Get Adobe Flash player

โจร มหาโจร และอัครมหาโจร โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

สาธุชน ทั้งหลายพึงสดับ สสาร ฐานชีวิต ฐานการสร้าง ถ้าต้นรากมันเสีย มันเน่า มันไร้สาระ สิ่งที่ต่อเนื่องมันก็เป็นสภาพนั้น ไม่มีวันคงทน ลองสังเกตุจากชีวิตมหาโจรของโลกดูว่า ถึงที่สุดก็ดับดิ้นสิ้นศักดิ์ ทุกราย ในเมืองไทย

วันนี้จะขอกล่าวถึงโจร มหาโจร และอัครมหาโจรในเมืองไทยมาอ่านกันเล่นๆ แต่ให้คิดพิจารณากันจริง ๆ ด้วยเหตุ ผล และจิตสำนึก

มหาโจรทีเป็น “มหารากษส” (อ่านว่า มะหาราก สด) มีคนเดียว คือ "ไอ้ดำหัวแพร" หรือ ในภาพยนต์ ที่มิตร ชัยบัญชา เล่นเป็นพระอเอก เรื่อง "ขุนโจรแพรแดง" นั้นแหละ

ขุน โจรคนนี้ ต้องใช้กองทัพออกปราบ ยังปราบไม่ได้ ยิงไม่ออก ยิงออกไม่ถูก ยิงถูกไม่เข้า หายตัวได้ ตั้งแต่เริ่มเป็น ไอ้เสือ ไม่เคุยถูกจับ กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้บรรดาคนร้ายยกเป็นของขลัง กราบไหว้บูชา วันสุดท้าย ที่กองทัพมาล้อมยิง ขุนโจร ปีนขึ้นยอดตาล ไปนินท้าให้ยิง ปืนใหญ่ยิงไปที่ยอดตาล ๆ ขาดลงพร้อมขุนโจร หมนุคว้างลงดิน ขุนโจรหัวปักลง คอหักตาย

เมื่อ ตายไปแล้วยังขลัง จนทางการได้ปั้นเป็นรูปปั้นยืน แบกดาบหัวตัดคู่มือ เป็นอนุสาวรีย์ หน้าเรือนจำจังหวัดพัทลุง จนปัจจุบันก็ยังยืนเด่น ตระหง่าน บรรดาโจรเล็ก โจรน้อย ก็แอบมาสักการะรูปปั้นกันไม่ขาดสายท้าสายตาของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อย่างอหังการ์

ขุนโจรอีกคนหนึ่ง ที่วงการตำรวจไม่สามารถจะจับกุมได้ต้องขอพึ่งกองทัพช่วยปราบและจับกุม

ขุนโจรมเหศวร ที่กองทหารจับตัวได้ เพราะยอมให้จับเพื่อใช้กรรมหรอกนะ ขนาดใส่ขื่อ คา ก็จะถอดให้ดู นายทหารยศพันโท หัวหน้ากลุ่มที่จับ ก็บอกว่า ไหนลองทำให้ดูหน่อย

ขุนโจร ก็สะเดาะขื่อคา ให้หลุดต่อหน้าทันที

แต่ก็ไม่หนียอมเดินมาขึ้นศาลให้พิจารณาโทษ อย่างทรนงองอาจ ไม่เหมือนมหาโจร “เหลี่ยม” ที่ถูกศาลสั่งจำคุกแบบหยิกแกมหยอก เพียง 2 ปี กลับหนึ่หัวซุกหัวซุน เป็น “สัมภเวสี” จนบัดนี้

ขุนโจรรายนี้ เป็นโจรมีสัจจะ ปล้นคนรวยที่ข่มเหงคนอื่น มาแจกคนจน จึงไม่มีเจ้าทุกข์รายไหนมาชี้ตัว ศาลประกาศเรียกตัว ผู้เสียหาย หรือพยานที่รู้เห็นมาเบิกความประกอบสำนวนคดีเพราะพฤติกรรมในคดีต้องระวางโทษขั้นสูงประหารชีวิต จะพิพากษาโทษประหารขาดพยานหลักฐานก็ไม่ได้ ที่สุดก็ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตตามคำเบิกความของจำเลยเอง ที่สารภาพตลอดข้อหา

ตามประวัติ ติดคุกจริง(อยู่อย่างราชาคุก) เพียง 18 ปี ก็พ้นโทษ

ขุนโจรรายนี้เป็นภาพยนต์ มี มิตร ชัยบัญชา เป้นพระเอก ฉายที่เฉลิมกรุง วันเปิดรอบปฐมทัศน์ ก็มีการเชิญ “เสือมเหศาวร” ตัวจริงมาปรากฎตัวบนเวทีคู่กับ “มเหศวรในจอ” ท่ามกลางเสียงปรบมือโรงแทบจะพัง มิตรพูดว่า

