Get Adobe Flash player

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมแตกแยก ? โดย Super Pat

Font Size:

คุณๆแฟนคลับทั้งหลายคะ วันนี้มาคุยเรื่องใกล้ตัวกัน ดิฉันได้รับอีเมล์และโทรศัพท์จากแฟนคลับหลายๆคนให้เขียนบทความเกี่ยวกับ "สาเหตุการแตกแยกของสังคมไทย" เพราะเขาเบื่อและเซ็งที่เห็นคนไทยทะเลาะกันโกรธกันใส่ร้ายป้ายสีกันด้วยเรื่องการแข่งขันชิงดีชิงเด่น กล่าวร้ายใส่ความเท็จทั้งในสังคมออนไลน์ ทั้งตัวบุคคล ไร้เหตุผลไม่เป็นเรื่อง เค๊าอยากเห็นสังคมในชมรมคนไทยมีความสุขรักใคร่สามัคคีกันจริงๆ และเนื่องจากว่าผลงานต่างๆของดิฉันในแต่ละวันยุ่งอยู่กับความสุขรื่นเริงบันเทิงใจเป็นนิจสินจึงโทรศัพท์มาพุดคุยด้วย หาใช่ว่าดิฉันจะเป็นผู้รู้ซะเมื่อไร ทั้งๆที่ตัวดิฉันเองก็ถูกว่าร้ายและถูกกระแนะกระแหนเป็นประจำ แต่ความที่เป็นคนคิดบวก ไม่สนใจขยะขี้ปากคน ประจวบกับชอบอ่านหนังสือธรรมมะ อ่านข้อเขียนของผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เพื่อนำมาปฎิบัติยกระดับ ชำระล้างจิตใจตัวเองให้สูงขึ้น สะอาดขึ้นและสบายใจ มีความสุขมากขึ้น ซึ่งมักจะได้ผลดีตามลำดับ จึงอยากแบ่งปันสิ่งที่ทำแล้วดี มีความสุขให้ผู้อื่นบ้าง เขาว่ามันเป็นกุศลนะ

นับว่าเป็นความโชคดีของดิฉัน เพราะทุกครั้งที่ได้ยินได้อ่านได้เห็นสิ่งอะไรที่ไม่ดี ทำร้ายว่าร้ายไม่สร้างสรรค์ จะมีความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ ไม่สบายตัว ทำให้ไม่อยากฟัง ไม่อยากอ่าน ด้วยจิตใจที่พอจะสะอาดอยู่บ้างจะผลักขยะที่เปรียบเสมือนยาพิษไม่ให้เข้ามารบกวนรกรุงรังจิตใจ เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารขยะทุกครั้งจะป่วยไม่สบายผะอืดผะอม ทำให้ต้องทานแต่อาหารสุขภาพกลายเป็นสิ่งดีๆสำหรับร่างกายแทน เลยกลายเป็นผลดีทั้งร่างกายและจิตใจ

สังคมของชุมชนไทยที่มีอยู่หลายแสนคนในแดนไกลโดยเฉพาะที่แอลเอนี้ น่าเสียดายผู้ที่ออกมาตามงานต่างๆมีไม่ถึง 1,000 คนด้วยซ้ำไปและส่วนมากมักเป็นผู้สูงวัยอายุเหยียบ 60 ปี กันทั้งนั้น รวมตัวกันเป็น องค์กรณ์ สมาคม ชมรม มากมาย ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี มีคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ชอบแบบเดียวกัน วิชาชีพเดียวกันมาอยู่ร่วมกัน และแต่ละสมาคมต่างมีความเอื้ออาทรช่วยเหลือกันและกัน นำประโยชน์มาสู่ชุมชน ย่อมเป็นสิ่งดี ทำให้เกิดความรักสามัคคีซึ่งกันและกัน

แต่สิ่งที่น่ารังเกียจ คือมีผู้เฒ่าบางคนที่ลืมอายุว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว(ยังดีที่มีไม่กี่คน)แทนที่จะทำดีต่อกันเพราะเหลือเวลามีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นานแล้ว แต่กลับมีจิตใจคับแคบ อิจฉาริษยา ทำตัวเป็นบ่างช่างยุ ยึดถือความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่ใช้เหตุผลว่าสิ่งใดถูกหรือผิด ยุยงให้สังคมแตกแยก ด้วยการใช้คำพูดส่อเสียด เหน็บแนม ปั้นน้ำเป้นตัว ยุให้คนทะเลาะกัน อาจเป็นเพราะเวลาว่างมาก หรือเป็นสันดาน ก็เหลือเดา ซึ่งดิฉันเชื่อว่าไม่นานเกินรอตัวตนที่แท้จริงของคนชนิดนี้ก็จะสำแดงให้สังคมรู้แจ้งเห็นจริงเอง..

