Get Adobe Flash player

ปฎิรูปตำรวจต้องทำอย่างไร ? โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ปฏิรูป คือ Reformation เป็นการจัดระเบียบรูปทรงเสียใหม่ แต่

ปฏิวัติ คือ  Revolution เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อาจจะไม่มีเค้าโครงเดิมก็ได้

วงการตำรวจไทยนั้น ไม่ใช่แค่การปฏิรูป ซึ่งดูมันสุภาพและนุ่มนวลเกินไป จริงแล้วต้องใช้คำว่า “ปฏิวัติกรมตำรวจ” มันตรงและเหมาะสมกับสถานการณ์กับบ้านเมืองของเราเป็นที่สุด เพราะรูปแบบและการใช้อำนาจมากเป้นที่สุดของประเทศ

ตำรวจมีอำนาจจับบุคคลได้ทั้งประเทศ ทุกตำแหน่ง เว้นแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวและตำแหน่งเดียว เท่านั้น ด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย แห่งพลังประชาธิปไตยตั้งแต่รุ่นโบราณต่อเนื่องมาจนปัจจุบันได้กำหนดไว้

เรื่มจากการประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็น ระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจอยู่ในในมือของประชาชนซึงเป็นระบอบที่ดีที่สุดในโลก(ว่าเข้านั้น) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันที่ประเทศไทยเดินเข้าสู่ยุค “สรุปยอดคอรับชั่นในทุกระบบ” ของประเทศสยาม นามประเทืองเป็นเมืองทองจนประเทศพร่องมาจนทุกวันนี้

นายพลเผ่า ศรียายนนท์ พี่เขยใหญ่ของนายพลชาติชาย ชุณหวัณ ไม่สามารถจะมีอำนาจใหญ่ในทหหารบกได้ จึงแยกตัวมาสร้างกองทัพด้วยตนเอง ขอการสนับสนุนจาก นายพลแปลก ขิตสังคะ(พิบูลสงคราม) สร้างกองทัพตำรวจขึ้นจนสำเร็จ ตำรวจมีทุกอย่างที่กองทัพบกมี เช่น โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตำรวจพลร่ม ตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง ตำรวจระเวณชายแดน ตำรวจนครหลวง ตำรวรวจภูธร  ตำรวจลับอีกหลายหน่วย เป็นอาทิ จนมีคำขวัญอย่างโก้หรูว่า

ไม่มีอะไรที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้

ท้ายทีสุดเมื่อปี พศ 2500 จากคำบอกที่ว่า “ตำรวจจับได้ทุกคนเว้นพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น” นายพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ จึงสถาปนาตัวเองเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ภายใต้อำนาจสังการของหัวหน้าคณะปฏิวัติ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการรักษาพระนครคือ ตนเองอีกที    ดังนั้นอำนาจทั้งประเทศจึงตกอยู่ในมือของคน ๆ เดียวจากเมือง บัตตัมบอง เป้นเวลาเกือบห้าปีจน นายพลท่านนี้ถึงแก่อสัญกรรมในปลายปี 2505  แต่กรมตำรวจได้มีอำนาจล้นเหลือของประเทศไปแล้ว

นับจากระยะนั้นจนถึงปัจจุบัน กองทัพตำรวจก็มีพลังยิ่งใหญ่จริง ๆ จนบัดนี้ เลยสภาพกรม มาเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เที่ยบเท่ากองทัพของประเทศอีกกองทัพหนึ่ง มียศนายพลไม่แพ้กองทัพบก แต่เหนือกว่ากองทัพอากาศ และกองทัพเรือเสียอีก

แต่พฤติกรรมนานาของตำรวจ แทนที่จะมีหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่มวลมหาประชาชนตามคำขวัญ กลับเป็น “บำบัดสุข บำรุงทุกข์” ไปเสียนี่ เพราะตำรวจกระทำหลายอย่างเป็นการฝืนจารีตประเพณี ฝ่าศีลธรรม เป็นประจำเสมอมา พฤติกรรมที่ออกจะชัดแจ้งได้แก่..

แจกแถม ขอ ซื้อ ตำแหน่งที่มีอำนาจให้แก่พวกพ้อง หรือตนเอง

ปกป้องคุ้มครองพวกพ้องอย่างออกหน้าออกตา ในกรณีที่ขัดกับกฎหมาย

เป็นโจรเสียเอง แทนที่จะปราบโจร

ซุกตัวเป็นทาสของนักการเมืองชั่วชาติอย่างออกหน้าออกตา

กลายเป็นประเพณีความเชื่อของคนในชาติว่า “เป้นตำรวจดีกว่า มีอำนาจ และร่ำรวย ยิ่งกว่าอาชีพอื่น ๆ”

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “ปฏิวัติตำรวจแห่งชาติ” แบบง่าย ๆ ดังนี้

ยุบโครงสร้างระบบตำรวจให้เป็นหน่วยงานประจำท้องที่ ให้ท้องที่นั้น ๆ สร้างตำรวจเอาเองเช่น กรุงเทพมหานคร ก็เป็นส่วนกลาง แต่ละจังหวัด ก็เป็นส่วนภูมิภาค แต่ละส่วนก็กำหนดอำนาจ หน้าที่ เอาตามความเหมาะสมภายใต้ระบบกฎหมายและศีลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องหาวิธีการที่จะต้องขจัดช่องทางนักการเมือง และนายทุน เข้ามาแทรกแซงระบบตำรวจให้เข้มงวดที่สุด

ยกเลิกโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ยกเลิกยศตำรวจทุกระดับ เพราะยศ นั้นทำให้คนที่มีมักจะเห่อและแสดงออก จนเป็นการบ้ายศได้ ให้คงมีแต่ตำแหน่ง เช่น พนักงานสอบสวน พนักงานจับกุมคุมขัง พนักงานปกครอง พนักงานคุมความประพฤติ พนักงานติดตามผล และอื่น ๆ ตามที่เหมาะสม

กลับไปสู่ตำแหน่งแบบเดิม ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะดีที่สุด ก่อนนี้มีนายพลไม่ถึงสิบคนทั้งประเทศ จังหวัดเขตหรือภาค เช่น นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ นครราชสีมา หัวหน้าจังหวัดมียศแค่ ร้อยตำรวจเอก ผู้บังคับกองอำเภอไม่เกินร้อยตำรวจโท ถ้าก่อนย้อนหลังไปในยุครัชกาลที่ 5 ก็ยิ่งไม่มียศตำรวจเลย

ยังคงมีการรับเหรียญตรา สายสะพาย เกียรติยศ เหมือนเดิม

ถ้าคิดว่า ที่เสนอมานี้มันหนักสาหัสนัก ก็ลองใช้หัวแม่เท้าคิดดูซิว่า สยามปกครองประเทศด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัญหาจุกจิกที่ผลร้ายตกแก่ประชาชนไม่เคยมีมาก่อนเลย และสิ่งที่ยากที่สุดจนถึงมีโทษประหารชีวิต คือ การก้าวล่วงอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่คณะทรราชย์ 2475 ยังกล้ากระทำได้ แล้วการ “ปฏิรูปตำรวจเชิงปฏิวัติ” ดังกล่าว มิง่ายกว่าหรือ

ถ้าเป็นไปตามที่เสนอนี้ ตำรวจก็จะเป็นข้าราชการที่น่ารัก และเชื่อถือได้อย่างเต็มพิกัดเลย ประชาชนก็จะอยู่เย็นเป็นสุข