Get Adobe Flash player

ความคิดของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ตอนหนึ่ง นายโทนี่ พอล จากเอเซียวีค ถามว่า "ท่านจะบรรยายลักษณะปรัชญาทางการเมืองของท่านสักหน่อยจะได้ไหม? ดร.ปรีดีตอบว่า

"ปรัชญาทางการเมืองของข้าพเจ้าคือ สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย (Scientific Democratic Socialism) เพราะว่าประชาธิปไตยและสังคมนิยมควรมีพื้นฐานเป็นวิทยาศาสตร์ แม้ในรัฐสภา การต่อสู้ทางสภาก็เป็นหนทางหนึ่งของการต่อสู้ด้วยเหมือนกัน

เราต้องพิจารณาที่จะเลือกการต่อสู้ ตามกาลเทศะและเงื่อนไข บางทีการต่อสู้ทางรัฐสภาดีสำหรับบางคราว บางสภาพเราไม่ควรปฏิเสธการต่อสู้ทางรัฐสภาเสียหมดทีเดียว"

"สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย" ของ ดร.ปรีดีหน้าตาเป็นยังไง ท่านอธิบายให้นายแอนโทนี พอล ได้ทราบไว้อย่างนี้

".......ข้าพเจ้าจะตอบคำถามของท่านจากจุดยืนผู้รักชาติ ตามหลักห้าประการของสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย กล่าวคือ

เอกราชของชาติ, อธิปไตยของชาติ, สันติภาพ, ความเป็นกลาง, ความไพบูลย์ของประชาชนพร้อมด้วยประชาธิปไตยของประชาชน

ไม่เพียงแต่เพื่อนร่วมชาติไทยจำนวนมากของข้าพเจ้าเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับหลักการห้าประการ แม้แต่ประธานเหมาเจ๋อตง โจวเอินไหล และประธานาธิบดีโฮจิมินห์ก็ได้บอกข้าพเจ้าว่า หลักห้าประการของข้าพเจ้าเหมาะและสมควรกับประเทศไทย"

"คำตอบที่ยิ่งใหญ่" ของท่านปรีดีอีกตอน คือนักข่าวเอเชียวีคถามว่า

"ท่านคิดว่าอะไรที่น่าจะเป็นความผิดอันใหญ่หลวงของท่าน? ถ้าท่านมีอำนาจกลับไปและแก้ไขเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตของท่าน การตกลงใจหรือการกระทำอันไหนที่ท่านอยากเปลี่ยนมากที่สุด?

ท่านปรีดีตอบดังนี้.....

"ถ้าท่านถามถึงว่าอะไรที่ข้าพเจ้าจะทำ ถ้าข้าพเจ้ากลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี...เอาล่ะ ข้าพเจ้าขอตอบว่า ข้าพเจ้าไม่สนใจที่จะกลับสู่การเมืองอีกหรอก เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าแก่มากแล้ว แต่ข้าพเจ้าตอบท่านได้ถึงความผิดในอดีตของข้าพเจ้า

ในปี ค.ศ.๑๙๒๕ เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนกลางของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความชัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี (ของกฎหมายเปรียบเทียบ)

ข้าพเจ้าไม่มีความชัดเจน และโดยปราศจากความเจนจัด บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะ มี

ในปี ค.ศ.๑๙๓๒ ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน.............

และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ!.

ดร ปรีดี พนมยงคฺ์ ท่านมีอุดมการณ์ชัดเจนในทางการเมือง คือ เมื่อได้อำนาจมาจากพระมหากษัตริย์แล้วท่านไม่ต้องการให้มีการผูกขาดอำนาจนั้น อยู่ในมือของคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว แต่ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ประชาชนต้องมีการจัดสรรอำนาจนี้ตามความเหมาะสมและมอบหมายให้ผู้ที่จะทำการแทนประชาชนอย่างยุติธรรม ประเด็นนี้มีการขัดกันในกลุ่มของคณะราษฎร์ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะบางคน หรือบางกลุ่มต้องการจะใช้อำนาจนั้นเสียเอง เพราะถือว่าได้ยึดอำนาจมาแล้วจะมอบให้ผู้อื่นก็ไม่เหมาะสม ยิ่งประชาชนยิ่งไม่มีความพร้อมในการใช้อำนาจที่ว่าเลย

ดร ปรีดี ท่านแย้งว่าตอนที่ปฏิวัติได้มีการกล่าวอ้างถึงประชาชน ดังนี้นตัองให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจ ถ้ายังไม่พร้อมก็ตัองสอนและวางหลักเกณฑ์ให้ชัดแจ้ง ก็จะทำได้เองในที่สุด อีกอย่างหนึ่งในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ ท่านประสงค์ที่จะใช้ระบบสหกรณ์เป็นตัวดำเนินการ เป็นการตัดนายทุน และทำให้ประชาชนมีความสามารถในการจัดการ เพราะเป็นพลังรวม

สองประเด็นใหญ่นี่เอง ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านต้องลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศในที่สุด ซึ่งน่าเสียดายที่บ้านเมืองต้องขาดโอกาสที่ดีและเหมาะสมไปด้วย