Get Adobe Flash player

ประวัติศาสตร์....๑๐๗ ปีที่ผ่านมา....โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต!พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงประชาชาวไทย ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง

....ที่ปักหมุดพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยชาติร่วมสังคมโลกจากอดีต ตราบปัจจุบันทุกวันนี้ด้วยพระบารมีมากล้นของ "พระพุทธเจ้าหลวง" พระองค์นี้ ทรงวางรากฐานไว้ให้ทั้งหมด!เรื่อง "เลิกทาส" ไม่ต้องพูดถึง เพราะรู้กันดีอยู่แล้วแต่คนรุ่นใหม่ กระทั่งรุ่นเก่าก็เถอะ บางคนก็ยังไม่รู้ว่า ประปา-ไฟฟ้า-โทรศัพท์-รถไฟ-ไปรษณีย์  "ถนน-คูคลอง" ทั้งเพื่อการชลประทาน กาคมนาคม การขนส่งทางน้ำ-ทางบก   "พระพุทธเจ้าหลวง" ทรงวางรากฐานไว้ทั้งหมดรูปแบบการบริหาร-การปกครองประเทศ แยกเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล กระจายอำนาจออกไป กระทั่งมีถึงผู้ใหญ่บ้าน-กำนันด้วยพระราชวิสัยทัศน์ "เสด็จพ่อ" นี่แหละทรงวางแบบแผนไว้ให้ธนบัตร เงินเหรียญ ที่เราใช้กันทุกวันนี้ ก็อีกนั่นแหละ ที่ทรงริเริ่มดังนานาอารยชาตินิยม

กระทั่งเรื่องศาสนา............"สมเด็จพระปิยมหาราช" ทรงให้เป็นอิสระในการเลือกนับถือนอกจาก "พุทธศาสนา" แล้วคริสต์-อิสลาม-พราหมณ์-ซิกข์ และศาสนาใด เป็นไปเพื่อความสมัครสมานศานติสอนให้มีเมตตา มีความรักต่อกัน ไม่เบียดบังกัน ไม่บ่อนทำลาย ไม่สร้างความแตกแยกต่อกันไม่ส่อไปในทางหลอกลวง โดยมีนัยอื่นแอบแฝง ก็ทรงอนุญาตให้เข้ามาเผยแผ่ได้ ประชาชนทุกคน มีเสรีภาพในการเลือกนับถือโลกตะวันตกสมัยนั้น....ทึ่งนัก!ประเทศไทย ถึงเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นชาติที่ให้สิทธิ-เสรีภาพประชาชนเด่นชัด ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม-ประเพณีชาติ ทรงเอกลักษณ์อารยะ สง่างามยิ่งนัก

เสด็จพ่อ ร.๕ ทรงนำชาติ "เสมอบ่า-เสมอไหล่" นานาอารยชาติในสังคมโลกยอมรับ แต่กาลนั้น

วันนี้ ๒๓ ตุลา.... เป็นวันรำลึกถึง "เสด็จพ่อ ร.๕" พระผู้มีพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นต่อแผ่นดินนี้ ต่อปวงประชาชนชาวไทยและต่อผู้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทั้งมวลถ้าไม่มี "เสด็จพ่อ" ที่ทรงวางรากฐานประเทศสู่สังคมโลกยุคใหม่ ไว้ให้ ณ ครั้งนั้นจะไม่มี "ประเทศไทย"..... ที่ชาติใดก็ "หยามไม่ได้" ดังทุกวันนี้! และด้วยเส้นสายลายแทงตามที่ "เสด็จพ่อ ร.๕" ทรงถากถางเป็นเส้นทางสู่อนาคตไว้ให้ นั่นแหละชาติไทย ได้อาศัย "รอยพระบาท" เป็นทางรอดและทางเจริญเรื่อยมา ฉะนั้น ในวาระครบรอบแห่งวันเสด็จสวรรคตของเสด็จพ่อ ร.๕ วันนี้ ถึงไม่ได้ไปถวายบังคม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าก็เชื่อว่า พระบรมรูปเสด็จพ่อ ร.๕ มีติดบ้านกันทุกคน จงกราบรำลึกถึงเสด็จพ่อเถอะไม่มีก็ไม่เป็นไร ........ก่อนนอน ด้วยศีรษะคนไทย ที่ไม่เคยต้องก้มให้นักล่าอาณานิคมชาติไหนมาก่อนเลยนั้น

