Get Adobe Flash player

บทความจาก โลกโซเชียลฯ ผู้กำหนดทิศทางของสหรัฐฯ โดย..กิตติธัช ชัยประสิทธิ์

Font Size:

นายกิตติธัช ชัยประสิทธิ์ อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kittitouch Chaiprasith ระบุว่า

ผู้ที่ติดตามโพสท์ของผม (กิตติธัช ชัยประสิทธิ์) มาตลอดจะทราบดีว่า เวลาที่ผมพูดถึงอเมริกาผมไม่เคยกล่าวถึงประธานาธิบดีคนไหนเป็นการส่วนตัว ว่าไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้

ไม่ว่าจะเป็น ทรัมป์ โอบาม่า บุช คลินตัน (รวมถึงบรรดารองประธานาธิบดีคนไหนๆ) ทั้งนี้ เนื่องจากคนจำนวนมากยังเข้าใจผิด คิดว่า ประธานาธิบดีอเมริกาสามารถตัดสินใจนโยบายต่างประเทศเอง-ในความเป็นจริง การทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีเป็นแค่คนตัดสินใจสุดท้าย

แต่คนเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่ทำงานอยู่ในระดับ Federal ไม่ว่าจะ CIA หรือเจ้าหน้าที่ทางการทหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือที่เราเรียกกันว่า "Think Tankคนพวกนี้ คือมันสมองที่ทำงานให้กับรัฐ ซึ่งคนพวกนี้แหละ ที่ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มทุน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างให้ประธานาธิบดีไปตัดสินใจ

Think Tank สำคัญของอเมริกา เช่น

-Brookings Institution-RAND Corporation-Hoover Institution -Council on Foreign Relations (CFR) -Carnegie Endowment for International Peace เป็นต้น

Think Tank เหล่านี้ คือที่มาของนโยบายต่างๆ

Think Tank เป็นทั้งผู้เสนอนโยบายต่อทีมงานประธานาธิบดีและเป็นทั้งล็อบบี้ยิสท์ ที่คอย "วิ่งเต้น" ตามการล็อบบี้ของกลุ่มทุนต่างๆ ไม่ว่าจะทุนน้ำมัน อาหาร ยา อาวุธ ทุนการเงิน ฯลฯ..........

1.AIPAC: พันธสัญญาอเมริกา-อิสราเอล

Think Tank อันหนึ่งที่มีสถานะที่พิเศษมาก เป็นทั้ง Think Tank และ Lobbyist รวมถึงเป็นที่ชุมนุมของบรรดานายทุนสำคัญๆ คือ#AIPAC คณะกรรมการความร่วมมือด้านกิจการสาธารณะอเมริกา-อิสราเอล "American Israel Public Affairs Committee" เป็นสถาบันพิเศษที่ไม่เหมือน Lobbyist  ทั่วไป ที่จะเป็นคนวิ่งเข้าหาทีมงานของประธานาธิบดี แต่เป็นสถาบันที่ ประธานาธิบดีต้องวิ่งมา เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในงาน ว่าพวกเขามีนโยบายต่ออิสราเอลอย่างไร ก่อนที่จะได้รับยอมรับ และสามารถชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้

เพราะถ้าสถาบันนี้ไม่ยอมรับแล้วละก็ อย่าหวังว่านายทุนยิวในประเทศอเมริกาจะยอมเทคะแนนเสียง และฐานเสียงที่มีให้กับทางประธานาธิบดีเหล่านั้นได้

ทุกปี AIPAC จะมีการจัดสัมมนาใหญ่ ซึ่งประธานาธิบดี รองประธานาธิบดีและทีมต้องเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ต่อบรรดานายทุน และผู้ที่ศรัทธาต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอลไม่ว่าจะเป็น จอร์จ บุช, บิล คลินตัน, โอบาม่า, ฮิลลารี่ คลินตัน, โดนัลล์ ทรัมป์ หรือรอง ปธน.อย่าง Joe Biden, Mike Pence, หรือแม้แต่พวกที่ลงสมัครประธานาธิบดีและการเมืองในเขตสำคัญๆ ก็ต้องมาแสดงวิสัยทัศน์เช่นกัน ไม่ว่าจะ Mitt Romney, John McCain ฯลฯ

ไม่ว่าจะพรรค Republican หรือ Democrat ก็ต้องทำเหมือนกันทุกคนต้องผ่านสัมมนานี้ผู้ที่จะขึ้นไปบริหารประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ต้องแสดงวิสัยทัศน์ที่มีต่ออิสราเอลเสียก่อน

การที่ทรัมป์ประกาศให้เยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงอิสราเอล ไม่ใช่เรื่องใหม่  คำประกาศนี้มีมาตั้งแต่สมัย บิล คลินตัน สืบมาจนจอร์จ บุช, โอบาม่า ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ทรัมป์มาประกาศเอาเอง ประธานาธิบดีทุกคน ที่ขึ้นมารับตำแหน่งต้องแสดงจุดยืนนี้ชัดเจน เพียงแต่ที่ผ่านมาอเมริกาครองอำนาจเป็นมหาอำนาจสูงสุดหลังการล่มสลายของโซเวียต แต่ช่วงหลังมานี้ ประเทศอื่นเริ่มขึ้นมามีอำนาจเทียบเคียงกับอเมริกา ส่วนยุโรปเอง ก็เริ่มตีตัวออกห่างอเมริกา ส่วนมหามิตรอย่างซาอุดิอารเบียเองนั้น งานนี้ก็ไม่กล้าหักกับประชาชาติมุสลิม (ส่วนตุรกีของเออโดกันนั้น หลังโดนความพยายามรัฐประหารจากอเมริกา ก็ย้ายข้างมาอยู่ฝั่งจีนรัสเซียเรียบร้อย ยิ่งพอมีเรื่องนี้ยิ่งได้โอกาสแสดงตัว)

2.Christian Zionism: ผู้บิดเบือนคำสอนคริสต์ศาสนา เพื่อให้สนับสนุนอเมริกา-อิสราเอล

- นอกจาก AIPAC แล้ว ในอเมริกาเองก็มีการสร้างลัทธิ/สำนักคิด/ความเชื่อ ที่เรียกกันว่า Chrisitan_Zionism ซึ่งคอยล้างสมองประชาชน ผ่านคำเทศนาของพวกผู้นำศาสนาคริสต์นิกายแปลกๆ (ที่ชาวคริสต์กระแสหลักเขาไม่ยุ่งด้วย) -ที่คอยประกาศตลอดบนเวที-สื่อว่า อเมริกาเป็นชนชาติของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นชนชาติที่ได้รับการเลือกสรรเช่นเดียวกับอิสราเอลและพันธกิจสำคัญ ต้องปกป้องอิสราเอลในฐานะชนชาติพิเศษ Chrisitan Zionism สำคัญของขบวนการ และได้ขึ้นปราศรัยบนเวที AIPAC ด้วยก็คือ John Hagee คนนี้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่คอยล้างสมองให้คนอเมริกันต้องปกป้องอิสราเอลในฐานะชนชาติที่ได้รับเลือกสรร

- นอกจากนี้ นายคนนี้มักจะปราศรัยโจมตีประเทศอื่น หรือศาสนาต่างๆ ที่เขามองว่าเป็นศัตรูกับอเมริกา ไม่ว่าจีน รัสเซีย อิหร่านแม้แต่ศาสนาอิสลาม

ที่เขาพยายามโยงกับ Four Horseman ที่ในคัมภีร์เป็นตัวแทนของความตาย ความอดอยาก สงครามการทำลายล้าง ซึ่งเป็นสิ่งนามธรรม- แต่นายคนนี้เอามาตีความใหม่ (ทึกทัก)โดยทึกทักเอาว่า อิสลามและประชาชาติที่เป็นศัตรูอเมริกาคือ Four Horseman และเป็นหน้าที่ของชาวคริสต์และอเมริกันชน ที่ต้องสร้างประเทศและกองทัพเพื่อต่อสู้ "because the bible say this!" (ประโยคสุดฮอตของนายคนนี้)

