Get Adobe Flash player

อิทธิพลของชื่อ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

เมื่อ 55 ปีเศษมาแล้ว ขณะที่ผมเรียนวิชาโหราศาสตร์จากสมาคมโหรแห่งประเทศไทย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการตั้งชื่อ แก้ชื่อ ให้กับประชาชนหลายท่าน ได้สอนว่า

การตั้งชื่อต้องตั้งตามระบบมหาทักษา ปูมกำเนิด (ดวง) นามกำเนิด ถ้ามีดาวกาฬกินีเข้ามาเกี่ยวข้องกับดาวดีในดวง ให้ตั้งชื่อแก้กาฬกิณี นั้นๆ เสียด้วย

การกำหนดคำศัพท์ มันมี ฆาต ของภาษาซึ่งเป็นข้อต้องห้ามยกเว้นไว้ เราจะมองข้ามไม่ได้ ถึงแม้ว่า ฆาต นี้ไม่มีผลต่อเจ้าของดวงชะตา บางดวง เพราะมีดาวคุ้ม ทำลาย พร้อมสรรพ อยู่

ในกรณีนี้ ก็เป็นข้อยกเว้นในบางดวง

หลายคนมีความเชื่อมั่นในชื่อของตัวเองมาก เพราะเป็นชื่อที่ พ่อตั้งให้ หรือ พระตั้งให้

ก็ดี ถือว่าเป็นมงคลนามได้เลย แต่ท่านๆ อาจจะลืมไปว่า พ่อ หรือ พระ บางท่าน ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง มีแต่จิตมงคลอย่างเดียว บางทีมันก็ไม่คุ้มครองตามหวัง ก็ได้

ผมเคยเจอมาสองคนที่มีชีวิตล้มแล้วล้มอีก ครอบครัวก็แตกแยก ลูกเต้าก็เอาดีไม่ได้สักคน ผมเคยตรวจดวงชะตาให้กับเขา ก็พบว่า ชื่อเขามีแต่จุดเสียเกือบทั้งหมด ก็ได้แนะนำไปว่า ให้เปลี่ยนชื่อใหม่ลองดู ชีวิตอาจจะดีก็ได้

เขาตอบว่า ไม่เปลี่ยน เพราะแก่แล้ว อีกอย่างเป็นชื่อที่พ่อตั้งให้ และห้ามเปลี่ยน

ผมก็ตอบ สาธุ ที่่มีจิตแน่วแน่ขนาดนั้น

ฆาต ของชื่อ คือถูกบังคับโดยคำศัพท์หน้าชื่อ และ สระที่อยู่ใต้ชื่อ

ได้แก่คำที่นำหน้าชื่อ คือคำ ปร หรือ บรร ซึ่งแปลว่า ก่อน หรือ ใหญ่ หรือ ยิ่ง แต่เมื่อแผลงเป็นประ แล้ว มีความหมายเปลี่ยนไป เพราะแปลว่า “เปราะ หรือ แตกหัก” ตรงกันข้ามกับคำว่า เกสต (อ่านว่า กะเสด) แปลว่า มั่นคง

สระที่อยู่ใต้ชื่อ คีอ สระ อุ  เป็นตัวตรึงไม่ให้มีผลในทางบวกสุดๆ แต่ก็ไม่เกิดร้ายกาจแบบสุดๆ เช่นกัน สำหรับสระ อู ให้ผลกลางๆ ไม่เด่นไม่ด้อย

แต่มีข้อยกเว้นว่า ถ้ามี ประ นำ แต่มีสระ อุ ด้วย ให้ผลดี แต่ไม่ประสพผลที่เป็นมงคลในที่สุด

ผมจะยกตัวอย่างที่น่าจะไปได้ สุดสุด แต่ไม่ได้ เป็นกรณีศึกษาจากคนที่เป็นบุคคลสาธารณะมาให้ดูหกรายชือ ดังต่อไปนี้

สุรินทร์ มาศดิตถ์  ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ 

พลเอก สุจินดา คราประยูร อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูป รสช. และอดีตนายกรัฐมนตรี

พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีขิงแก่ 2550

นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ อดีตรองหนัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกิจสังคม ทั้งร่วมก่อตั้งพรรคนี้ด้วย

นายบุญชู โรจนเสถียร อดีตซาร์เศรษฐกิจ ผู้เป็นโต้โผก่อตั้งพรรคกิจสังคม และเป็นเลขาธิการพรรคคนแรก

แต่มีเรื่องวิจารณ์กันลั่นว่า รัฐบาลพรรคกิจสังคม มีรัฐมนตรี บุญเท่ง ทองสวัดิ์ บุญชู โรจนเสถียร

บุญคุ้ม จันทรศรีสุริยวงศ์ บุญช่วยฯ ประยุทธ ศิริพาณิชย์ ฯลฯ เป็น “รัฐบาลบุญ” จะมีอายุค้ำฟ้า แน่นอน แต่ก็ไปย่างทุลักทุเล ได้เพียง 11 เดือน ก็กราบลาโรง ซึ่งท่านๆ ก็คงทราบดีอยู่แล้ว

แต่..สำหรับ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา อาจจะเข้าข้อยกเว้น เพราะ ประ กับ สระอุ อยู่ร่วมกันก็ได้  ก็ต้องจับตาดูกันไป

ผมเกรงว่า นายพลหัวหน้า คสช และนายกรัฐมนตรี ผู้ใช้อำนาจกฎอัยการศึก ท่านนี้ จะสะดุดขาตัวเองจาก การอนุญาตให้มีสัมปทานพลังงาน รอบที่ 21 เสียเป็นแม่นมั่น เพราะเป็นการฝืนผลประโยชน์ของประชาชน อ้างว่าการสัมปทานรัฐจะได้ผลแบ่งถึง ร้อยละ 78 แต่ลืมไปว่า ผู้รับสัมปทานจะไปโขกสับประชาชนอีกเท่าใด ขั้นสุดท้ายประชาชน ก็แบกภาระ และกินน้ำตา ต่างผลประโยชน์ เช่นเดิม เอวัง.