Get Adobe Flash player

พรปีใหม่จาก พุทธทาสภิกขุ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริม ศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามในทางแห่งพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ปรารภเหตุอันเป็นอภิลักขิตสมัยกล่าวคือเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งท่านทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว

ธรรมเทศนาในวันนี้จะได้แสดงโดยหัวข้อว่า“อัปปะมัตตา นะ มิยยันติ เย ปะมัตตา ยะถา มะตา” ซึ่งแปลว่า “บุคคลผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมไม่ตาย บุคคลผู้ประมาทแล้ว ย่อมเป็นเหมือนผู้ตายแล้ว” ดังนี้

โอกาสเช่นวันปีใหม่นี้เป็นเรื่องเนื่องด้วยเวลา ความสำคัญที่เกี่ยวกับเรานั้นก็ย่อมเกี่ยวกับความประมาท และความไม่ประมาทเพราะว่าเวลาเป็นสิ่งที่ล่วงไปไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด

บุคคลผู้มีอะไรเกี่ยวข้องกันกับเวลา ก็จำเป็นจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องกับเรื่องของเวลา

ธรรมเทศนาเกี่ยวกับความไม่ประมาทจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา หรือว่าถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับเวลาแล้วเราก็จะต้องพูดกันถึงเรื่องความไม่ประมาท จึงจะสามารถเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า “เวลา” นั้นได้

การเอาชนะเวลานั้น หมายความว่า ไม่มีปัญหาหรือว่าความทุกข์ยากใดๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับเวลา

อย่างน้อยที่สุด ก็เพราะว่าเราได้สามารถทำสิ่งที่ควรจะทำให้สำเร็จลุล่วงไปทันแก่เวลาไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะเวลา และถ้ามากกว่านั้น หรือมากถึงที่สุดแล้วก็หมายความว่า เรามีจิตใจชนิดที่อยู่เหนืออำนาจของเวลาเพราะเหตุว่าเราไม่ต้องการอะไร

สิ่งที่เรียกว่า “เวลา” นั้น มันเกิดมีความหมาย หรือเกิดมีอำนาจขึ้นมาได้ก็เพราะความต้องการของคน ที่ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ถ้าเกิดไม่ต้องการอะไรขึ้นมาแล้วเวลาก็ไม่มีความหมายอะไร

อย่างพระอรหันต์ เป็นผู้ไม่ต้องการอะไรเวลาก็ไม่มีความหมายอะไร ไม่ได้ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างนี้แล้วเวลาจะทำอะไรได้ ขอให้ลองคิดดูเถิด

สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นเล่า ก็เป็นของลมๆ แล้งๆ แต่ว่ามันก็มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความต้องการ

มนุษย์รู้จักบัญญัติกฎเกณฑ์อันเกี่ยวกับเวลา เช่นว่า เท่านั้นวัน เท่านั้นเดือน เท่านั้นปี เป็นต้น

ก็เพราะมีความ เกี่ยวข้องกันสำหรับที่จะต้องรู้อะไรบางอย่างที่มนุษย์จำเป็นที่จะต้องรู้อันเกี่ยวกับเวลาเช่นว่า อายุล่วงมาเท่าไร และอีกประมาณสักเท่าไหร่จะต้องตายอย่างนี้เป็นต้น

และการนับเวลา ก็คือการเอาสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับมนุษย์นั้นเองเป็นหลักเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือโลกนี้มีความสัมพันธ์หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นรอบๆ อย่างไรก็เอาสิ่งนั้นแหละเป็นหลักเกณฑ์

ทีนี้เวลาก็บัญญัติขึ้นมาจากฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูแล้งซึ่งผันแปรไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลกของดวงอาทิตย์ ของดวงดาวต่างๆจึงทำให้เกิดความสัมพันธ์กันขึ้นในระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่เรียกว่า เวลาและสิ่งที่จะใช้เป็นกฎเกณฑ์สำหรับบัญญัติเวลานั้นๆ

ดังนั้นเราจะต้องทำกับมันให้ดีๆ อย่าให้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านั้นจึงจะได้ไม่ทุกข์ การที่จะทำอะไรให้ดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือการทำจิตใจนั่นเอง

เราจะต้องทำจิตใจ ชนิดที่จะต้องไม่มีความทุกข์เพราะสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”

ตัวเวลาเองนั้นมันไม่รู้ไม่ชี้กันกับการบัญญัติของมนุษย์ แต่มนุษย์นั้นกลับต้องรู้ต้องชี้ เพราะว่าตัวมีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรให้ทันแก่เวลาหรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้มันเป็นระเบียบสักหน่อย มันจึงจะก้าวหน้าไปด้วยดีเราจึงมีการทำอะไรๆ เกี่ยวกันกับเวลาที่เรียกว่า “วันปีใหม่” เช่นวันนี้ก็มีการตักบาตรปีใหม่ เพื่อเป็นการแสดงว่าขึ้นปีใหม่แล้วก็ทำบุญเนื่องด้วยปีใหม่

ถ้าเราจะทำบุญเองด้วยปีใหม่ ก็ต้องให้มันมีความหมายเป็นพิเศษไปกว่าการทำบุญกันตามธรรมดา การทำบุญในวันปีใหม่นี้อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำด้วยความรู้สึกนึกคิด ชนิดที่เป็นความไม่ประมาทที่ว่าได้ล่วงมาปีหนึ่งแล้ว ก็จะได้ทำให้ดีในปีต่อไป

(คัดลอกบางตอนมาจาก “พระธรรมเทศนาในวันปีใหม่ ที่ 1 มกราคม 2514” ณ สวนโมกขพลาราม ใน “มาเลื่อนชั้นตัวเองกันเถิด” โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ)