Get Adobe Flash player

การไว้ทุกข์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

การไว้ทุกข์ ในอดีตกาลตามประเพณีของไทยที่สีบมาจากอินเดียนานนับเป็นพันปีมาแล้ว ไม่มี แต่เป็นการแสดงความรักอาลัยต่อผู้ที่จากไปเป็นจุดยึด ส่วนความทุกข์ที่มีนั้นต้องละวาง ห้ามติดยึด นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฎในพระไตรปิฎก และคนไทยก็ปฏิบัติตามมาตลอด

คนไทยที่มีอายุเกิน 80 ปี โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่เป็นแหล่งของศาสนาพุทธก่อกำเนิดในเมืองศิริธรรมนคร (นครศรีธรรมราช) มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 1300 ก็ยึดถือกันมาอย่างเคร่งครัด เมื่อมีคนถึงแก่กรรมญาติก็จะแต่งตัวให้กับผู้ตาย และนอนรอญาติมิตรให้มาพร้อมหน้า ระหว่างรอก็ให้ผู้ที่มาก่อนจัดการบันเทิง ร้องรำทำเพลงเป็นการปลอบใจญาติๆ ของผู้ตาย เมื่อมากันพร้อมหน้าหรือศพกำลังจะอืด ก็จะนำไปเผา หรือฝัง เป็นอันเสร็จพิธี มีการห้ามมิให้บรรดาญาติมิตรร้องไห้เด็ดขาดเพราะผู้ที่ยังอยู่ต้องละวางตามหลักศาสนา

งานนี้ไม่มีพิธีสงฆ์ ไม่มีการสวด

การแต่งกายของบรรดาญาติมิตรเพื่อการนี้ ไม่ได้บังคับชัดเจนให้แต่งได้ตามประเพณีกล่าวคือ

สีดำ เป็นสีแห่งพระศอของพระศิวะหรือพระอิศวร หมายถึงความรัก

สีแดง เป็นสีแห่งความอาลัยยกย่องเชิดชู

สีขาว เป็นสีแห่งความเคารพเทิดทูน

สีเหลือง เป็นสีแห่งธรรมะ

สีเขียว เป็นสีแห่งชีวิต

สีน้ำเงิน หรือ สีคราม เป็นสีแห่งจักรวาล

สี่ม่วง เป็นสีแห่งความโดดเดี่ยว(มักจะเรียกว่า สีแม่หม้าย)

สีเทา เป็นสีแห่งกำลัง

จะเห็นว่า สีตามความเชื่อของประเพณีอันยาวนาน มันต่างกับทฤษฎีของแม่สี ซึ่งถ้าท่านที่เคยเรียน ม. 8 แผนกวิทยาศาสตร์มาก่อนคงจำได้ว่า แม่สีมีเจ็ดสีเรียกว่า รอยกะบิพ (ROYGBIV) หรือ วิบกะยอร (VIBGYOR) ได้แก่สีแดง ส้ม(แสด) เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง หรือ อ่านย้อนหลังก็ได้ และที่น่าแปลก เมื่อเอาแม่สีมาผสมกันตามอัตราส่วนก็จะกลายเป็นสีขาว จึงมีความเชื่อกันว่า “สีแห่งโลกคือสีขาว” โดยเฉพาะคนจีนโบราณ ได้ยึดถือสีขาวเป็นสีแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะเคารพเทิดทูน เขาจึงแต่งสีเทาขาวให้กับบรรพบุรษของเขา ในวันสำคัญตามประเพณีของเขาตลอดมานับเป็นพันๆ ปี จนบัดนี้

ขณะที่ชาวอินเดียยังเทิดทูนสีดำ เป็นสี่หลักแห่งความรักเทิดทูนและเป็นสีแห่งความศักดิ์สิทธิ์ติดต่อกันมาเป็นเวลาเกือบเจ็ดพันปีแล้ว