 “มเหศวรตัวจริง สูงใหญ่กว่า และหล่อกว่าผมด้วย” ได้รับเสียง ฮา กันลั่นโรงด้วยความประทับใจ

ผมเคยไปเยี่ยมขุนโจรรายนี้ ตอนผมไปปฏิบัติหน้าที่ที่ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โดยกำนันท่านหนึ่งหลังจากประชุมประจำเดือนของจังหวัดเรียบร้อยแล้ว

ขุนโจรมีบุคคลิคลัักษณะดีมาก พูดจาดีแบบนักเลงน่านับถือ สั่งผมไว้อย่างขึงขังว่า

"ไอ่หลานชายเวลากินข้าวกลางคืนอย่าเปิดไฟเด็ดขาด เพราะเวลานั้นของขลังในตัวจะไม่คุ้มครองรักษา ทางที่ดีอย่ากินข้าวกลางคืน"  ผมถามท่านว่า

“จำได้ไหมครับว่าฆ่าคนมากี่คน” ท่านตอบอย่างนักเลงคมคายนัก ว่า

 “ยุคนั้นคนชั่วมันเยอะจึงต้องฆ่าเยอะ ถ้าจำได้ว่าฆ่าไปกี่คนก็ไม่ใช่ เสือมเหศวร หรอก”

“ทำไมจึงชื่อเสือมเหศวร”

“เพราะเราแขวนพระเครื่องมเหศวร องค์เดียวติดตัวมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม และชื่อจริงก็ไม่มีใครเรียก”

พร้อมทั้งโชว์พระเครื่องดังกล่าวให้ดู

ขุนโจรท่านนี้ ชื่อจริง นายศวร เภรีวงศ์ เกิด พ.ศ. 2457 ที่ตำบลและอำเภอ สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ตายเพราะชราภาพเมื่อ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557 รวมอายุได้ 100 ปี เศษ ณ บ้านที่ผมไปเยี่ยมท่าน

 ตลอดชีวิตอันยาวนานท่านไม่เคยป่วยทั้งป่วยเล็กป่วยใหญ่  ท่านสอนว่า

“ต้องเป็นคนมีจิตใจ อดทน หนักแน่น มีสติดีตลอดเวลา บรรดาโรค ภัย ก็จะไม่กล้ามากวนเรา”

เป็นคนเกลียดการเอารัดเอาเปรียบ เกลียดคนรวยที่รีดนาทาเร้น คนจน โดยเฉพาะโรงสี ที่ให้เงินชาวนากู้ เมื่อชำระไม่ได้ ก็ยึดที่นา ทำให้ ศวร ออกหน้าตอกคนเหล่านี้บ่อยครั้ง จนกลายเป็นนักเลงใหญ่ในละแวกนี้ และต่อไปถึงจังหวัดกาญจนบุรีเกือบท้งหมดด้วย จนมีการกระทบกระทั่งกับบริวารของเจ้าพ่อตัวจริง  คือ

กำนันฝ้าย เพชรนะ แห่งตำบลเดิมบางนางบวช ซึ่งเป็นเจ้าพ่อตัวจริง ที่คุมจังหวัดสุพรรณบุรีซึกตะวันตกและ เหนือ จนหลายส่วนในจังหวัดอยุธยามีนิสัยแบบเดียวกับ นายศวร แห่งสองพี่น้อง

เมื่อสมุนกระทบกระทั่งกันออกจะบ่อย เจ้าพ่อสองท่านก็มีดำริว่า เมื่อมีวัตถุประสงค์เดียวกัน

น่าจะรอมชอมกันได้ ก็ได้นัดหมายที่จะประชุมหารือกัน ณ แดนต่อแดน กาญจนบุรีตะวันออก กับสุพรรณบรีตะวันออกเฉียงใต้ ได้มาประชุมกันหลายวัน จนชาวบ้านได้เอาของมาขายผู้มาประชุม กลายเป็นตลาดสดย่อม ๆ แต่มีคนมาขายมาซื้อกันมาก

ปัจจุบันคือ อำเภอตลาดเขต ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี

สถานที่เจ้าพ่อสองคนได้พบปะประชุมหารือกัน จนเกิดตลาดใหญ่นี่แหละ

ที่สุด เพราะความที่ กำนันฝ้าย เพชรนะ มีอาวุโสกว่า ทั้งอายุ และราชการ จึงยอมรับให้เป้นหัวหน้า ในตอนนั่นให้ชื่อ “กลุ่มช่วยชาวบ้าน”

