Get Adobe Flash player

ยศช้าง ขุนนางพระ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

คำศัพท์ที่ยกมานี้ เป็นคำพังเพยโบราณที่ยกมาแสดงให้เห็นว่า ช้างจะมียศขนาดไหนมันไมรับรู้ คงจะมีแต่ สามัญจิต เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน(สัตว์ที่ไม่สามารถโปรดได้) ได้แก่ กิน นอน เดิน ถ่าย สืบพันธุ์ ร้อน หนาว กลัว เป็นต้น

ขุนนางพระ ก็เช่นกัน เพราะภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้ลด ละ เลิก เกี่ยวกับกิเลสแล้วมีบริขารคือของใช้เพียงแปดอย่างเรียกว่า “อัฎฐบริขาร” ได้แก่จีวรที่คลุม สะบงที่นุ่ง และสังฆาฎิผ้าครอง ด้าย เข็มเย็บผ้า มีดโกนหนวดเครา หรือมีดตัดเล็บ รัดประคต และหม้อกรองน้ำ เป็นอาทิ

ดังนั้นเมื่อมีการแต่งตั้ง ขุนนางพระ ก็ต้องมีเครื่องหมายแสดง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ให้เห็นชัดเจน เช่น ต้องมี “พัดยศ” ประจำตัว จะไปไหนก็ตัองนำไปด้วย อยู่ที่วัดก็ต้องตั้งให้เด่นเหมาะสมตามฐานานุรูป แถมชื่อตั้งโดย พระอุปัชฌาย์ ขณะที่บวชให้ก็ต้องมีชื่อื่นมาแทน เช่น พระประยุทธ์ ปยุตโต พอได้รับฐานันดรก็เป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ชื่อไทยและชื่อที่ได้รับตอนบวชก็เลิกเรียกไปเลย

จะเป็นพัดยศ และชื่อแสดงฐานันดร เป็นความนิยมต้องการของฆราวาส แต่เป็นสิ่งนอกเหนือของสภาพภิกษุ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง

เรามาดูเรื่อง ยศช้าง กันก่อน สมัยโบราณไม่เคยยกย่องช้าง ม้า ให้มีฐานันดรเหมือนคน เพียงแต่ได้รับความรักจากผู้ที่เป็นเจ้าของ หรือบังคับใช้ เท่านั้น อย่างในสมัยสุโขทัย ในศิลาจารึกเท่าที่ผมพอจำได้ความว่า “...ขุนสามชน เจ้าเมืองฉอดมาที่เมืองตาก พ่อขุนได้ให้กูไปรับศึก ทัพหน้าสู้ไม่ได้พ่ายจะแจ รวมทั้งนายทัพในทัพหลวง แต่กูบ่หนี ใสช้างเข้าสู้กับขุนสามชน กูได้ฟันสะพายแล่งคาคอช้าง ได้ชัยชนะ นับจากนั้น พ่อกูได้เรียกูว่า เจ้าราม..” จากตำนานเล่าขานเพียงว่า เจ้ารามเมื่อชนะขุนสามชนแล้ว ได้กอดคอช้างและตบที่ตะพองว่า “ไอ้เพื่อนตาย” จึงถือได้ว่า เป็นสัตว์ตัวแรกที่มีฐานันดร คือเป็นเพื่อนกับแม่ทัพ ซี่งตอนหลังก็เป็นช้างคู่พระทัยของ “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช”

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ไล่กองข้าศึกที่เข้ามาสอดแนมจนหลุดเข้าสู่วงล้อมของพม่าที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี พร้อมสมเด็จพระอนุชาเอกาทศรฐ วังหน้า มีทหารติดมาเพียงกองรักษาพระองค์ และช้างทรงสองตัว เท่านั้น แต่ช้างทรงทั้งสองตัว ไม่ตื่นกลัวกลุ่มช้างข้าศึก ยืนตั้งหลักมั่น พระนเรศวรและพระอนุชา เปลี่ยนมานั่งคอช้าง ให้ควาญไปนั่งบนสัปคัปด้านหลังแทน

สองกษัตริย์ ตบหัวช้าง บอกว่า “สู้ตายนะเพื่อน” หลังจากนั้นก็ได้กระทำบุทธหัตถีสองคู่ คือพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา และพระเอกาทศรฐ กับ มังจาชะโร สองพระองค์ได้ฟันพม่าขาดคอช้างทั้งคู้ และลุยข้าศึกจนได้รับชัยชนะเด็ดขาด

และนั่นคือตำนาน “ยศช้าง” เพราะความประทับใจในความเป็นเพื่อนตายของช้างสองตัว และเหมือนประชดนายทหารใหญ่ที่ตามข้างพระที่นั่งไม่ทันสักคน ปล่อยให้พระองค์เผชิญศึกเพียงลำพังสองพระองค์และราชองครักษ์เพียงกลุ่มเดียว

ช้างทรงของสมเด็จพระนเราศวร ได้รับขนานชื่อว่า “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ช้างทรงของพระเอกาทศรฐ ได้รับขนานนามชื่อว่า “เจ้าพระยาพิชิตแปร

