Get Adobe Flash player

ความทรงจำเกี่ยวกับ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ (2) โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

(1) พ่อผู้เสด็จจากสวรรค์มาจุติในโลก และได้เสด็จกลับไปสู่สวรรค์แล้ว เปรียบเสมือนชีวิตและวิญญาณของชาติไทย พระองค์ทรงเป็นทุกอย่างที่ทำให้แผ่นดินนี้ก้าวล่วงผ่านวิกฤติมาได้ทุกครั้ง แต่..ก่อนเสด็จสู่สวรรค์ท่านก็ได้วางหลัการณ์พื้นฐานและการทำงาน 23 ขั้นตอนเป็นทรัพย์มรกดกตกทอดแก่ลูกหลานไทยจากวันนี้และตลอดไป ดังนี้
1.จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ
2.ระเบิดจากภายใน
3.แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
4.ทำตามลำดับขั้น
5.ภูมิสังคม(พื้นฐานมวลชนและสิ่งแวดล้อม) ภูมิศาสตร์ และสังคมศาสตร์ในเชิงวิชาการ
6.ทำงานแบบองค์รวม โดยคิดความเชื่อมโยง ทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง
7.ไม่ติดตำรา
8.ประหยัด
9.ทำให้ง่าย
10.การมีส่วนร่วม
11.ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม 12.บริการที่จุดเดียว (วันสตอปเซอร์วิส)
13.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
14.ใช้อธรรมปราบอธรรม เช่น ใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ
15.ปลูกป่าในใจคน
16.ขาดทุนคือกำไร
17.การพึ่งตนเอง
18.พออยู่พอกิน
19.เศรษฐกิจพอเพียง
20.ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน
21.ทำงานอย่างมีความสุข
22.ความเพียร
23.รู้ รัก สามัคคี(นี่คือหัวใจของหลักการณ์ทั้งหมด)
(2) ความจำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่ง ถ้าเป็นประสพการณ์เทียม คือ เรียนรู้หรือฟังเขาเล่ามา จะไม่ทำให้เรารู้สึกวูบวาบหรือสะดุ้งเหมือนกับสิ่งนั้นๆเราได้ประสพมาด้วยตนเอง ยามเมื่อเราได้ประสพซ้ำๆ ก็จะเกิดอาการดังกล่าวเสมอไป
เมื่อเกือบหกสิบปีมาแล้ว ขณะที่ผมได้ยื่นมือออกไปรับพระราขทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่หัว ณ ห้องประชุมใหญ่มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอมือผมได้จับใบปริญญาบัตร ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนกระแสไฟฟ้าไหลเข้าร่างกายของผมวาบใหญ่ทีเดียว ผมรู้สึกตัวพองดีใจเป็นสุดที่จะกล่าว นั่นคือพระบารมีของท่านประสาธน์ให้ผ่านมาทางใบปริญญาบัตรนั้น จนผมเกิดความปิติและตั้งปณิธาน ณ นาทีนั้นว่า ผมจะทำงานทุกอย่างจากพระบารมีนี้โดยสุจริตธรรมตลอดชีวิตนี้ เพื่อฉลองพระมหากรุณาธิคุณให้สำร็จให้จงได้
และ..ผมก็ทำสำเร็จครับ
มีเพื่อนผมอีกสองคน ที่มีความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นเข้าร่างกายเหมือนผมขณะรับปริญญาจากพระหัตถ์พระองค์ท่าน คนหนึ่งได้เป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 และอีกคนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยอุดมการณ์เช่นเดียวกัน จนเกษียณราชการ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ สุขภาพดีมากครับ
(3) ณ วันที่ 27 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันทำบุญฉลองวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีกิจกรรมในหอประชุมใหญ่หลายต่อหลายกิจกรรม เมื่อห้าสิบกว่าปีมานี้ บางปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จมาทรงดนตรีร่วมฉลองด้วย บางปีพระเจ้าลูกเธอตามเสด็จด้วย ทุกๆปีที่เสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะทรงฉลองพระองค์เหลือง-แดง เป็นที่ปลาบปลื้มแก่พวกเรามาก เพราะเป็นสีประจำมหาวิทยลัย -เหลืองคือธรรมประจำจิต แดงคือโลหิตอุทิศให้- แต่มีอยู่ปีหนึ่งสมเด็จฯ ทรงฉลองพระองค์สีฟ้าขาว ดร.อดุล วิเชียรเจริญ เลขา ธิการมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นโฆษกกิติมศักดิ์ ได้กล่าวแซวว่า
“ทุกครั้งพวกเราจะปลื้มปิติกันที่สุด เพราะสีเหลือง-แดง ได้มีบุญประทับกับพระวรกายของพระนางเจ้า แต่วันนี้พวกเรากลับไม่เห็น” พอท่านกล่าวจบ ในหอประชุมเงียบกริบ
จึงได้มีพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัวแทรกเข้ามาว่า “ด๊อกเตอร์อดุล ใส่แว่นหนาเตอะ แต่มองอะไรไม่เคยเห็นทั่วๆเลย สีเหลืองแดงไปสถิตย์ที่อื่นอันเหมาะสม ไม่เห็นหรือ”
พอจบพระสุรเสียง นักศึกษาทั้งหมดก็มองเห็นว่า เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์ชุดเหลือง เจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงฉลองพระองค์ชุดแดง และเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงฉลองพระองค์ เหลือง-แดง สลับกัน จึงได้ปรบมือกราวใหญ่ยาวนาน จน ดร.อดุล ต้องคุกเข่าลงและโค้งคำนับอย่างยอมแพ้แบบศิโรราบ
มุขเทวดาฉลาดเฉลียวแบบนี้ ใครได้อยู่ในเหตุการณ์จะปลิ้มที่สุด ครับ
(4) เมื่อปี พ.ศ. 2505 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ต้นหางนกยูงเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยฯ เพราะมี ดอกสีเหลืองสลับแดงตรงตามสีของมหาวิทยาลัย จอมพลถนอม กิตติขจร นายกสภามหาวิทยาลัย โดยมติของสภาฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาทรงปลูกต้นไม้ดังกล่าว เพื่อเป็นปฐมมงคลของมหาวิทยาลัย ในการนี้มีคณะกรรมนักศึกษาคณะหนึ่งเป็นหน่วยบริการให้เรียบร้อย
ผมมีหน้าที่เชิญกระถางปุ๋ยพร้อมกับพลั่วที่ตักปุ๋ย แต่พอถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกต้นหางนกยูง ท่านไม่ทรงรับพลั่วตักปุ๋ย แต่ใช้พระหัตถ์เปล่าๆ ไม่มีถุงพระหัตถ์ ทรงควักปุ๋ยลงใส่ในหลุมที่ปลูกทุกต้น ด้านเหนือ และตะวันออกของห้องประชุมใหญ่ด้านละ 3 ต้น
ผมประทับใจที่สุดในความเรียบง่าย แบบธรรมชาติของพระองค์ท่านติดตาจนทุกวันนี้ครับ
กรุณาอ่านตอนที่ 3 ในฉบับหน้า ครับผม