Get Adobe Flash player

“แกล้งดิน” วิธีดัดนิสัยดินไร้ประโยชน์ ให้เปลี่ยนมาเป็นประโยชน์! นวัตกรรมใหม่ที่โลกเพิ่งรู้!! โดย.. โรม บุนนาค

Font Size:

ดิน เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการทำเกษตรกรรมแต่ดินในประเทศไทยก็ไม่ได้เหมาะแก่การเกษตรไปทุกแห่ง หลายแห่งดินมีปัญหากับการปลูกพืชและเกษตรกรที่พบปัญหา ก็ยากที่จะย้ายไปหาที่ทำกินใหม่ได้จึงจำใจต้องทำกินในที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตรต่อไป ทำให้ได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร บางครั้งก็ไม่พอกินในครอบครัว ทำให้ต้องผจญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยพสกนิกรในเรื่องนี้จึงมีพระราชดำริ คิดค้นหาทางแก้ปรับปรุงดินให้มีศักยภาพในการผลิตเพื่อช่วยเกษตรกรผู้ยากไร้เหล่านั้น ทรงเริ่มให้มีการทดลองวิธีการต่างๆเพื่ออนุรักษ์และบำรุงดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีตามธรรมชาติสร้างความสมดุลของสภาพแวดล้อม ให้เกิดขึ้นบางอย่างก็สวนทางกับวิธีเดิมๆที่ทำกันมา

อย่างดินเค็ม ซึ่งเป็นดินที่มีเกลืออยู่มาก มีความเป็นด่างสูงจนมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและผลผลิต เกลือในดินเค็มของภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็นเกลือแกง ซึ่งอยู่ในรูปแบบของโซเดียมคลอไรด์สาเหตุเกิดจากการสร้างอ่างเก็บน้ำบนพื้นที่ ซึ่งมีหินเกลิออยู่ใต้ดินหรือตัดถางพื้นที่เพื่อทำนาเกลือทำให้เกลือใต้ดินเกิดการละลายและซึมขึ้นมาบนผิวดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินเค็ม โดยใช้ระบบชลประทานล้างเกลือที่ตกค้างบริเวณผิวดินและลำห้วย ทำให้ความเค็มในลำห้วยเจือจางจนนำมาบริโภคได้โครงการแก้ไขปัญหาดินเค็มบริเวณห้วยบ่อแดง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีการทำนาเกลือ มีพระราชดำริให้ขุดลอกลำห้วยบ่อแดงพร้อมยกคันให้สูง ป้องกันน้ำจากนาเกลือไหลลงลำห้วยเพื่อให้เกษตรกรที่ทำนาสามารถใช้น้ำในลำห้วยปลูกข้าวได้ และให้ผู้ประกอบการทำนาเกลือขุดบ่อขนาดใหญ่ เพื่อรองรับน้ำที่จะปล่อยทิ้งจากนาเกลือทั้งหมดเก็บไว้รอระเหย หรือไหลซึมลงในดินโดยเจาะบ่อบาดานเล็กๆด้วยวิธีนี้ชาวนาเกลือและชาวนาข้าวจึงอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทะเลาะกัน

ส่วนดินเปรี้ยว หรือดินพรุ คือดินในพื้นที่มีน้ำท่วมขังเช่นบึงหรือหนองน้ำตื้นๆ มีพืชจำพวกกก พืชล้มลุก หรือหญ้าต่างๆ ขึ้นและตายทับถมกันมาเป็นเวลานาน จนมีไม้พุ่มและไม้ยืนต้นเติบโตขึ้นได้มีสภาพเป็นป่า มีสัตว์ป่ามาอาศัยหลายชนิด เวลาผ่านไปซากพืชซากสัตว์ตายทับถมกันจนเป็นชั้น “ดินอินทรีย์” (Peat) หนาเรียกป่าประเภทนี้ว่า “ป่าพรุ”