ต่อมาเมื่อ 84 ปี มาแล้ว คณะราษฎร์ ได้รับพลังมหัศจรรย์ (ที่เขาประกาศ) มาจากฝรังตะวันตกซึ่งเขายอมรับว่า เข้มขลัง และสมบูรณ์แบบ ได้ประกาศ “วัฒนธรรม จารีต ประเพณี ของไทย” ให้เป็นแบบอย่างในเชิงปฏิบัติแบบเดียวกัน ให้ฝรั่งเขาศรัทธาว่า เรามีวัฒนธรรมที่ทันสมัย เหมาะสมกับชาติที่พัฒนาแล้ว ที่ทำกันอย่างนิยมกว้างขวางคือ งานศพ งานบวชนาค งานขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด และงานสมรส อันเป็นงานเชิดหนาชูตาเจ้าภาพมาก แต่อาจจะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์มากไปด้วย

สำหรับงานมรณกรรม หรืองานศพ ได้จัดขึ้นดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นในปัจจุบัน ซึ่งก่อนนี้ไม่เคยมี และในงานนี้ เขามีข้อกำหนดให้แต่งกายไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ถึงแก่กรรม คือ ต้องแต่งเครื่องแบบสากลขาว ติดเครื่องหมายทุกข์ที่แขน ในงานสำหรับผู้ถึงอสัญญกรรมที่เป็นเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่คนธรรมดาสามัญให้แต่งชุดดำหรือย่างน้อยเสื้อสีดำ หรือขาวติดแขนทุกข์ ที่กำหนดแบบนี้คือ แบบของฝรั่งตะวันตกเขาแต่งกัน ตามแบบเสื้อคลุมดำของบาทหลวง เป็นแม่แบบ

แต่มีมหัศจรรย์คือตอนงานอสัญกรรมของ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ อดีตจอมเผด็จการและนายกรัฐมนตรี เป็นงานใหญ่มากร่วมกันจัดทำทั่วประเทศ

และที่ฮีอฮากันสุดๆ คือในประเทศเขมร โดยเฉพาะในเมือง “บัตตัมบอง” (พระตะบอง) คนแต่งชุดแดงทั้งเมือง จนเอกอัครราชทูต ไทยต้องประท้วง ว่าเป็นการไม่สมควร แทนที่จะแต่งดำกลับแต่งแดง

เจ้าเมืองบัตตัมบองต้องออกโรงชี้แจงว่า จอมพลท่านนี้เกิดที่เมืองนี้ เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ได้เป็นจอมพลเผด็จการในสยามประเทศได้ ตามประเพณีเมื่อท่านถึงอสัญกรรม ก้ต้องแต่งสีแดงเป็นการอาลัยรักอย่างยิ่งใหญ่ตามประเพณีตั้งเดิมของพวกเขา ซึ่งคนสยามก็เข้าใจดีมาก่อน แต่มาเปลี่ยนการแต่งตัวตามฝรั่งโดยลืมรากเดิม ต่างหาก

คนไทยสยามรับทราบด้วยความอับอายอย่างยิ่ง ในความซื้อบื้อของเรา

รายละเอียดเรื่องสี ผู้เขียนนำมาเล่าจากประสพการณ์ ที่ได้ฟังมา เรียนมาในหลายๆ ทาง ทางหนึ่งจากอาจารย์มานิต วัลลิโภดม และอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งทานเก็บข้อมูลในเรื่องประวัติศาสตร์ของชาติจากสภาพความเป็นจริงที่ปรากฎขึ้น และจากปูมหลังในทุกๆ ทาง จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเป็น เกร็ดความรู้ นะครับ

สำหรับการแต่งตัว ในงานพระบรมศพของเสด็จพ่อในพระบรมโกษ  ถ้าเขาแต่งด้วยศรัทธาอย่างแท้จริงก็ปล่อยเขาไปเถอะ มันอาจจะขัดสายตาเราไปบ้าง ซึ่งเสด็จพ่อท่านทราบในบรรดาจารีตเหล่านี้ดีพอ แต่ถ้าเขามีเจตนาเชิงลบหลู่เราต้อง จัดให้หนัก ยอมไม่ได้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดกรุณาทราบ