Get Adobe Flash player

ขอชื่นชมเชิดชู ผลงานอมตะของ ‘ปอ’ ทฤษฎี สหวงศ์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ขอหยิบยกเรื่องราวของพระเอกผู้จากไป “ปอ” ทฤษฎี สหวงศ์ มาพูดถึงอีกครั้ง

ก่อนอื่นขอบังอาจวิจารณ์ชื่อ “ทฤษฎี” เสียก่อน ต้องอ่านว่า ทริดดี เพราะเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ความเห็น หรือความคิดที่ ต้องมีภาคปฏิบัติจึงจะสำเร็จ เป็นความหมายเดียวกับภาษาบาลี

ทิฐิ คือความเห็น แต่คนไทยนำมาใช้ในทางลบ คือ แปลว่า ดื้อดึง(จริงแล้วจะปรากฎในหมวดอริยธรรม คือ อริยอัฎฐังคิกมรรค หรือ มรรคมีองค์แปด ที่ว่า “สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ”)

เท่าที่เป็นข่าว เจ้าของชื่อเป็นผู้มีจิตใจยอดเยี่ยมโอบอ้อมอารี ช่วยผู้อื่นทุกคนที่มีโอกาส โดยไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆ เป็นผู้เสียสละให้แก่สังคมเสมอต้นเสมอปลาย เป็นลูกที่ยอดกตัญญูจนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เป็นสามีและพ่อที่ดีที่สุดจนเป็นที่รู้กันทั่วไป สมชื่อของเขาแล้ว

ผมขอกราบเรียนว่า ปกติผมไม่ใช่นักดูละครสักเท่าใด แต่เมื่อละครเรื่อง “ผู้ใหญ่ลี กับ นางมา”  ออกอากาศเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ผมก็ตั้งใจดู เพราะผมชอบผู้ประพันธ์เรื่องนี้ คือ “คุณกาญจนา นาคนันท์” มาตั้งแต่วัยรุ่นเพราะผมเป็นลูกของเกษตรกร จึงดื่มด่ำในบทของพระเอกที่เดินตามแนวทางของรัฐนิยม และสยามนิยม ตามตำราที่กำลังเรียนอยู่พอดี

จึงได้พบกับความอมตะ ของพระเอกในละครเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม เด็มรูปแบบ กล่าวคือ

- เน้นความเป็นคนไทยแท้ที่ใช้ชีวิตในชนบท แบบเกษตรกร คือการทำนา ไร่ แบบธรรมชาติของชาวไทยที่เป้นมาแต่โบราณ

พยายามขวางธุรกิจของบรรดาพ่อค้า ที่นำเอาสารเคมีมามอมเมาประชาชน เช่น

ปุ๋ย ที่มาเร่งให้ผลผลิตสูง ซึ่งจะมีผลดีเฉพาะปีแรกๆ เท่านั้น พอปีหลังๆ ปุ๋ยจะทำให้เกิดกรดในดิน และทำให้ดินแข็งเป็น ดินดาน ผลผลิตก็จะลดลง จนไม่ได้ผลดีอีกต่อไป

ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าหญ้า เพราะสารเคมีย่อมจะแพร่กระจายไปทั่ว ทำให้คนที่ใช้ก็รับผลร้ายจากสารที่ว่านี้เต็มๆ ไปด้วย เท่ากับตายผ่อนส่งไปในตัว

ขวางการใช้เครื่องจักรยนต์ รถไถนา เพราะทำให้ดินแข็งเพิ่มจากแข็งเพราะปุ๋ยอีกชั้นหนึ่ง

พยายามส่งเสริมให้ใช้ควายเบบเดิม เพราะถ้าใช้ควาย มีประโยชน์โดยตรงจากผลพลอยได้แบบธรรมชาติ เช่น

มูล และ เยี่ยว ควาย ย่อมจะเป็นปุ๋ยธรรมชาติอย่างดีเยี่ยม

หญ้าข้างนา บนคันนา ก็จะเป็นอาหารควายไปในตัว ไม่ต้องเสียเวลาไปกำจัดมัน

ส่งเสริมให้รักสัตว์ อนุรักษ์สัตว์เลี้ยง เป็นอาชีพได้อีกชั้นหนึ่ง ในละครมีพระเอก (นางเอก) ที่พระเอกได้จูง คลุกคลีใกล้ชิด อีกตัวหนึ่ง คือ “อีเฉาก๊วย” น่ารักแสนรู้เสียด้วย

ในละคร พระเอก ได้ประชุมชาวบ้านให้รู้จักใช้กรด “ควันไม้” จากการเผาถ่านเพื่อปราบศัตรูพืชที่จะพึงมีในไร่นา

นอกจากนี้ พระเอกและนางเอก ยังได้รื้อฟื้น “การลงแขกทำงาน” ที่ให้ผลความร่วมมือ สามัคคีในการคอรงชีพ และความเป็นอยู่แบบไทยแท้ ได้น้ำใจซึ่งมีค่ากว่า “น้ำเงิน” ที่เมื่อหมดไปแล้ว ก็หมดกันไปเลย

ในละครยังได้โชว์ภาพ นาข้าวแสนสวย ทั้งตอนที่งอกงามเขียวชะอุ่ม จนออกรวงทองอร่ามเรืองสุดลูกตา ทำให้นึกถึงเพลงของสมยศ ทัศนพันธ์ “ช่อทิพย์ รวงทอง” ขั้นมาทันที

และนึกถึงบทอาขยาน สมัยเป็นเด็กนักเรียนเมื่อ 70 ปี ก่อนได้อีกด้วยที่ว่า

“เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน เพื่อนรักเราชักชวน ร่วมช่วยกันมุ่งหมั่นทำ วิชาต้องหาไว้ เป็นหลักได้ใช้ช่วยนำ ให้รู้ลู่ทางจำ ค้นคว้าไปให้มากมี ช่วยกันอย่างขันแข็ง ด้วยลำแข้งและแรงกาย ทำไปไม่เสียดาย แม้อาบเหงื่อเมื่อทำงาน ดั่งนี้มั่งมีแท้ ร่มเย็นแน่หาไหนปาน โลกเขาคงเล่าขาน ถิ่นไทยนี้ดีงามเอย”

หรือบทเพลง “เมืองไทยนี้ดี” ของ พีระ ตรีบุปผา ขับร้องโดย อุรา ศุภอัปสร ที่ร้องว่า

“เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำมาหากิน แผ่นดินของเรา ปลูกเรือนสร้างเหย้าอยู่ร่วมกันไป เราอยู่เป็นสุข สนุกสนาน เราตั้งถิ่นฐานไว้จนยิ่งใหญ่ เมืองไทยเรานี้ แสนดีกระไร เรารักเมืองไทย ยิ่งชีพเราเอย”