Get Adobe Flash player

ข้าว...และ ชาวนา.......(2) โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

อย่างที่วัดคูหาสวรรค์.........ถ้าเป็นที่อื่น ไม่แน่ว่า รอบๆ กำแพงหน้าวัด และที่ลานวัด อาจระเกะ-ระกะไปด้วยร้านค้า แผงลอย ใครต่อใคร เอารถเข้าไปจอดเต็มไปแล้วแต่ที่นี่ "เรียบ-ระเบียบ-สงบ" ถึงพร้อม ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ ตามแนว "หลวงพ่อปัญญานันทะ" ซึ่งท่านทำนุบำรุงด้านการศึกษาที่นี่

สมเป็นพระอารามหลวงที่ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เคยเสด็จฯ มาหลายครั้ง

"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ ก็เคยเสด็จฯ มาเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๒

"พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาล ที่ ๗ เสด็จฯ มาเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑

"สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์" เสด็จมา พ.ศ.๒๔๔๕ และ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต" เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จมา พ.ศ.๒๔๗๓ทั้งหมด........จะมีพระปรมาภิไธย จปร. ปปร. ภปร.และ สก.สลักไว้ที่เพิงผาหน้าถ้ำคูหาสวรรค์ ที่ "หลวงพ่อทวด" เคยจำพรรษารวมทั้งพระนามย่อ บส. "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต" ผู้ทรงเป็นต้นราชสกุลบริพัตร อืมมมมม พัทลุงนี่ เหมือนเพชรลับแล เมื่อเจอ แวววับหยุดตา-หยุดใจให้จดจ่อซะจริงๆจะเล่าถึง "พระอาจารย์นำ" แห่งวัดดอนศาลา ที่ควนขนุน ก็หมดพื้นที่กระดาษ อยากบอกไว้นิดว่านอกจากหลวงพ่อทวด หลวงพ่อคล้าย นครศรีฯ "พระอาจารย์นำ"........

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" นอกจากทรงเคยนิมนต์เข้าไปในวังแล้ว ยังเสด็จฯ มาที่วัดถึง ๓ ครั้ง"วัดดอนศาลา-พระอาจารย์นำ" มีอะไรให้ค้นหาคู่เมืองพัทลุง?วันนี้ บอกได้เพียงว่า........."พระอาจารย์นำ" มรณภาพ เมื่อ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ อายุ ๘๘ ปี "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" เสด็จฯ ไปพระราชทานเพลิงศพ และพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." ประทับด้านหลังเหรียญที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแล้วท่านคิดว่า....ควรไป "วัดดอนศาลา(ดอนหลา)" กันมั้ยล่ะ? (ที่มา เปลว สีเงิน Thai Post | November 2, 2016)

ณาฒ สหัชชะ อยากจะเป่าตูดเสริม ดังนี้ครับ

สำหรับท่านที่ได้อ่านจาก นสพ.ไทยโพสต์ หรือที่อื่นแล้ว ก็โปรดผ่านไปเลยครับ แต่ท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ก็รีบอ่านในคอลัมน์นี้ได้เลย เหมาะอย่างยิ่งเพราะได้จังหวะเหมาะที่คนเขียน ได้เขียนได้เวลาที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ อ่านแล้ว มัน และได้ข้อคิดให้กับสมองอย่างดียิ่งครับ

ผู้ที่ตกเป็นทาสปัญญาฝรั่งมากที่สุดคือ “ด๊อก.และ มหาบัณฑิต” จำทั้งหลาย เพราะมุ่งเรียน ท่องจำ และทำรายงานให้กับอาจารย์ที่สอน จึงซึมซับปัญญาของเขาไว้เต็มสมอง ไม่มีอะไรแทรกเขาไปได้เลย จึงเป็นสาเหตุที่สอนศิษย์จนขาดจิตสำนึกเหมือยตน ตกเป็นทาสปัญญาของฝรั่งไปกันจนหมดสิ้น

ทฤษฎีตะวันตก มันเพ้อฝันมากกว่าที่จะเป็นจริงได้ ดูในทฤษฎีของ “คอมมิวนิสต์” ที่โลกเคยเกลียดกลัวเป็นที่สุด แต่ดูในปัจจุบัน ขยายพันธุ์ไปได้ไหม เพราะมันผิดจากชีวิตจริงที่ควรจะเป็น ทุกลัทธิการเมือง ถ้าเกินจากความเป็นจริงในสังคมจริง ก็จะไปไม่รอด

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ เมืองไทยเราสร้างชาติมานับพันปีโดยระบบพระมหากษัตริย์ เราเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ ประชาชนก็อยู่ดีกินดี ไม่ค่อยมีหนี้สินจนเดือดร้อนเหมือนในปัจจุบัน        ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น “ลัทธิที่วิเศษที่สุด” เพื่อสมัครเป็นเบี้ยล่างของฝรั่งตะวันตก ไม่มีผลงานให้ชาติ  มีแต่ผลการแก่งแย่งชิงดีชิงตำแหน่งกันตลอด แต่..บางช่วงที่เป็นเผด็จการก็กลับไปหาระบบราชาธิปไตยกลายๆ คืออำนาจตกอยู่ในมือคนๆ เดียว ก็สามารถแก้ปัญหาและสร้างงานใหญ่ๆ ได้สำเร็จ เช่น สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่สามารถปราบฝิ่นจนยุบกรมการฝิ่น ถอนรากถอนโคนตั้งแต่บัดนั้น และ การปราบอันธพาลครองเมืองต่อยอดมาจากยุค นายพลเผ่า จอมอัศวิน ทมิฬหินชาติ จนราบคาบได้ เป็นต้น

จึงเป็นคำตอบอยู่ในตัวว่า “ระบบเดิมที่เป็นราชาธิปไตย” นั่นแหละเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด เพราะเรามีรากในการก่อสรางชาติมาอย่างนี้ บางพวกเอาเชื้อโรคร้ายจากยุโรปมาใส่ชาติ  แถมเพาะเชื้อจนบ้านเมืองบักโกรกจนทุกวันนี้

เพราะมันฝืนกฎของโลก แบบคอมมูน คนจะเท่าเทียมกันในทางความคิด จิตใจ ตัณหาคือความต้องการ ไม่ได้เด็ดขาด แบบประชาธิปไตย เสียงข้างมากแม้แต่ชนะกันเพียงหนึ่งคะแนนก็ชนะแล้ว จะมาบังคับเสียงข้างน้อย จะบังคับกันได้หรือ

ท้ายที่สุด แม่บทอย่างสหรัฐอเมริกา พอฝ่ายฮิลลารี่แพ้การเสือกตั้งต่อทรัมพ์ ก็เกิดไม่ยอมรับ และมีการเผาเมืองกันแล้ว ไชโย้ ประชาธิบไตยจงเจริญ