จงน้อมศีรษะก้มลงกราบที่หมอน รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพ่อ ร.๕ เถิดไทยเป็นชาติอิสรเสรี............ไทยหรือสยาม เป็นชาติที่ใครก็หยามไม่ได้ ไทยถึงไม่ใหญ่ แต่ด้วยวิเทโศบายแห่งพระปิยมหาราชพระองค์นี้ไทยก็ไม่เคยเล็ก ที่ใครจะมาข่มได้เลย!และอยากให้ทุกคนทราบด้วย..........

"สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง" ทรงเป็น "สมเด็จพระบรมอัยกาธิราช" คือสมเด็จปู่ของ   "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล" รัชกาลที่ ๘   "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" รัชกาลที่ ๙

และ.........ทรงเป็น "สมเด็จพระบรมปัยกาธิราช" คือปู่ทวด ของ    "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" รัชกาลที่ ๑๐ นั่นคือ รัชกาลที่ ๕ ทรงวางรากฐานประเทศ "ทุกด้าน" สู่สังคมโลก

รัชกาลที่ ๙..........ทรงเสริมสร้างและทรงวางรากฐานประเทศต่อด้วย "ศาสตร์พระราชา"   "เศรษฐกิจ-ชีวิต-สังคม" ประชาชน ด้าน "ดินและน้ำ" เพื่อการเกษตร สู่ความมีอยู่-มีกินที่ยั่งยืนบนขาตัวเองและนับต่อจากนี้ สู่รัชสมัย "รัชกาลที่ ๑๐"การพัฒนาประเทศทุกรูปแบบ จากรัชกาลที่ ๕ ทรงวางรากฐาน รัชกาลที่ ๙ ทรงเสริมสร้างและขยายฐาน ด้านเศรษฐกิจ-ชีวิต-สังคมก็ชัดเจนว่า.........ทั้งของเดิม-ของเก่า-ของใหม่ที่ค้างคาทุกอย่างเข้าสู่เส้นทาง "พัฒนาต่อยอด-จัดระเบียบ-ปรับระบบ"ณ ยุควิทยาการโลกใหม่

เพื่อ "อนาคตไทย" ในศตวรรษที่ ๒๑

สังเกตให้ดีจะเห็น ด้านศาสนา เมื่อเข้าสู่รัชสมัย รัชกาลที่ ๑๐ จะได้รับการจัดระเบียบ "เข้าที่-เข้าทาง" ก่อนเพื่อน เป็นที่ปลาบปลื้มของปวงประชายิ่งนักด้านบางเถน-บางสงฆ์ที่ประพฤติ "นอกลู่-นอกรอย" พุทธบัญญัติแห่งพระพุทธองค์ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์ "อัครศาสนูปถัมภก" พระบารมีนั้น แผ่ยังศาสนจักรให้กลับเข้าแถว-เข้าแนวตามพระธรรมวินัย!ไทยนั้น จากอดีตกาลเรื่อยมา "พระกับบ้าน" เป็นเงาในเงาต่อกัน นั่นคือ พระเดินตรงธรรมชาวบ้านก็เดินตรงทาง! แต่ในช่วงร่วม ๒ ทศวรรษที่ผ่าน ยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภสักการะอันสงฆ์มิพึงได้ มีจากบุคคลทางการเมือง เข้าไปเป็นเหยื่อล่อกิเลสให้บางเถน-บางสงฆ์ต้องเป็นเหมือน "นกติดตัง"สังคมบ้านกับสังคมพระ เลยเหมือนขนมจีนผสมน้ำยานักการเมืองโจร "ล่อ" เอาเสียงประชาชนสงฆ์ที่ติดตัง "หลอก" เอาสตางค์ประชาชนเกิดระบบเงินทอนวัด วัดฐานเสียง พระหัวคะแนน พระปลุกมวลชน กระทั่ง แกะรูปพระ สลักรูปหนัง ฝังผีพรายตายโหง-ตายห่า เป็นการแช่งชักอีกฝ่าย

