Get Adobe Flash player

จรรยา โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

จรรยา หรือ จริยา คือ ความประพฤติ หรือ กิริยาที่เหมาะสมในการประพฤติ แบ่งออกแป็นหมวดหมู่ดังนี้

1 จรรยามนุส(สันสกฤตเป็น มนุษย์)  คือ ความประพฤติของคนที่พึงปฏิบัติต่อกัน ให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ซึงพัฒนามานานนับแสนปี ตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มมนุษย์ ในรูปแบบให้เชื่อ ผี เจ้า และคนที่เป็นหมอผี หมอเข้าทรง เพื่อการชี้แนะ มันอาจจะงมงาย แต่ก็เป็นจุดที่คนในกลุ่มเชื่อถือ และสงบร่มเย็นได้ในระดับหนึ้ง ต่อมา ก็มีการเกิดลัทธิเทพเจ้า ซึ่งเริ่มต้นในชมพูทวีป ซึ่งเรียกว่า ลัทธิพราหมณ์ และ เกิดพระศาสดาขึ้นอีกเป้นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและมีเหตุผลในการปฏิบัติ เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และ ศาสนาอิสลาม ซึ่งท่านผู้รู้แล้วที้งหลายก็ทราบดีว่า สมาชิกที่อยู่ในศาสนาเหล่านี้ ล้วนมี “จรรยา” กันอย่างวิเศษ

2 จรรยาโหราจารย์ หรือ ศีลโหร โหรที่ได้มีการศึกษาจากอาจารย์ที่ทรงภูมือย่างแท้จริง จะต้องถูกอาจารย์ให้ยอมรับศีลโหร ก่อนที่จะไปประกอบอาชีพในหลักศีล คือ ให้มีจิตเป็นกลางมีเมตตาเป็นที่ตั้ง ให้แก้ไขทุกข์ที่คนจะมาพึ่งพาตามหลักเกณฑ์ ไม่เพ้อเจ้อ ยกตน และหลอกลวงเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยไม่คำนึงว่าบุคคลที่เรากำลังช่วยจะลำบากและเดือดร้อนอย่างไร อาจารย์จะสาปแช่งไว้เลยว่า ใครที่ลุแก่ได้ ฝ่าฝืนศีลโหรนี้ ก็ให้เกืดวิบัติในการดำรงชีพในทุกด้าน ผมเองตอนเรียนจบวิชาโหราศาสตร์จากสมาคมโหร ก็ได้รับศีลชนิดนี้เช่นเดียวกัน เลยได้เป็นแค่โหนต่องแต่ง ไม่แม่นเหมือนตาเห็น แต่เป็นที่ปรึกษาให้ได้ในหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมเป็นราย ๆ ไป

3 จรรยาแพทย์ จรรยาแพทย์มีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในสังคมมนุษย์ที่เจริญทางการศึกษา อย่างกว้างขวาง

4 จรรยาบรรณ คือ ความประพฤติของนักเขียน นักข่าว นักสารคดี นักบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งก็มีกฎหมายกำหนดกรอบไว้ชัดเจน ใครล้ำกรอบก็มีคดีขึ้นสู่ศาลกันออกจะบ่อย

5 จรรยาพราน อันนี้เป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นบัญญัติของวงการพราน หรือผู้ที่ยังชีพอยู่ด้วยการได้ผลประโยชน์จากป่าทั้งเล็ก และใหญ่มหาศาล เป็นการสอนกันต่อ ๆ มา นานนับพัน ๆ ปีแล้วด้วย แต่ไม่ได้มาเผยแพร่เป็นวิทยาทานให้ ชาวบ้านได้รับรู้ เขามีข้อกำหนดในจรรยาพรานไว้ดังนี้

5.1    ห้ามล่าสัตว์ที่กำลังท้อง หรือ มีลูกอ่อนที่ยังต้องดูแลอยู่

5.2    ห้ามล่าลูกสัตว์ที่ยังช่วยตัวเองได้ไม่เต็มที่

5.3    ห้ามล่าสัตว์ที่กำลังสมจร (เสพกาม) อยู่

5.4    ห้ามล่าสัตว์ในเชืงสนุกสนาน เว้นแต่ต้องการเป็นอาหาร หร้องป้องกันตัว

5.5    ถ้าทำร้ายสัตว์จนเป็นสัตว์ลำบากฃ่วยตัวเองยาก ให้หาทางทำให้เสร็จเด็ดขาดไป

5.6    ต้องไม่ก่อเหตุให้เกืดพิบัติภัยในป่า เช่น เกิดไฟไหม้ป่า น้ำป่าแตกจนทำให้ป่าเสียหาย หรือเป็นต้นเหตุให้เกิดแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบตามหลักธรรมชาติ

ถ้าพรานคนใดไม่ปฏิบัติตามจรรยาทั้งหกข้อดังกล่าว โอกาสที่จะมีชีวิตพรานอย่างยั้งยืน ยิ้งใหญ่ไม่ได้อย่างเด็ดขาด บางทีอาจจะพบจุดจบจากภัยป่านั้นเอง

6 จรรยาทนายความ ทนายความเดิมมีชื่อเรียกกันมานานว่า “หมอความ” คู่กับ “หมอยา” และ “หมอดู” แต่มีมีกฎระเบียบและแบบแผนหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พศ 2475 ได้กำหนดไว้เป็น ทนายความ แพทย์ และ โหราจารย์ (คำว่า โหร หมายถึงดางดาว) สำหรับทนายความนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมในเรื่องการงานของ “เนติบัณฑิตยสภา” แต่ตอนหลังเมื่อ พศ 2505 สภาผู้แทนได้ออกพระราชบัญญัติทนายความ ให้สภาทนายความ ทำหน้าที่ควบคุมการงาน การดำรงตน ให้อยู่ในทำนองคลองธรรมของทนายความ เรียกว่า “มารยาททนายความ” แทนคำว่า จรรยาทนายความ” ใจความในเรื่องนี้คือ ทนายความต้องทำงานด้วยความเที่ยงตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายและพยานหลักฐาน ทั้งไม่แสวงหาผละประโยชน์ใดๆ อันขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ศีลธรรม และจารีตประเพณีของชาติ ถ้าฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษหนักทุกสถาน

นี่เป็นความรู้แบบพื้นฐานที่วไปโดยไม่ต้องไปค้นคว้าให้มันลำบาก เอาความจำทั่ว ๆ ไปมาเล่าสู่กันฟัง ครับ