เมื่อคนเข้าไปหักล้างถางป่าพรุ แล้วสูบเอาน้ำออกเพื่อทำการเกษตรอากาศจึงซึมลงไปในดินได้ ดินพรุมีสารไพไรท์อยู่มาก เมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ จึงปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมาทำอันตรายต่อพืชที่ปลูก ในที่สุดทั้งสัตว์ ทั้งพืช รวมทั้งคนก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดินพรุได้ เพราะมีความเป็นกรดสูง เปรี้ยวจัดซึ่งพื้นที่ประเภทนี้มีอยู่ในจังหวัดภาคใต้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าราษฎรในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียง ขาดแคลนที่ทำกินทรงมีพระราชดำริที่จะปรับปรุงดินพรุให้ใช้ประโยชน์ในการเกษตรเป็นที่ทำกินของราษฎรได้ มีพระราชดำรัสให้จัดตั้ง “โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”ขึ้นที่จังหวัดนราธิวาสในปี ๒๕๒๔ พระราชทานแนวทางแก้ไขด้วยวิธีตรงข้ามกับวิธีการทั่วไปคือแทนที่จะลดปัญหา กลับสร้างปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วยกระบวนการที่ทรงเรียกว่า “แกล้งดิน”

วิธีการคือ ทำให้ดินพรุแห้ง อากาศซึมลงไปทำปฏิกิริยากับสารไพไรท์ได้จนดินโกรธจัด คายกรดกำมะถันออกมามากจึงปล่อยน้ำเข้าชะล้างกรดกำมะถันระบายออกไปแล้ว ปล่อยให้ดินแห้งจนอากาศซึมลงไปกระตุ้นให้เกิดกรดอีกร่นระยะเวลาช่วงแล้ง และช่วงที่ดินได้รับน้ำจากฝนตามธรรมชาติให้สั้นลงปล่อยให้ดินแห้ง ๑ เดือน และขังน้ำให้เปียก ๒ เดือนสลับกันไปเกิดภาวะดินแห้งและเปียก ๔ รอบต่อปี เสมือนมีฤดูแล้งและฤดูฝน ๔ ครั้งต่อ ๑ ปี ดินจึงคายกรดกำมะถันจนลดความเปรี้ยวลงโดยเร็ว มีความเป็นกลางคือมีค่าความเป็นกรดและเป็นด่างใกล้เคียงกัน จนทำการเกษตรได้ผล

ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานของโครงการศูนย์พิกุลทองฯ มีพระราชดำรัสกับ น.ต.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี นายจุลนภ สนิทวงศ์ ณอยุธยา นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. และเจ้าหน้าที่ชลประทานว่า

“โครงการแกล้งดินเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่พูดมา ๓ ปี หรือ ๔ ปีแล้วต้องการน้ำสำหรับมาทำให้ดินทำงาน ดินทำงานแล้วดินจะหายโกรธอันนี้ไม่มีใครเชื่อ และมาทำที่นี่ก็ได้ผลดังนั้นผลงานของเราที่ทำที่นี่เป็นงานสำคัญที่สุดเชื่อว่าชาวต่างประเทศ เขามาดูเราทำอย่างนี้แล้วเขาก็พอใจเขามีปัญหาแล้วเขาก็ไม่ได้แก้ หาตำราไม่ได้...”

ผลจากการแกล้งดินของโครงการศูนย์พิกุลทองฯนี้ทำให้ราษฎรมีพื้นที่ปลูกข้าวได้มากขึ้นที่ปลูกอยู่แล้วก็มีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ที่เคยได้ข้าวไร่ละ ๕-๑๐ ถังก็เพิ่มเป็น ๔๐-๕๐ ถัง คนที่เคยซื้อข้าวกินกลับมีข้าวขาย

จากพระราชดำริในเรื่อง “แกล้งดิน” และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในเรื่องดังกล่าว พบว่าเป็นโครงการที่มีความเป็นนวัตกรรม โดยใช้เทคโนโลยีแก้ไขดินเปรี้ยวในประเทศเขตร้อน และยังไม่มีที่ใดในโลกใช้วิธีนี้

ด้วยพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรม ของพระองค์ท่านและความตั้งพระราชหฤทัย ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพสกนิการชาวไทยเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่สรรเสริญพระเกียรติคุณ ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมาถึง ๖๐ปีที่ครองราชย์ เป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อชาวไทยและชาวโลก สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ในพ.ศ.๒๕๔๙ และกำหนดให้วันที่ ๕ ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ”