Get Adobe Flash player

7 วันมหัศจรรย์การท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ตอน(3) โดย Super Pat

Font Size:

วันที่ 4 คณะเรามุ่งหน้าไปที่  Crazy Horse หนุ่มนักรบผู้กล้าหาญของชาวอินเดียแดงเผ่าซูเพื่อให้เกียรติยกย่องผู้ที่ปกปักรักษาแผ่นดินของตนเองอย่างไม่กลัวตาย

เครซี่ ฮอร์ส (Crazy Horse) เจ้าม้าคะนอง ประวัติศาสตร์/สังคม, อินเดียน, อเมริกา

ดินแดนฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลาก่อนหน้าที่คนผิวขาวจะเข้าไปตั้งรกรากนั้น เป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองเผ่าใหญ่น้อย นับร้อยเผ่า พวกเขาถูกชาวผิวขาวเรียกรวม ๆ กันว่า ชนอเมริกันอินเดียน หรือ ชาวอินเดียนแดงชาวอินเดียนในอเมริกาเหนือแตกต่างกับชาวอินเดียนในอเมริกาใต้ พวกเขาไม่มีอารยธรรมที่ใหญ่โต เหมือนอย่างพวกอินคา หรือ แอ็ซเท็ค กลุ่มชนอินเดียนในอเมริกาเหนือดำรงชีวิตโดยอิงอยู่กับธรรมชาติ พวกเขาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ ทำกสิกรรมขนาดเล็ก และดำรงชีวิตอย่างสงบสุข จนกระทั่งคนผิวขาวเข้ามาถึง วิถีชีวิตอันสงบสุขของพวกเขาก็จบสิ้นลง อินเดียนหลายเผ่าต้องพบกับผู้รุกรานที่ละโมบและโหดร้าย

คนผิวขาวต้องการที่ดินของอินเดียนเพื่อทำกสิกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งต้องการขุดทองในเขตแดนของอินเดียน พวกเขาขับไล่และกวาดล้างเจ้าของถิ่นเดิมอย่างโหดเหี้ยม  ชาวอินเดียนหลายต่อหลายเผ่าลุกขึ้นสู้ แม้ว่าจะต้องพ่ายแพ้ แต่นักรบหลายคนก็ได้สร้างตำนานการต่อสู้จนกลายเป็นวีรกรรมที่แม้แต่ผู้รุกรานผิวขาวยังอดประทับใจไม่ได้ และหนึ่งในบรรดาวีรบุรุษผู้ปกป้องดินแดนที่เป็นที่น่าจดจำที่สุดก็คือ เจ้าม้าคะนอง หรือ เครซี่ ฮอร์ส (Crazy Horse)

เครซี่ ฮอร์ส หรือที่เรียกกันในภาษาอินเดียน ว่า ตาชันเก้  วิทโก (Tashunke witko) เกิดในปี ค.ศ.1845 ที่แม่น้ำรีพับลิกัน ผู้ที่เคยพบเห็นเขา กล่าวว่า  เครซี่ ฮอร์ส มีบุคลิกที่สง่างาม เข้มแข็งแต่ก็แฝงด้วยความอ่อนโยน มีความกล้าหาญและมีอุดมการณ์ที่สูงส่ง  เครซี่ ฮอร์สเป็นชาวเผ่าซู (Sioux) ซึ่งเป็นอินเดียนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังคนมากที่สุด

เมื่อเครซี่ ฮอร์สมีอายุได้ 21 ปี เขาก็ได้กลายเป็นนักรบคนสำคัญของเผ่า ในตอนนั้น เผ่าซูส์เริ่มเผชิญกับปัญหาการเข้ามาของชนผิวขาว อันที่จริงแล้วตั้งแต่สมัยที่เครซี่ ฮอร์สยังเป็นเด็กนั้น ในดินแดนของพวกซูส์ก็มีคนผิวขาวเข้ามากันบ้างแล้ว ซึ่งโดยมากจะเป็นพวกทหารและพ่อค้าที่เข้ามาทำการค้ากับชนพื้นเมือง ในตอนนั้น ชนเผ่าซูส์ซึ่งส่วนใหญ่จะมีนิสัยที่ค่อนข้างซื่อสัตย์  ตรงไปตรงมา มักถูกพ่อค้าชาวผิวขาว ที่ละโมบ เอารัดเอาเปรียบเป็นประจำ และนั่นทำให้ชาวซูส์หลายคนไม่ไว้ใจคนผิวขาว

