Get Adobe Flash player

ความทรงจำเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ (3) โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

(5)  เมื่อ พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปเยี่ยมหัวเมืองภาคใต้ โดยขบวนรถพระที่นั่งเป็นขบวนใหญ่ พระองค์ทรงแวะทุกจังหวัด แต่ที่เป็นไฮไล้ท์ คือ จังหวัดปัตตานี

ประชาชนมารอเฝ้ารับเสด็จมากมายเป็นประวัติการณ์ เป็นเรือนแสน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม  พอท่านเสด็จพระดำเนินเข้าทักทายประชาชน แถวหน้า ได้มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้กราบบังคมทูลว่า มีสตรีคนหนึ่งผีเข้าสิง ไม่ได้กินน้ำกินอาหารมานานสามเดือนแล้ว ไม่มีหมอผีจากที่ไหนๆ มาปราบได้ จึงหวังพึ่งพระบารมีพระองค์ท่านช่วยไล่ผีผู้เดือดร้อนรายนี้ด้วย

พระองค์ทรงแย้มสรวล และถามว่าจะให้ทำอย่างไร โต๊ะอีหม่าม ท่านหนึ่งที่อยู่กับผู้ว่าราชการได้กราบบังคมทูลว่า เพียงแต่พระองค์ใช้พระดัชนีแตะไปที่หัวสตรีคนนี้ ผีจะออกทันที ทุกคนในขบวนที่ได้ยิน ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างว่าจะสำเร็จ แต่..พระองค์ไม่ขัดใจชาวบ้าน ทรงพระดำเนินไปที่สาวที่นอนร้องครวญครางอยู่ พระองค์ได้ทรงทำตามที่โต๊ะอีหม่ามกราบทูล

ทันใดนั้นสตรีนางนี้ได้หวีดร้องสุดเสียงดังก้องไปทั่ว นอนนิ่งไม่ไหวติง เหมือนตาย พระองค์จึงให้แพทย์ที่ตามเสด็จตรวจอาการ ก็ได้ความว่า เพียงแต่สลบไปเพราะอ่อนเพลีย จึงได้นำไปให้น้ำเกลือ และในวันนี้เอง เธอก็หายป่วย เดินได้ นับว่ามหัศจรรย์ที่สุด

โต๊ะอีหม่าม(ผู้พิพากษาสมทบคดีทรัพย์มรกดกของอิสลาม) และคณะกรรมการมัสยิดกลางปัตตานี ได้มีมติว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นเทพมาจากสวรรค์ จึงมีอำนาจไล่ผีที่ไม่มีใครทำได้สำเร็จ และเป็นเหตุที่ได้มีพระบรมฉายาลักษณ์กรอบทองขนาดใหญ่ไปประทับในมัสยิดกลาง อันเป็นรูปเคารพรายเดียวที่มี เพราะเป็นกฎเกณฑ์ของศาสนา ห้ามมีรูปเคารพใดๆ ในมัสยิด แต่พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงเป็นข้อยกเว้น เพราะถือว่าเป็นเทพยเจ้า

(6) ในวันปฎิญาณของหน่วยสมุหราชองครักษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญ เพราะมีหน้าที่ถุวายความปลอดภัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นจุดมุ่งอย่างเดียว

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระเสด็จมาถึงสถานที่ ที่จะต้องปฏิบัติงาน หัวหน้าหน่วยได้เข้ามากราบบังคมทูล ว่า

ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช หัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ ขอถวายรายงานพระพุทธเจ้าข้า... จะกราบทูลต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวจเล็กน้อย ตรัสตอบว่า

“เออดี เรามีชื่อเหมือนกัน”

ท่านนายพลได้สติ ตกใจเพราะความประหม่าจำชื่อผิดถูก ทรุดฮวบลงที่พระบาท ฟุบอยู่ทำอไรไม่ได้ พระองค์ท่านทรงไม่ถือ อนุญาตให้ดำเนินงานต่อไปได้

นี่คือความยิ่งใหญ่แสนประเสริฐ ที่พระองค์ท่านทรงมองให้เป็นเรื่องขบขันเพราะเข้าพระทัยดีในความประหม่าของคนในเหตุการณ์ได้ดี

(7)  เมื่อประมาณสี่สิบปีเศษมาแล้ว ผมได้รับคำบอกเล่าจากพรานชาวกะเหรี่ยง คราวที่ได้นำพวกเราบุกป่าหาประสพการณ์เหนือเขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี ไปจนถึงถิ่นกระเหรี่ยงชายแดน หลายจุดยังเป็นป่าดงดิบ มีต้นไม้และสัตว์แปลกๆ ให้ได้พบเห็นบ่อยครั้ง เช่น กบตัวขนาดขา ตาออกแดง ผีเสื้อตัวใหญ่กว่าฝ่ามือฯ ทำให้มีความตื่นเต้นกันพอดู

