Get Adobe Flash player

กิจที่พระอรหันต์ได้กระทำไว้ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ช่วงเวลานี้ในประเทศเรา ได้มีการแสดงออกในหลายมิติเพื่อเป็นการแสดงมุทิตาจิต ต่อพระอรหันต์เจ้า สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ราชวรมหาวิหาร เนื่องในวันครบวันมรณกรรม วันที่ 22 มิถุนายน ของทุกปี

สมเด็จเกิดวันที่ 19 มถุนายน 2331 ในรัชชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ และมรณะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 22 มิถุนายน 2415 นับจนถึงวันนี้เป็นเวลา 145 ปี แล้ว

จากเกร็ดพงศาวดารที่ผมได้รับจาก คณะกรรมการใหญ่ในวงการพระเครื่อง ซึ่งมีปรมาจารย์สมศักดิ์ จวงสวัสดิ์ เป็นประธานถาวร มีว่า สมเด็จท่านเป็นบุตรคนโต ของท่านฉิม สมัยหนุ่มๆ ที่ติดตามบิดา คือ เจ้าพระยาจักรี ไปทำสงครามเพื่อขจัดพม่า และเหล่าปัจจามิตรที่กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าตาก หลายสนามรบ ท่านได้พบรักกับนางสาว เกศ ชาวไชโย จังหวัดอ่างทองจนมีบุตรด้วยกันเป็นชาย เกิดที่ตำบลสะดือ อยุธยา ติดมารดาไปนั่งได้ ที่อำเภอไชโย และยืนได้ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ

ดังนั้นท่านได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อเป็นที่ระลึกไว้ ดังนี้

สร้างพระพุทธไสยาส ไว้ ณ ที่เกิด คือ พระนอนขนาดใหญ่ที่วัดสะตือ จ. พระนครศรีอยุธยา

สร้างพระนั่งปางสมาธิ ขนาดใหญ่ไว้ที่วัดเกศไชโย จ. อ่างทอง

สร้างพระยืนทรงรำพึงขนาดสูงที่สุดไว้ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ

หมายเหตุ ชนชาวอ่างทองมีส่วนเป็นคนสำคัญของชาติหลายแบบบ นะครับ เช่น (1) ทหารกองหน้าของพระเจ้าตากตอนกู้ชาติก็เป็นคนมาจาก อ วิเศษไชยชาญ (2) ทหารหน้ากล้าตายซึ่งมีขุนรองปลัดชู ชาววืเศษไชยชาญเป็นหัวหน้า ก็ได้สู้กับพม่าจำนวนหนึ่งหมื่นห้าพัน เมื่อศึกเก้าทัพ ณ ตำบลหว้าขาว จ ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยทหารเพียงสี่ร้อยคน ยันพม่าไว้ได้ แต่ทุกคนตายหมด น่าพิศวงทุกคนไม่มีบาดแผลเลย เพราะจมน้ำตายเท่านั้น (3) แม่เกศชาวไชโย ก็เป็นมารดาของสมเด็จโตท่าน (4) ถ้าใครเคยไปจังหวัดอ่างทองแถวชนบท จะเห็นหญิงไทยแท้ สวยเข้มคมสะดุดตา ซึ่งที่ไหนไม่เหมือนเต็มไปหมด

จากตำนานมีว่า สมเด็จท่านเป็นบุตรคนแรกของท่าน ฉิม บุตรของเจ้าพระยาจักรี แต่ตอนที่ท่านฉิมได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้า และขึ้นเถลิงราชสมบัติ เป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ไม่สามารถจะรับบุตรนอกเศวตฉัตรได้ พอสมเด็จมีอาบุได้ 8 ปี ก็ได้บวชที่วัดระฆังโฆษิตาราม และเป้นเณรที่มีศักดินาที่สุด เพราะมี  “เรือกัญญา” ที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัวเป็นพาหนะประจำ

ในวงการสงฆ์ เขาบันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับกาลที่ 4 ได้มีพระราชพิธีบางอย่างได้ทรงนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่เข้ามาสวดมนต์ในพิธีหลวง ในจำนวนนี้ มีพระหนุ่มวัยใกล้จะห้าสิบปีอยู่องค์หนึ่ง คือ ขรัวโต ขณะนั้นยังไม่มีตำแหน่ง รัชกาลที่ 4 ได้ตรัสถามคณะสงฆ์ว่า อะไรที่เป็นความสุขสูงสุดของคฤหัสถ์ พระทุกองค์ก็ได้ตอบไปทำนองว่า การเป้นพระมหากษัตริย์บ้าง การครองเรือนที่มีฐานะมั่งคั่งบ้าง การมีอำนาจสูงสุดในบ้านเมืองบ้าง สุดท้ายก็ทรงรัสถามว่า อ้าว ขรัวโต ละตอบได้ไหม ขรัวโตลุกขั้นยืนหุ่มจีวรแล้วกล่าวว่า

“เนื้อจิ้มเนื้อเว้ย” เสร็จแล้วก็เดินจากไป ความจริงเป็นการแสดงทีไม่บังควร เพราะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของกษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะมีราชภัย แต่กับขรัวโต พระองค์ตรัสว่าถูกแล้ว เพียงเท่านั้น เพราะขรัวโตท่าน เป็นพระเชษฐาคนโตที่สุด แถมไม่มีการสร้างภาระใด ๆ ให้เกิดระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลย

มีเกร็ดอีกว่า ขณะที่นางนาคพระโขนงที่กำลัง เฮี้ยน จัดที่สูด อาละวาดจนไม่มีหมอผีคนใดรับมือไว้ได้ สมเด็จฯ ท่านก็ได้ไปกำราบด้วยตัวท่านเอง บ้างว่า ได้ตอกเอาหนังหน้าผากศพแม่นาคไป บ้างก็ว่า เพียงแต่เอามีดหมอกรีดเป็นยันต์พิเศษไว้ที่หน้าผากศพแม่นาค ก็เป็นอันว่า แม่นาคก็หยุดเฮี้ยน เชื่อว่า ไปจุติในภพอื่นแล้ว

เชื่อกันว่าเมื่อประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบปีมานี้ ถ้ามีการสร้างพระเครื่องไม่ว่าในพิมพ์ใด ในปริมณฑลกรุงเทพฯ ทุกวัด สมเด็จท่านจะต้องถูกนิมนต์มาร่วมปลุกเศกด้วยเสมอ ถ้าใครมีพระอายุเกิน 150 ปี ก็พึงมั่นใจได้ว่าจะทรงพลังมหิทาธุภาพเฉกเช่น สมเด็จวัดระฆัง ที่สมเด็จสร้างเองอย่างแน่นอน