สำหรับเครซี่ ฮอร์ส แม้ไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แต่เขาก็เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้นำของกลุ่มนักรบหนุ่ม  ในการโจมตีครั้งแรกที่ ป้อม ฟิลล์ เคียนีย์ อันเป็นผลมาจากนโยบายใหม่นั้น เขาได้รับมอบหมายให้โจมตีกลุ่มคนตัดไม้ เพื่อล่อให้พวกทหารที่อยู่ในป้อมออกมา ขณะที่กำลังนักรบหกร้อยคนหมอบรอดักโจมตีอยู่ ความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ ทำให้เขาได้รับการเลื่อนขั้นจากหัวหน้าของเขา บรรดาหัวหน้าต่างยกย่องให้เขาเป็นนักรบที่กล้าหาญที่สุดของเผ่า

สำหรับสถานการณ์ตอนนั้น  มีชาวผิวขาวจำนวนมากอพยพเข้าไปในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา คนเหล่านี้มุ่งหวังชีวิตที่ดีกว่า ในช่วงแรก พวกนี้ยังไม่สร้างปัญหาให้กับชนพื้นเมืองเจ้าของถิ่นเดิม แต่เมื่อผู้อพยพมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีการค้นพบแหล่งทองคำในดินแดนภาคตะวันตก ทำให้รัฐบาลสหรัฐเริ่มส่งทหารเข้ามาและนำไปสู่การปะทะกับชนพื้นเมืองในรูปแบบของสงครามกองโจรหลายครั้ง

หลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1865  รัฐบาลสหรัฐได้หันมาให้ความสนใจกับนโยบายขยายอาณาเขตเข้าไปในภาคตะวันตกมากขึ้น ชนพื้นเมืองหลายเผ่าถูกกวาดล้าง ส่วนผู้ที่รอดชีวิตก็ถูกผลักดันออกจากแผ่นดินเดิมของตน ให้เข้าไปอยู่ในเขตสงวนที่ถูกจัดเอาไว้  สำหรับเผ่าซูส์นั้นก็มีการกระทบกระทั่งกับคนผิวขาวมาโดยตลอดดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  แต่สถานการณ์ก็เข้าขั้นรุนแรงเมื่อมีการค้นพบแหล่งทองคำที่ เนินดำ (Black hill)  อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าซูส์  โดยชาวซูส์ทุกกลุ่มเชื่อกันว่า ที่นั่นเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเขา

ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ก็มีนักขุดทองจำนวนมากเดินทางเข้าไปที่นั่นและเกิดการปะทะกับนักรบเผ่าซูส์  รัฐบาลสหรัฐจึงส่งนายพล จอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ พร้อมกำลังทหารจำนวนหนึ่งมาที่เนินดำ โดยอ้างว่าเพื่อมาคุ้มครองเนินดำจากการบุกรุกของนักขุดทอง

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง คัสเตอร์และทหารของเขากลับไม่ได้ทำการใดๆเพื่อที่จะผลักดันคนขาวออกไป ในทางตรงกันข้ามเขากลับรายงานถึงทองคำปริมาณมหาศาลที่ขุดพบที่เนินดำ ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐจึงส่งตัวแทนมาเจรจากับชนเผ่าซู เพื่อขอซื้อเนินดำ เผ่าซู ซึ่งมีหัวหน้า ซิทติ้ง บูลล์ หรือ โยตันก้า กาตันก้า เป็นตัวแทนได้ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล  ซิทติ้งบูลล์ก้มลงหยิบดินขึ้นมาจำนวนหนึ่งและกล่าวกับตัวแทนรัฐบาลว่า “เพียงฝุ่นหยิบมือเดียว เราก็ไม่ขาย ที่นี่เป็นแผ่นดินของเรา หากคนขาวรุกรานเข้ามา เราก็จะสู้ ”

