Get Adobe Flash player

โทษ VS ประโยชน์ของทุเรียน โดย Super Pat

Font Size:

เดือนนี้ไปไหนมาไหนจะได้ยินแฟนคลับเพื่อนฝูงคุยฟุ้งให้ฟังถึงเรื่องทุเรียนที่ขายตามตลาดเอเซียต่างๆ มีการทำข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนอร่อยมากๆฝีมือครูเปิ้ล วาสินี ธรรมปัญญา ครูจิตอาสาของโรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยแอลเอนำมาแจกในงานการกุศล พร้อมข้าวเหนียวมะม่วง และขนมตาโก้สาคูแสนอร่อย ดิฉันจึงไปค้นคว้าโทษและประโยชน์ของทุเรียนมาให้เป็นอาหารสมองของแฟนคลับผู้อ่าน ซึ่งบางคนคงทราบแล้วแต่หลายๆคนคงยังไม่ทราบ มีรูปแฟนคลับคนดังกำลังปอกทุเรียนอย่างทุลักทุเลให้หนุ่มน้อยลูกครึ่งไทยที่ชอบทานทุเรียนเป็นชีวิตจิตใจมาฝากให้ชมกันด้วย เป็นใครดูกันเองนะคะ

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อยู่วงศ์ฝ้าย ในสกุลทุเรียน (แต่นักอนุกรมวิธานบางท่านจัดให้ทุเรียนอยู่ในวงศ์ทุเรียน) ทุเรียนจัดว่าเป็นราชาผลไม้ไทย โดยเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน โดยลักษณะของผลทุเรียนจะมีขนาดใหญ่ ผลรีถึงกลม และมีเปลือก( สีเขียวถึงสีน้ำตาล) ที่ปกคลุมไปด้วยหนามแข็ง ผลทุเรียนอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางของผลยาวถึง 15 ซม. น้ำหนักโดยทั่วไปประมาณ 1-3 กิโลกรัม และมีเนื้อที่นำมารับประทานเป็นสีเหลืองซีดจนถึงสีแดง ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์

ประโยชน์ของทุเรียนทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด แต่มีเพียง 9 ชนิดเท่านั้นที่สามารถรับประทานได้ ได้แก่  Durio zibethinus, Durio dulcis, Durio grandiflorus, Durio graveolens, Durio kutejensis, Durio lowianus,Durio macrantha, Durio oxleyanus และ Durio testudinarum แต่มีเพียงสายพันธุ์ Durio zibethinus ชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และชนิดนี้ก็แบ่งแยกย่อยไปอีกมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและปลูกกันมากก็คือ พันธุ์หมอนทอง ชะนี กระดุมทอง และพันธุ์ก้านยาว เป็นต้น

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่กลิ่นเฉพาะตัว โดยเนื้อในจะเหมือนคัสตาร์ด มีรสชาติคล้ายอัลมอนด์ สำหรับบางคนนั้นบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นหอม แต่ในขณะที่บางคนกลับมองว่ามันมีกลิ่นเหม็นรุนแรงจนถึงขั้นสะอิดสะเอียนเลยทีเดียว (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขาห้ามนำทุเรียนเข้าไปในโรงแรมและการขนส่งสาธารณะ) ทุเรียนนั้นเราสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและห่ามแล้วแต่คนชอบ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ทำอาหารได้อย่างหลากหลาย แม้แต่เมล็ดก็รับประทานได้แต่ต้องทำให้สุกก่อน เชื่อเหลือเกินว่าทุเรียนน่าจะเป็นผลไม้สุดโปรดของคนไทยหลายๆ คน อีกทั้งประโยชน์ของทุเรียนก็มีไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นๆ เลยด้วยนะคะ เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุหลายชนิด สารในกลุ่มคาโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล รวมไปถึงสารประกอบซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ซึ่งทำให้ทุเรียนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หลายคนชื่นชอบ (แต่ในขณะเดียวกัน อีกหลายคนกลับรังเกียจกลิ่นของมัน) กินแล้วทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย อาจเกิดอาการร้อนในได้ หากบริโภคมากเกินไป โดยเฉพาะถ้ากินทุเรียน แล้วดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนตามเข้าไปด้วย ร่างกายจะยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ อาจส่งผลรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้เลยค่ะ…แต่ทราบมั้ยคะว่ากำมะถันตัวเดียวกันนี้เองค่ะที่ทำหน้าที่อีกด้านเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยฆ่าเชื้อให้ร่างกายได้ด้วยล่ะค่ะ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบว่าหากรับประทานทุเรียนหมอนทองที่สุกพอดีๆ วันละไม่เกิน 1 พู จะช่วยลดระดับไขมัน ลดคอเลสเตอรอล ช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ด้วยค่ะ ขอเน้นอีกครั้งค่ะว่ามันสำคัญที่ปริมาณที่บริโภคจิงๆ นะคะ ไม่งั้นก็ได้ผลในทางตรงกันข้ามแหงๆ ค่ะ