แปลงวัด แปลงโบสถ์ เป็นห้างสรรพสินค้าพุทธพาณิชย์ ปั้น-ปลุกเสกเลขยันต์ ไม่ว่า ลัทธิ ผี พราหมณ์ เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ถ้า (หลอก) ขายได้ พระ-วัด หลายต่อหลายแห่ง เอาทั้งนั้น เอากันจนชาวบ้านเมา จากที่ "บางพระ-บางวัด" มอม!ชาวบ้านที่พอมีสติ ที่เคยได้พบพระแท้ ก็พอแยกแยะได้ แต่พวกเต่าถุย เอาแต่บนบานศาลกล่าว ภาวนาขอ และขูด ซึ่งประเภทนี้มีมากเห็นวัดไหน เป็นวัดตรงทาง-ตรงธรรม ไม่เอา ไม่ชอบ และไม่เข้าแต่เห็นวัดไหน โฆษณา ปลุกเสกเลขยันต์ อวดฤทธิ์ปาฏิหาริย์ พระอาจารย์ตายแล้วไม่เน่า มีรูปผี รูปยักษ์ รูปมาร ให้เซ่น ให้กราบไหว้ก็แห่กันไป จนหลวงพ่อ-หลวงพี่ นับเงิน (คนโง่) กันเหงื่อโทรมหัวโล้น!นี่...เมื่อพระนำไม่ตรงธรรม ชาวบ้านก็ตามไม่ตรงทาง อย่างนี้ก็เป็นบุญของประเทศ...........เมื่อมีพระผู้เคร่งครัดใน ศีล-สมาธิ-ปัญญา ขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราช" คือพระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทยบวกกับ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" และตัว ผอ.สำนักพุทธ เป็นเลขาฯ คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ได้ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผู้มีฆราวาสธรรม มาทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ต่อแต่นี้ ที่นอกรีต-นอกรอย วัด-พระ จะค่อยๆ คืนสู่ร่องรอยของความเป็นวัด-เป็นพระผู้สอนธรรม มากขึ้นที่ตัวเป็นพระ แต่ใจเป็นมาร ถ้ากลับหลังหันไม่ได้ ก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้า คือ "หุบเหว"ขนาดพงศ์พร เป็นฆราวาส เขายังมีสัจจะ คือความซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีทมะ คือการข่มจิต ฝึกตน รักษาใจ มีขันติ คือ อดทน-อดกลั้น ต่อคำพูด ต่อการกระทำคนอื่น และมีจาคะ คือการเสียสละ ละสิ่งไม่ดี-ไม่งามแล้วพระสงฆ์ นับเนื่องเป็นพุทธบุตรโดยตรง แค่คืนความเป็นวัดให้แก่วัด ถ้ายังทำไม่ได้ ยังพยายามก่อหวอด ก่อกวน ทั้งใต้ดิน-ใต้นรกแบบนั้น......นอกจากผ้าเหลืองคลุมยังจะมีอะไรที่เรียกว่า "พระสงฆ์"?

สู่อีกยุคหนึ่ง-สมัยหนึ่งแล้ว ถ้าเดียรถีย์ คือสักแต่ว่าเป็นพระ แต่ไม่อยู่ในพระธรรม ไม่รักษาพระวินัย แปลงวัดเป็นห้างสรรพสินค้านรก รอแต่อำนาจใหม่กลับคืน เพื่อเกลือกกลั้ว "ชั่วอุ้มชั่ว" ละก็

ระวัง...........อาจต้อง "ชักบังสุกุลตาย" ให้ตัวเอง!