เหมาะสมตามสถานการณ์และฐานานุรูปของ “ขุนศึก” ด้วย

เรามาดู “ขุนนางพระ” ว่าเกิดมีมาเต็มพิกัด เมื่อใด ภิกษุในอดีตจะปกครองบังคับบัญชากันตามสภาพของ “อายุพรรษา” พรรษาแก่กว่าก็คุมพรราอ่อนกว่า แต่ระยะหลังๆ มีวัดเกิดขึ้นมาก จึงมีกฎหมายทางอาณาจักรได้กำหนดให้มีหัวหน้าควบคุม จึงมีตำแหน่ง “เจ้าอาวาส” ขึ้น และตอนหลังก็มีภิกษุบวชอีกมากมาย จึงมีการแบ่งเขตปกครองตามอาณาจักร เพื่อสะดวกในการควบคุม และที่สุดก็มีกฎหมายสถาปนาระบบปกครองคณะภิกษุสงฆ์ เป็น “สภาสงฆ์” มีสมเด็นพระสังฆราชเป็นประธานสภาสงฆ์ ก็เป็นปกติราบรื่นดัมาตลอด และเป็นปึกแผ่นมั่นคงมากจนทางราชการไม่สามารถจะสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้

ดังนั้น เมื่อ พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ เป็นนายกฯจอมเผด็จการ ได้สั่งยุบสังฆสภา และตั้งคณะกรรมการควบคุมคณะสงฆ์ใหม่ คือ “เถรสมาคม” มีฆราวาสเข้ามาเป็นกรรมการร่วมด้วยในฐานะ เลขานุการ และกรรมการธุรการ

นับจากนั้นเป็นต้นมา ระบบขุนนางพระก็เจริญเติบโตเป็นระบบ จนมีการวิ่งเต้นเพื่อขอฐานนันดรพระให้มีตำแหน่งยิ่งใหญ่ จนระบบพระพิลึกพิลั่นไปอีกแบบหนึงไมต่างจากฆราวาส เช่น

จัดงานฉลองพัดยศและฐานันดร จัดงานพิธีไหว้ครู ทำบุญวันเกิดกันครึกโครม ทำบุญเปิดตึกกุฎิใหม่อย่างหรูหรา และถึงขึ้นภิกษุบางรูปถูกนินทาว่า เป็นเจ้าคุณด้วยชายกระโปรงฯ เพราะคุณหญิงคุณานายวิ่งเต้นขอมาให้ ทุกคนได้รับรู้สิ่งเหล่านี้อย่างน่าเอน็จอนาถ มาก

พูดถึงขุนนางพระมีสององค์ที่ไม่เคยเซ็นชื่อ หรือพิมพ์เอกสารด้วยตัวท่านเองที่จะลงฐานันดรที่ได้รับพระราชทาน เพราะท่านถือไม่มีในไตรปิฏก คือ

พระมหาเงื้อม อินทปัญโญ หรือ อินทปัญโญ ภิกขุ (พุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์)

พระมหาปุ่น ปัญญานันโท หรือ ปัญญานันทภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์)

วันหน้าผมจะเล่ามรรคปฏิบัติของสองหลวงพ่อยิ่งใหญาสององค์นี้ให้ละเอียด ครับ

ภิกษุอีกองค์หนึ่ง คือ ภิกษุฟื้น สุติณธโร เจ้าอาวาสวัดสามพระยา วันหนึ่งมีมหาเศรษฐีกลุ่มหนึ่งมาที่วัด พบภิกษุชราองค์หนึ่ง กำลังกวาดลานวัดอยู่ ก็ถามหาจะไปกุฏิสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสอยู่กุฏิหลังไหน ท่านก็ชี้ไปที่กุฏิชั้นเดียวหลังเล็กและบอกว่า อยู่บนนั้น เศรษฐีก็ไปตามชี้ สักพักก็กลับมาบอกว่า ไม่มีใครอยู่เลย ท่านบอกว่า

สมเด็จอยู่ที่นั้น เห็นไหมมีพัดยอดแหลมปักอยู่ข้างโต๊หมู่บูชา นั้นแหละ ทุกคนงง และภามท่านเป็นใคร ท่านตอบว่า “อาตมาคือภิกษุฟื้น สุติณธโร เจ้าอาวาสวัดนี้ไง

ทุกคนเข้าใจทรุดตัวลงกราบด้วยความทึ่ง หลังจากนั้นก็มีกุฏิใหม่หลังใหญ่สร่างถวายท่าน ท่านรับไว้เป้นสมบัติวัด แต่ท่านก็อยู่หลังเล็กเช่นเดิมจนมรณภาพ

น่าทึงน่ากราบไหมครับ

ต้องมีภิกษุที่ผมเล่ามาให้มากที่สุด และยุบมหาเถรสมาคมเสียเถิด รับรองจะไม่มีเหตุแบบ “ธรรมกาย” เกิดขึ้นเด็ดขาด เพราะระบบสัฆสภา จะปกครองสงฆ์แบบพระธรรมวินัยล้วนๆ ปฏิบัติตามพุทธวัจนะ ที่ว่า

“คนไม่ดีต้องขจัดออกไป “ปัพพาชนียกรรม” ไงละครับ