เมื่อทราบคำตอบ รัฐบาลสหรัฐ ก็ส่งกำลังทหารจำนวนมาก นำโดยนายพลครู้ด พร้อมทั้งนายพลคัสเตอร์และกรมทหารม้าที่7 อันได้ชื่อว่าเป็นหน่วยรบที่ดีที่สุดของกองทัพบกสหรัฐในเวลานั้น เข้าโจมตีพวกซูส์ทันที  ในปี ค.ศ. 1875  กองทหารของนายพลครู้ด หรือ ที่ชาวอินเดียนเรียกว่า จิ้งจอกสีเทาได้เข้ากวาดล้างค่ายอินเดียนต่างๆ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำพาวเดอร์ พวกเขาเผากระโจมและสังหารเด็กและผู้หญิงจำนวนมาก  พวกที่เหลือหนีการไล่ล่าขึ้นไปรวมตัวกันทางเหนือกับ ซิทติ้ง บูลล์   เครซี่ ฮอร์ส และกัลล์ มือขวาของซิทติ้ง บูลล์

หลังจากนั้น เครซี่ ฮอร์ส และกัลล์ได้ทำการดักโจมตีกำลังของนายพลครู้ด ที่ไล่ตามมา  เครซี่ ฮอร์ส ใช้กลยุทธ์ล่อให้ทหารข้าศึกไล่ตามและแยกกำลังพวกนั้นเป็นส่วนๆ เขาสั่งให้นักรบควบม้าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง หลังจากกำลังทหารที่ไล่ตามแยกกำลังกัน เครซี่ ฮอร์ส ก็รวมกำลังฝ่ายตนเข้าบดขยี้ข้าศึกทีละส่วนจนแตกพ่ายไป

ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1876 ชาวอินเดียนกว่าหนึ่งหมื่นคนได้ไปรวมกำลังกับ ซิทติ้งบูลล์ โดยในจำนวนนี้เป็นนักรบเกือบสามพันคน อินเดียนทั้งหมดได้อพยพไปตั้งค่ายโดยตั้งกระโจมเรียงรายอยู่ตลอดริมฝั่งแม่น้ำลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น แต่อีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง นายพลคัสเตอร์พร้อมกองทหารม้าที่เจ็ดซึ่งจำนวนหกร้อยกว่าคนก็ตามมาถึง พวกเขาบุกเข้าโจมตีในตอนเช้ามืด โดยเข้าทะลวงค่ายพวกซูส์ ขณะยังไม่ทันรู้ตัว ทหารม้าของคัสเตอร์สังหารชาวอินเดียนไม่เลือกว่าผู้หญิงหรือเด็ก

ท่ามกลางความวุ่นวาย ซิทติ้งบูลล์ และ กัลล์ ได้พยายามรวบรวมนักรบที่กำลังแตกหนีให้หันหน้า เข้าต้านทานกำลังของข้าศึก ทหารม้ากองหน้าที่นำโดยพันเอกรีโนบุกตีเข้ามาแต่ก็ถูกนักรบของกัลล์ ตีโอบปีกทั้งสองข้างจนต้องล่าถอย

