันคอของเด็กหญิงออกมารัดคอจนตายคามือ

อีกสี่วันต่อมา มิทซูโกะเข้ามอบตัว ในศาลเธอแสดงถึงความเสียใจในสิ่งที่ทำลงไป ว่าได้เอาชีวิตของเด็กหญิงบริสุทธิ์ นำความโศกเศร้าให้กับครอบครัว มิทซูโกะถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ปรากฏว่าคดีของมิทซูโกะได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างคาดไม่ถึง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้รับจดหมายกว่าหนึ่งพันฉบับจากคนที่เป็นแม่ มีข้อความระบายถึงความอ้างว้าง ท้อแท้และพ่ายแพ้เช่นเดียวกับมิทซูโกะ

นักจิตวิทยา ให้ความเห็นว่า ในวัฒนธรรมแบบนี้ ความสนใจของคนส่วนใหญ่คือสถานะทางสังคมของสามี โรงเรียนที่เด็กเรียน และฐานะทางครอบครัว ทำให้คนจำนวนมากที่ด้อยกว่าต้องเผชิญกับการดูถูกเหยียดหยามจนสติแตก

สังคมญี่ปุ่นควรให้กำลังใจมารดาอายุน้อยทุกคน มิฉะนั้นจะเกิดคดีอย่างเช่น มิทซูโกะกับมิเอะ ขึ้นอีก เพราะความกดดันเป็นเรื่องที่ทนกันไม่ได้  ผลสุดท้ายแม่ที่รักลูกก็ลงมือทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง และคนที่จะต้องรับช่วงความเจ็บปวดต่อไปในอนาคตก็คือลูกของตัวเอง 

...ถ้าคนเป็นแม่ไม่คิดที่จะขีดทางให้ลูกเดิน ไม่กำหนดอนาคตที่สูงส่ง ไม่เปรียบเทียบกับลูกของคนอื่น เพียงแต่สั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี ตั้งใจเรียนให้สำเร็จ มีงานทำ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะนำความภาคภูมิใจให้กับแม่ได้ และเรื่องโศกเศร้าทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น.