จึงขอนำเอาบทความดีๆให้ข้อคิดมาลงให้อ่านกัน หากผู้ใดมีบุญบารมีพอคงพอจะช่วยชำระล้างจิตใจพวกจิตตกให้สะอาดขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

"การพูุดส่อเสียด" คำๆนี้ก็มีผู้เข้าใจผิดกันมาก ถึงความหมายที่แท้จริง ก่อนหน้าเรามักเข้าใจว่า พูดส่อเสียดคือพูด กระแนะกระแหนผู้อื่น เจตนาพูดส่อเสียดเหน็บแหนม กระทบกระเทือน ถากถาง เย้ยหยันให้ผู้อื่นได้รับความเสียใจ คับแค้นใจ ขุ่นเคือง โกรธ อับอาย มีความทุกข์ นับได้ว่าเป็นบุคคลผู้ประพฤติไม่ดี ไม่เรียบร้อย เข้าข่ายเป็นผู้กล่าวคำเท็จ ... ผู้กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ เป็นผู้พูดส่อเสียด  คือ ได้ฟังแต่ข้างนี้แล้วนำไป บอกข้างโน้น ... และกล่าววาจาที่เป็นเครื่องทำให้แตกกันเป็นพวก ถือได้ว่า เป็นผู้มีวาจาหยาบ คือกล่าววาจาหยาบที่เป็นโทษ ... เป็นผู้กล่าวไร้ประโยชน์ คือ พูดในเวลาที่ไม่ควรพูด พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร.

***การเอาเรื่องของอีกคน ไปเล่าให้อีกคนฟัง และกล่าววาจาให้แตกแยกกัน เป็นผู้พูดส่อเสียด  และสังคมที่กำลังแตกแยกก็เพราะ พูดส่อเสียด...มาจาก"กิเลศมาร"ที่อยู่ในตัว การที่เราจะกำจัด"กิเลสมาร"ได้มีเพียงหนทางเดียว นั่นคือ ต้องอาศัยความเคารพในครูบาอาจารย์ อาศัยความอดทนที่จะฝึกความละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด อาศัย ความอดทนต่อการกระทบกระทั่งในการทำงานเป็นทีม และอาศัยความอดทนในการนั่งสมาธิ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าจะทำให้เป็นนิสัย เราต้องทำด้วยความมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นการที่เราจะสู้กับ"กิเลสมาร"ได้ เราก็ต้องมี ความเคารพ ความอดทน และฝึกตนด้วย ความมีวินัย ไม่ทำตามใจตัวเอง เมื่อเรามีคุณธรรมทั้งสามเป็นพื้นฐาน บารมีอย่างอื่น บุญอย่างอื่นก็จะไหลเข้ามาเอง สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเองมีบุญบารมีเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ก็ให้ดูง่าย ๆ ว่า เวลาเกิดการกระทบกระทั่ง หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ให้เราสังเกตตัวเราว่า ยังมีความ อดทนดีอยู่หรือไม่ ยังมีความเคารพในครูอาจารย์ดีอยู่หรือไม่ ยังรักษาความมีวินัยดีอยู่หรือไม่

ถ้าเรายังรักษาคุณธรรมทั้งสามนี้ไว้ได้อย่างดี ก็แสดงว่าคุณธรรมได้เพิ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรม ที่จะเห็นได้เด่นชัดเป็นพิเศษ ก็คือ ความอดทนในการรักษาความดี ซึ่งตรงกับ พุทโธวาทที่ว่า ขันติเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสอย่างดียิ่ง เมื่อเราทำได้ดังนี้ ไม่ว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งอย่างไร เกิดความขัดแย้งอย่างไร เราก็จะสามารถรักษาใจให้สุขุมเยือกเย็นไว้ได้ เมื่อกิเลสไม่สามารถออกฤทธิ์ในจิตใจเราได้ ปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ จะถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่เสียคุณธรรมความดี และสามารถระงับเหตุร้ายทั้งปวงไว้ได้ พลิกจากสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นดีโดยไม่ก่อบาปก่อเวร ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

(บทความบางส่วนนี้ได้มาจากหนังสือธรรมะบ้าง อินเตอร์เน็ทบ้าง ขอยกเครดิตดีๆนี้ให้ผู้นำมาเผยแพร่ค่ะ)

หากคุณๆแฟนคลับ อ่านแล้ว เข้าใจแล้ว ลองนำไปปฎิบัติและเผยแพร่ต่อๆไปดูนะคะ จะทำให้สังคมนี้ รัก สามัคคี ปรองดอง เกื้อกูลช่วยเหลือกันดีขึ้น ฟังดูแล้้ว สวยงาม น่าอยู๋ น่าจะมีความสุขจริงๆ และจะทำให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้นนะเจ้าคะ อดไม่ได้ที่จะมอบคาถาเมตตามหานิยมของนางกวัก ให้ท่องไว้เสมอ  จะทำให้อายุยืน ไร้โรคา หน้าตาแจ่มใส คนเห็นคนรัก คนเห็นคนหลงเลยเชียวละ นั้นคือ.......

"คิดดี ทำดี พูดดี" ท่องไว้ทุกวัน รับรองได้ผลทันตา