ขณะนั้นนายพลคัสเตอร์ก็นำกำลังส่วนใหญ่บุกข้ามแม่น้ำเข้ามา ซิทติ้งบูลล์สั่งให้เหล่านักรบกระจายกำลังดักซุ่มรอพวกทหารเข้ามาในวงล้อม เวลาเดียวกันนั้นเอง เครซี่ ฮอร์ส ก็นำกำลังจากอีกฝั่งหนึ่งเข้ามากระหนาบทหารม้าของคัสเตอร์  เมื่อหมดหนทางถอย คัสเตอร์จึงนำกำลังที่เหลือขึ้นไปยึดพื้นที่บนเนินเขาไว้ แต่วงล้อมของนักรบซูส์ ก็บีบเข้ามาเรื่อย ๆ พวกทหารถอดเอาอานม้าและสัมภาระมาวางเป็นที่กำบังแต่ก็เปล่าประโยชน์  พวกอินเดียนกระชับวงล้อมและระดมยิงเข้ามาเรื่อย ๆ จนในที่สุด ก่อนเย็นวันนั้น คัสเตอร์และกำลังทหารอีก 267 นายเองก็ถูกสังหารจนหมดส่วพวกอินเดียนสูญเสียนักรบไปเพียงหนึ่งร้อยหกสิบคนเท่านั้น

ทว่าเมื่อเครซี่ ฮอร์สและนักรบของเขามาถึงป้อมโรบินสันในเนบราสก้า เมื่อปี ค.ศ. 1877  เพื่อมอบตัวกับกองทัพ มีทหารมาเชิญ เครซี่ ฮอร์สไปที่กองบัญชาการ โดยอ้างว่าจะพาไปทำข้อตกลง ทว่าเมื่อเข้าไปในห้องแล้ว พวกทหารกลับเข้ามารุมทำร้ายเขา  เครซี่ ฮอร์ส ชักมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มออกมาและจะฝ่าวงล้อม แต่ทหารคนหนึ่งใช้ดาบปลายปืนแทงเขาที่ด้านหลัง เขาทรุดฮวบลงและสิ้นใจโดยก่อนที่จะตายเครซี่ฮอร์สได้เปล่งเสียงร้องออกมา ซึ่งในภายหลังถ้อยคำที่เขาเปล่งออกมาก่อนตายกลายเป็นบทเพลงแห่งความตายที่มีชื่อเสียงของเผ่าซูส์

ด้วยเหตุนี้เองนักรบผู้กล้าแห่งเผ่าซูที่กองทัพสหรัฐไม่เคยเอาชนะได้แม้เพียงครั้งเดียว ก็จบชีวิตลงเมื่ออายุได้เพียงสามสิบห้าปี  นับเป็นความอัปยศครั้งหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ของกองทัพสหรัฐ ในคืนนั้น เสียงร่ำไห้ก็ดังระงมมาจากค่ายของชนพื้นเมือง

วันรุ่งขึ้น พ่อแม่ของเครซี่ ฮอร์ส นำเกวียนมารับศพลูกชายกลับมายังค่าย หลังจากนั้นชาวซูส์ทั้งหมดถูกสั่งให้อพยพไปยังดินแดนแห้งแล้งทางตะวันตกฉียงเหนือ ระหว่างการเดินทางพ่อแม่ของเครซี่ ฮอร์ส หลบหนีจากขบวนและนำเอาหัวใจและกระดูกของเครซี่ ฮอร์สมาฝังไว้ที่ลำธารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า วูนเดดนี

แม้จะพ่ายแพ้ แต่ในฐานะลูกผู้ชาย  เครซี่ ฮอร์ส ก็ได้ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินแม่อย่างกล้าหาญ เยี่ยงวีรบุรุษที่สมควรได้รับการยกย่อง เรื่องราวของเขากลายเป็นตำนานไม่เฉพาะแต่ในหมู่ชาวอินเดียน ทว่ายังเป็นที่จดจำในหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย(เรียบเรียงจาก www.indians.org)

น่าสงสารเหล่าบรรดานักรบชาวอเมริกันและอินเดียแดงที่ต้องจบชีวิตลงเพื่องแย่งชิงดินแดนกันและกันเราแวะทานอาหารเย็นพร้อมทั้งฉลองวันเกิดให้คุณสโไวท์ที่เกิดวันนี้พอดีก่อนเช็คอินเข้าพักที่โรงแรม พบกันใหม่ฉบับหน้า จะพาไปเที่ยว อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ค่ะ