ดังนั้นปัญหาที่เป็นอุปสรรคใหญ่ถึงใหญ่มากๆๆๆๆๆ ของการกินเพื่อลดคอเลสเตอรอล ก็คือ เมื่อเริ่มกินแล้วมันมักจะหยุดไม่ได้นี่สิคะ ก็แหม่…รสชาติของทุเรียน ไม่ว่าจะเป็นก้านยาว หมอนทอง ชะนี หลงลับแล หรือสายพันธุ์อะไรก็แล้วแต่ มันช่างอร่อยเกินห้ามใจจริงๆ นี่คะ กราฟน้ำหนักตัวของพวกเราจึงพุ่งขึ้นแบบไม่หยุดเหมือนกัน ถ้าไม่อยากรับประทานให้กลายเป็นโทษ ก็ควรยั้งมือบ้างนะคะ ซื้อแบบเป็นแพ็คเล็กๆ…แบ่งกินหลังมื้ออาหารมื้อละ 1-2 เม็ด อิ่มพอดีๆ มีประโยชน์กับร่างกายแน่ๆ ค่ะ ว่าแล้วก็อยากกินขึ้นมาทันที คงต้องขอตัวออกไปหาทุเรียนมากินทิ้งทวนก่อนที่จะต้องรอไปอีกตั้ง 1 ปีกว่าจะถึงฤดูกาลหน้าอีกครั้งดีกว่าค่ะ ฟิ้ววววววว

สรรพคุณของทุเรียน

1..ช่วยทำให้ฝีแห้ง (เนื้อทุเรียน) 2..สรรพคุณทุเรียนช่วยแก้โรคผิวหนัง (เนื้อทุเรียน) 3..สารสกัดจากใบและรากทุเรียนใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วยการใช้น้ำจากใบวางบนศีรษะของผู้ป่วยจะช่วยลดไข้ได้ (ราก, ใบ) 4..ทุเรียนมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วง (ราก) 5..สรรพคุณของทุเรียนช่วยขับพยาธิ (ใบ, เนื้อทุเรียน) 6..ทุเรียนทุเรียนมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน (ใบ) 7..ช่วยทำให้หนองแห้ง (ใบ) 8..ช่วยแก้ตานซาง (เปลือก) 9..ช่วยรักษาโรคคางทูม (เปลือก) 10..ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (เปลือก) 11..ช่วยแก้ฝี (เปลือก) 12..ช่วยรักษาแผลพุพอง (เปลือก) 13..ใช้สมานแผล (เปลือก) 14..เปลือกทุเรียนใช้ไล่ยุงและแมลง (เปลือก)

ประโยชน์ของทุเรียน

ทุเรียนพันธุ์หมอนทองสามารถช่วยลดระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลได้ เพราะทุเรียนสายพันธุ์นี้มีสารโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และมีเส้นใยที่ช่วยลดไขมันได้ แต่ว่าต้องรับประทานแค่ 1 พูต่อวัน (นพ.กฤษดา ศิรามพุช) เนื่องจากทุเรียนมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทอง) การบริโภคทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการเกิดโรคในมนุษย์ได้ เช่น โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น

แม้ทุเรียนจะมีไขมันมากก็ตาม แต่ก็เป็นไขมันชนิดดีที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย เส้นใยของทุเรียนมีส่วนช่วยในการขับถ่ายให้สะดวกยิ่งขึ้น

ประโยชน์ทุเรียน ผลสามารถนำมาแปรรูปหรือทำเป็นขนมหวานได้หลายชนิด เช่น ลูกกวาดโบราณ, ขนมไหว้พระจันทร์, ขนมปังสอดไส้, ไอศกรีม, มิลก์เชก, เค้ก, คาปูชิโน, ข้าวเหนียวทุเรียน, เต็มโพยะก์, ทุเรียนดอง, ทุเรียนแช่อิ่ม, ทุเรียนกวน, ทุเรียนกรอบ, แยมทุเรียน ฯลฯ

ทุเรียน ประโยชน์ของเมล็ดทุเรียนสามารถรับประทานได้ โดยนำมาทำให้สุกด้วยวิธีการคั่ว การทอดในน้ำมันมะพร้าว หรือการนึ่ง โดยเนื้อในจะมีลักษณะคล้ายกับเผือกหรือมันเทศแต่เหนียวกว่า

    ใบอ่อนหรือหน่อของทุเรียนสามารถนำมาใช้ทำอาหารบางอย่างคล้ายกับผักใบเขียวได้เช่นกัน

    เปลือกทุเรียนสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการรมควันปลา

    ประโยชน์ของทุเรียน เปลือกสามารถนำมาผลิตทำเป็นกระดาษได้ ซึ่งจะมีเส้นใยเหนียวนุ่มและเหนียวกว่าเนื้อกระดาษสา

    ในประเทศอินโดนีเซียมีการนำดอกทุเรียนมารับประทาน

สำหรับความเชื่อในบ้านเรานั้น การปลูกต้นทุเรียนไว้ในบริเวณบ้าน (ปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) เชื่อว่าผู้อยู่อาศัยจะเป็นผู้มีความรู้ แก่วิชาการเรียน หรือเป็นผู้รู้มาก เพราะคำว่าทุเรียนมีเสียงพ้องกับเกี่ยวกับการเรียนนั่นเอง

โทษของทุเรียน : เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงและยังอุดมไปด้วยไปด้วยไขมันและกำมะถัน ผลไม้ชนิดนี้จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะหากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ทำให้เกิดร้อนในอีกด้วย และสำหรับบุคคลทั่วไปควรจะบริโภคแต่น้อย และยังมีความเชื่อโบราณที่ห้ามให้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีดันโลหิตสูงรับประทานทุเรียน และไม่ควรรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ เพราะเป็นของร้อนทั้งคู่ เดี๋ยวจะหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มีได้ !

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)