Get Adobe Flash player

ครูฉ่ำ จำรัสเนตร และ หลวงพ่อโอภาสี โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ครูฉ่ำ จำรัสเนตร ครูคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะจากพื้นฐานการศึกษาและประสพการณ์ก็ไม่มากมายอะไร แต่ทำไมท่านมีลูกเล่นและแนวคิดแพรวพราวเหลือขนาดในลูกเล่นที่ท่านใช้ขณะที่ต้องทำหน้าที่ เพราะนับจากนั้น ท่านก็ป่วยเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ ต้องนอนรับแขกจนวินาทีสุดท้ายกันทีเดียว

เมื่อท่านเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราชเป็นสมัยที่ 8 ประมาณ พ.ศ. 2508 ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่หนึ่งตามระเบียบ ซึ่งคนเมืองนครฯ กล้ายืนได้แทบทุกคนว่า ท่านไม่เคยใช้เงินในการหาเสียงเลย ท่านใช้สมองในการหาเงินเป็นหลัก และใช้มิตรจิตมิตรใจเป็นตัวประสาน เป็นจุดเล็กๆ แต่ได้ผลเยี่ยมตลอดมา

วันเปิดประชุมสภาครั้งแรก ตามระเบียบสภาที่ได้กำหนดว่า ให้ ส.ส. ทุกคนต้องลุกขึ้นกล่าวคำสาบานเป็นรายคนในข้อกำหนดว่า “ข้าพเจ้า(ออกชื่อ ส.ส. และจังหวัด)จะขอสาบานต่อพระแก้วมรกต พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระสยามเทวาธิราช เจ้าพ่อหลักเมือง พระแก้วพระกาฬ เจ้าพ่อหอกลอง ตลอดจนเทพชั้นรองที่ช่วยคุ้มครองบ้านเมือง ว่า ข้าพเจ้าจะกระทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามทำนองคลองธรรมและหลักนิติธรรม ตามจารีตประเพณีของชาติ ถ้าข้าพเจ้าผิดจากคำสาบานนี้ ก็ให้ข้าพเจ้าพบกับความวิบัตินานัปการด้วยเทอญ”

พอถึงคิวครูฉ่ำ ท่านก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้านายฉ่ำ จำรัสเนตร ส.ส. นครศรีธรรม จะขอสาบานต่อหลวงพ่อโอภาสี แห่งบางมด..” พอพูดได้แค่นี้ ประธานสภา ก็ได้กล่าวขัดทันทีว่าผิดจากระเบียบที่ทุกคนต้องกล่าวตามแบบเหมือนกันหมด

ครูฉ่ำเถียงว่า การกล่าวตามแบบนั้น บางคนยังออกชื่อไม่ครบ บางคนก็ออกชื่อผิดอักษร แบบนี้ผลออกมาก็ไม่ขลัง แต่ผมให้ความเคารพศรัท ธาต่อหลวงพ่อโอภาสี สุดหัวใจ การที่ผมสาบบานกับท่านจึงเชื่อได้ว่าเป็นวาจายิ่งกว่าสัจจะ ธรรมดา เพราะท่านเป็นอริยสงฆ์ชั้นเทพแล้ว ประธานสภาก็ไม่ยอม เพราะระเบียบสภามีไว้ชัดเจน ครูฉ่ำเถียงว่า ระเบียบนั้นเขียนโดยเจ้าหน้าที่สภาไม่ได้ตราเป็นกฎหมาย น่าที่ใครนับถืออะไรให้สาบานกับสิ่งนั้นจะได้สัจจะ ที่แท้จริง ท่านก็ขอให้ประธานสภาขอมติที่ประชุมดู ถ้าที่ประชุมไม่อนุมัติ ท่านก็จะทำตามระเบียบ ประธานสภาก็ขออนุมัติสภา พอลงมติปรากฎว่า ครูฉ่ำ ชนะเกือบท่วมท้น ท่านก็สาบานตามแบบของท่านจนสำเร็จสมความประสงค์

หลวงพ่อโอภาสี เป็นอริยสงฆ์ที่โด่งดังมาก อยู่สำนักสงฆ์บางมด ท่านชื่อเดิมว่า ชวน เป็นคนเกิดที่อำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นคนใจนักเลงมาตั้งแต่เด็กมีวาจาสัตย์ ฉลาดเฉลียว ขยันทำงาน เมื่อบวชแล้วก็ปฏิบัติธรรม และทำธุดงค์วัตรจาริกไปหลายท้องที่ตามป่าเขาลำเนาไพร จนเกิดบารมีแก่กล้าปรากฎแก่สายตาของมหาชนในหลายมิติ สิ่งที่ทำให้ท่านโด่งดังคือ การตัดกิเลสด้วยการเผากิเลส เช่นคนถวายเงินทองท่านๆ ก็จะส่งเข้าเตาเผาไม่ว่าจะมีราคามากแค่ไหน เมื่อเผาความอยากได้หมดความเสียดาย ก็เท่ากับฆ่ากิเลสได้ระดับหนึ่ง

มีเรื่องเล่ากันว่ามีสตรีสาวมหาเศรษฐีรายหนึ่งมีความศรัทธาท่าน ได้ถวายสร้อยคอทองคำหนักกว่าสิบบาท แหวนเพชรวงใหญ่น้ำงาม กำไลทองประดับเพชรอีกสองอัน ตุ้มหู และเข็มขัดทองคำอีกเส้นหนึ่ง พร้อมเงินสดอีกปีกใหญ่ ท่านรับเสร็จก็โยนเข้ากองไฟๆก็ไหม้หมด สาวคนนี้ตกใจน้ำตาไหล คืออดเสียดายไม่ได้ ท่านบอกว่าของพวกนี้ไม่หายไปไหนหรอก เดี่ยวมันก็มาเองได้ เพราะเรายังรักอาลัยมันอยู่ เพียงแต่เราขาดพลังธรรมชั้นสูงที่จะช่วยให้หลุดพ้นได้ เท่านั้น สาวคนนั้นก็กราบลาท่านกลับ พอมาถึงบ้านก็ตกใจแทบล้มทั้งยืน เพราะของที่หลวงพ่อส่งเข้าเตาเผาต่อหน้าต่อตา กลับมากองอยู่บนโต๊ะกลางบ้านทั้งหมด รีบวิ่งกลับไปหาท่านๆ ยกมือไม่ได้พูด แต่บอกว่าเพียรฝึกเผากิเลสต่อไปก็แล้วกันนะจะประสพควาสำเร็จยิ่กว่าที่เคยเป็น สาธุ สาธุ สาธุ