เมื่อมหาสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นใน พศ 2484 พอ ปี 2485 ญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกเข้ายึดเมืองไทยเพียงแต่อ้างว่า ขอผ่านไปตีอังกฤษในพม่า ในเวลานั้นก็ได้มีคนไทยรักชาติเกิดขึ้น คือ

กลุ่มเสรีไทย  นำโดย พณฯ หลวงประดิษฐมนูธรรม(ดร ปรีดี พนมยงค์)

ผู้สำเร็จราชการของรัชกาลที่ 8 ในการนี้ กำนันฝ้าย เพชรนะ และ นายศวร เภรีวงศ์ ก็อาสาคุมคนในละแวกตะวันตกสู้ทหารญึ่ปุ่น จนกำนันฝ้ายได้สมญานามว่า

“จอมพลฝ้าย แม่ทัพเสรีไทยตะวันตก”

หลังสงครามโลกสงบ กำนันฝ้ายและลูกน้องไม่มีอะไรจะกิน เพราะตลอดเวลาสี่ปีที่สู้ญี่ปุ่นไม่ได้ทำนา ทำไร่ เพียงแต่ได้รับเงินอุดหนุนจากท่านปรีดี พอรอดจากการอดตาย ก็บากหน้าไปขอพึ่งพาบรรดาโรงสี เศรษฐี ทั้งขอทุนทำกิน แต่บรรดาคนเหล่านั่น ปฏิเสธ แถมยังด่าว่าใล่ส่ง เสียอีก มันน่าช้ำใจนัก

เป็นเหตุให้กำนันฝ้าย และลูกน้องหลักๆ เช่น ศวร พิณ (เสือดำ) ใบ โกรธแค้นมากๆ ประกาศก้องว่า

“กูออกทำงานให้ชาติตัวตายไม่คิด แต่พวกมึงเสวยสุขสบาย ขอพี่งพาบ้างไม่ให้ ปล้นแม่มันเลย”

นี่แหละที่มาเป็น เสือฝ้าย เสือมเหศวร เสือดำ เสือใบ ที่ลือลั่นโลก และเป็นที่มาของขุนโจรที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน ปล้นฆ้าคนโกง เพื่อผดุงความถูกต้อง

วัยรุ่นๆ ผมทกคนคงเคยอ่านนวนิยาย เสือฝ้าย เสือดำ เสือใบ เสือมเหศวร ที่ประพันธ์โดย

 ป. อินทปาลิต(อดีตนักเรียนนายร้อย ปรีชา อินทปาลิต ที่ถูกออกจาก จปร เพราะไปขัดกับอาจารย์ผู้ปกครอง) และชุดอันลือลั่น พล นิกร กิมหงวน กับ ขวัญใจนักเรียนชาย นั่นไงครับ

จุดจบของเสือฝ้าย ไม่ได้ตายเพราะถูกตำรวจยิงตาย ตามที่ี่เป็นข่าว ความจริงเขาวางแผนฆ่าลูกน้องคนหนึ่งให้สวมรอยเป็นเสือฝ้าย พอตายแล้วก็พลิกศพว่าเสือฝ้ายตายแล้ว เผาเลย

แต่เสือฝ้ายตัวจริงมาอยู่ กรุงเทพฯ กับบุตรบุญธรรมที่เป็นนายตำรวจใหญ่ และเป็นที่ปรึกษากรมตรำรวจในเชิงราชการลับจนวาระสุดท้ายเมื่ออายุ 93 ปี

จุดจบของเสือดำ ถูกตำรวจที่เป็นพวกพ้องกันจาก เสรีไทย หักหลังเพราะขัดผลประโยชน์กัน หลอกไปให้ตำรวจยิงตาย

จุดจบของเสือใบ ที่สุดมาเป็น “มรรคนายกวัดอรุณรังษี ปลายแดนสุพรรณบุรีต่อเขตกับวังน้อยและอำเภอเสนา จ อยุธยา ถึงแก่กรรมเก้าสิบกว่าปี เช่นเดียวกัน

ที่เขียนมายาว อยากให้สังเกตว่า คนทำผิดจะไม่มีวันชนะโลกเด็ดขาด ทักษิณ ไม่เคยทำบุญกุศลใดๆ เลย เว้นแต่เป็นการสร้างภาพ หาคะแนน สร้างแต่บาป เวร จะกลับมาเสวยสุข นั่นอย่าหวังเลย พวก