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องตลกนะครับ

นายคนนี้มีผู้ติดตามเป็นแสนเป็นล้านคน ได้พูดในงานสำคัญที่มีคนฟังนับพัน-หมื่น มีนักการเมืองสำคัญๆ หลายคนเป็นสาวกถ้าไม่แน่จริง ไม่มีทางได้ไปขึ้นพูดในงานของสถาบัน AIPAC ที่ประธานาธิบดีทุกคนต้องไปปราศรัยเพื่อโชว์วิสัยทัศน์กันหรอก

และที่น่ากลัวคือ ในยุคหลังๆ นี้ AIPAC เริ่มเข้าไปตีเครือข่ายนักศึกษา ผ่านองค์กร NGO ที่เคลื่อนไหวและให้ทุนสนับสุนนพวกนักกิจกรรมในมหาลัย โดยพยายามนำเด็กจากหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าคนผิวดำ เอเชีย อินเดีย อาหรับ มาขึ้นเวที เพื่อแสดงให้เห็นว่าเยาวชนก็สนับสนุนกระบวนการ Zionism นี้

(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นักศึกษาทุกคนต้องเชื่อและศรัทธาต่อความสัมพันธ์ของอเมริกาและอิสราเอลอย่างสุดหัวใจ)

3.บทส่งท้าย

สำหรับโพสท์นี้ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ ถ้าพูดที่อ่านจนจบและได้ดูคลิปหรือค้นข้อมูลต่างๆ เพิ่ม คงพอเข้าใจแล้วว่าทำไมอเมริกาต้องสนับสนุนอิสราเอลอย่างสุดกำลัง สุดจิตใจ เพราะพวกเขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ว่าอิสราเอลคือชนชาติพิเศษ ที่อเมริกามีหน้าที่ปกป้อง

ไม่ว่าอิสราเอล จะกระทำโหดเหี้ยมต่อชาวปาเลสไตน์เพียงไร ไม่ว่าอิสราเอลจะทำการรุกไล่ที่ดินชาวปาเลสไตน์รายวัน เพื่อนำผู้อพยพใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มอยู่ตลอดแต่กระนั้น อเมริกาก็ไม่สนใจ เพราะเขาเชื่อว่าตน คือ ชนชาติพิเศษและเป็นผู้รักษาประชาธิปไตย เสรีภาพ และคุณค่าอันยิ่งใหญ่ทั้งทางโลกและทางศาสนา เพื่อให้อาณาจักรอเมริกายั่งยืนถาวรคู่ไปกับอิสราเอลเสมอๆ

ดังนั้นแล้ว อย่าเสียเวลาไปด่าประธานาธิบดีเป็นคนๆ เลยครับ ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่สิบชาติ ตราบใดที่โครงสร้างของการเมืองอเมริกายังเป็นเหมือนเดิมนั้นระบอบคณาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งก็ยังอยู่ และการทำตามพันธสัญญากับอิสราเอลนั้นไม่ใช่สิ่งที่นายทรัมป์ หรือใครคิด/ทำขึ้นเอง (เพื่อให้ชาวโลกด่า) แต่มันเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งในประเทศอเมริกา ต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้ทั้งสิ้น

แค่ว่าจะทำช้าหรือทำเร็ว ค่อยๆ ทำ หรือรุกหนัก แต่ไม่ว่าทำแบบไหน ทุกคนก็ล้วนประกาศชัดเจนว่า "เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล"

ป.ล. สโลแกนของ AIPAC คือ "America's Pro-Israel Lobby"

ตรงไปตรงมา ไม่ได้ปกปิดเลย