พรานนำทางชื่อ ซวง เป็นกระเหรี่ยงขนานแท้ พูดไทยออกจะแปร่งๆ แต่ฟังรู้เรือง เขาเล่าว่า วันที่น้ำป่าถล่มตอนเหนือเขื่อนแก่งกระจาน ทำให้หมู่บ้านกระเหรี่ยงได้รับความเดือดร้อนมาก ทางการได้ส่งวิทยุมาบอกว่า พ่อหลวงจะเสด็จมาเยี่ยมและช่วยเหลือ ไม่ต้องเตรียมการในการต้อนรับเสด็จ ท่านเสด็จด้วยเฮลิคอพเตอร์ ทุกคนก็รอกันด้วยความปิติใจ

พอตกบ่าย ก็มีคณะรถยนต์แลนด์โรเวอร์หลายคัน ได้บุกขึ้นมาในหมู่บ้าน มีคนลักษณะเป็นหัวหน้าเดินลงจากรถยนต์ เข้ามาที่กลุ่มชาวบ้าน สอบถามความเสียหายจากพายุและน้ำถล่มจากหัวหน้าหมู่บ้านๆ สอบถามว่า เห็นวิทยุแจ้งมาว่า ในหลวงจะเสด็จขึ้นมาเยี่ยม ก็รอกันอยู่ หัวหน้าคนดังกล่าวตอบว่า ในหลวงมาด้วยเฮลิคอพเตอร์ พร้อมเครื่องบรรเทาสาธารณภัย และเวชภัณฑ์ เดี๋ยวก็คงมากันหรอก ในระหว่างนี้ มีคนชราคนหนึ่ง อุตส่าห์หาน้ำอัดลมมาได้หนึ่งขวด เอามาให้หัวหน้า ท่านหัวหน้ารับไว้ และบอกว่า เรามาดื่มกันคนละครึ่งขวดนะ พูดเสร็จก็ดื่ม ที่เหลือเกินครึ่งขวดคืนกลับผู้ให้ เขาก็รับมาถือไว้ ก็พอดี เครื่อง ฮ มาถึง ก็โกลาหนกันเพื่อไปรับเสด็จ ปรากฎว่าเป็นเครื่องยังชีพ และเวชภัณฑ์ กลุ่มทหารที่มากับ ฮ ก็วิ่งมาหาคนที่เป็นหัวหน้า พร้อมทั้งวันทยาหัตถ์ กล่าวรายงาน

เมื่อนั้นเองทุกคนก็ได้ทราบว่า คนที่เป็นหัวหน้า คือ พระเจ้าอยู่หัว ส่วนที่มากับ ฮ คือ เครื่องยังชีพและเวชภัณฑ์ ก็ร้องให้กันอึงคนึงด้วยความดีใจเหลือประมาณ ประทับใจในพระจริยาวัตรอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เจ้าของขวดน้ำอัดลมก้มกราบแล้วกราบอีก เขาก็เก็บน้ำอัดลมที่เหลือไว้อย่างหวงแหน และถือว่าเหมือนเป็นน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์กันที่เดียว เก็บไว้บนหิ้งพระ จนทุกวันนี้

(8)  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงแข่งเรือใบ ประเภทโอเค ตอนที่ออกจากท่า ท่านทำได้ดีมาก นำมาลิ่ว แต่ไปกระทบทุ่นเข้า ทั้งที่ไม่มีใครเห็น แต่พระทัยท่านทรงเป็นนักกีฬาที่แท้จริง ท่านหันหัวเรือกลับ ทานทรงบอกว่า ท่านทำผิดกติกา ไปชนเอาทุ่นเข้า พฤติการณ์เยี่ยงนี้เป็นที่ทราบกันกว้างขวางที่สุดในนานาชาติด้วย เพราะเป็นกีฬาซีเกมส์ ยุคนั้นเรียกชื่อกันว่า เซียพเกมส์

(9)  เมื่อประมาณสามสิบปีเศษมาแล้ว ในยุคที่กำลังต่อสู้กันระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์ กับประชาธิปไตย ในประเทศไทยเป็นการต่อสู้แบบสองชั้น เพราะเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นักข่าวฝรั่งได้เคยสัมภาษณ์พระองค์ท่านว่า จะมีแนวทางในการต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์อย่างไร จึงจะประสพชัยชนะ

พระองค์ตอบว่า เราไม่ได้ต่อสู้กับระบบนี้หรือระบบไหนๆ เราต่อสู้เพื่อให้ประชาชนได้มีการอยู่ดีกินดีเท่านั้น เพราะถ้าชนในชาติมีความสุขสงบ ระบบไหนๆ ก็ดีทั้งนี้น ไมต้องมาต่อสู้กันเพื่อจะเอาชนะ เพราะไม่มีคนแพ้ในชาติ

ฝรั่งโดนคำตอบจากพระองค์ท่าน ก็ล่าถอยไปโดยดุษณี

ผมเขียนเอง เขียนไปๆ น้ำตาก็ไหลตลอดเลย ด้วยความปิติในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมในทุกสถานการณ์ ก็ตั้งใจอธิษฐานว่า

ขอเกิดเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป พระเจ้าข้า