Get Adobe Flash player

'มหายาน-เถรวาท' ฉบับพิสดาร โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

01 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 00:01 น.     วันนี้ "มาฆบูชา"ตรงกับ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา พฤหัสบดี ที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑

อ่าน fb พบ คุณPat Hemasukโพสต์ไว้มีประเด็นน่าคุย หยิบมาให้อ่านกันต่อ ดังนี้

"เรื่องเล่าทางศาสนานั้น บางเรื่องมีรายละเอียดที่ต่างกันออกไปตามนิกายและการตีความสั่งสอนผมจะยกเอาเรื่องที่ 'พระพุทธเจ้า' เสด็จไปกุสินาราเพื่อปรินิพพานมาเล่าเทียบกันระหว่างเรื่องของ'พุทธมหายาน' ของจีนและทิเบตกับ 'พุทธเถรวาท' ของไทย ที่เราคุ้นเคยผมเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญคงคุ้นตากับการอ่านเวอร์ชั่นนี้ ของพุทธประวัติ เมื่อครั้งเสด็จถึงกุสินารา ก่อนปรินิพพาน

เสด็จถึงระหว่างทางแห่งหนึ่ง ซึ่งมีแม่น้ำเล็กๆ มีน้ำไหล พระพุทธเจ้าแวะลงข้างทาง เข้าประทับใต้ร่มพฤกษาแห่งหนึ่งตรัสบอกพระอานนท์ ให้พับผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น แล้วปูลาดถวาย ประทับนั่งเพื่อพักผ่อนแล้วตรัสให้พระอานนท์ นำบาตรไปตักน้ำในแม่น้ำ

'เราจักดื่มระงับความกระหายให้สงบ' พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระอานนท์

พระอานนท์กราบทูลว่า แม่น้ำตื้นเขิน เกวียนประมาณ ๕๐๐เล่มของพวกพ่อค้าเกวียนเพิ่งข้ามแม่น้ำผ่านไปเมื่อสักครู่นี้เท้าโคล้อเกวียน บดย่ำทำให้น้ำในแม่น้ำขุ่นแล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า 'อีกไม่ไกลแต่นี้มีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อกุกกุฏนที มีน้ำใส จืดสนิท เย็นมีท่าน้ำสำหรับลงเป็นที่รื่นรมย์ขอเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปที่แม่น้ำนั้นเถิด พระเจ้าข้า'

พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธคำทูลทัดทานของพระอานนท์ถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์จึงอุ้มบาตรเดินลงไปตักน้ำในแม่น้ำครั้นเห็นน้ำ พระอานนท์ก็อัศจรรย์ใจนักหนา พลางรำพึงว่า

'ความที่พระตถาคตพุทธเจ้ามีฤทธิ์และอานุภาพใหญ่หลวงเช่นนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก แม่น้ำนี้ขุ่นนัก เมื่อเราเข้าไปใกล้เพื่อจะตักน้ำกลับใส ไม่ขุ่นมัว' ครั้นแล้ว พระอานนท์ก็นำบาตรตักน้ำนั้นไปถวายพระพุทธเจ้า

ลองอ่านเวอร์ชั่นมหายานดูบ้างครับ จะรู้สึกได้ถึงกระสวนความคิดและการสอนศาสนาพุทธในรูปแบบของเขาพระพุทธองค์ ทรงเดินทางไปกุสินารากับสาวกไม่กี่รูป และตรัสว่า

'ฉันกระหายน้ำมาก ไปตักน้ำมาให้ฉันดื่มเถิด'

สาวกที่ร่วมติดตามรูปหนึ่ง ได้เดินไปตักน้ำที่บึงและพบว่าเพิ่งมีกองเกวียนข้ามน้ำผ่านไปและน้ำในบึงก็ขุ่นไปด้วยโคลนตม จึงไม่ตักน้ำมาถวายได้กลับมากราบทูลไปถึงสาเหตุนั้นหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง พระพุทธเจ้าก็ได้บอกให้สาวกรูปนั้นกลับไปที่บึงอีกครั้ง เพื่อตักน้ำมาถวายแต่เมื่อกลับไปแล้ว น้ำก็ยังคงขุ่นอยู่ จึงได้กลับมาทูลอีกครั้งว่า ยังดื่มไม่ได้หลังจากนั้นไม่นาน พระพุทธเจ้าได้ทรงให้สาวกรูปนั้นเดินกลับไปที่บึงอีกครั้ง ก็พบว่าน้ำใสแล้ว จึงได้ตักมาถวาย

พระพุทธองค์ได้ทรงมองไปที่น้ำในบาตรและได้ตรัสว่า

'เห็นวิธีที่เธอจะได้น้ำที่ใสสะอาดไหม วิธีนั้นคือปล่อยให้น้ำมันเป็นไปตามนั้น อย่าไปยุ่งกับมัน แล้วโคลนตมก็จะนอนก้นลงเอง

จิตใจของเธอเองก็เป็นแบบนั้น อย่าไปรบกวนมันปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันเป็น แล้วให้เวลากับจิตใจสักหน่อยมันจะสงบลงได้ด้วยตัวของมันเอง'

*** คราวนี้ เรามาเทียบกันระหว่างสองเวอร์ชั่น สิ่งที่เราได้เรียนกันในสมัยเด็กจนแก่ในรูปแบบของเถรวาทคือ

'ด้วยพระอานุภาพใหญ่หลวงเช่นนี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ทำให้น้ำใส'

แล้วเราก็จบเรื่องเพียงเท่านี้ ยกประโยชน์ให้ในเรื่องจบลงด้วยปาฏิหาริย์ แบบไม่ได้อะไรจากเรื่องนี้

*** เรามาดูทางฝั่งมหายานกันบ้าง

เรื่องนี้ไร้ปาฏิหาริย์ ไร้พุทธานุภาพแต่ทรงสอนให้สาวกได้เข้าใจถึงธรรมชาติและเทียบกับจิตใจของคนที่ไม่ต่างกับน้ำ ยิ่งไปยุ่งกับมันก็ยิ่งขุ่น

แต่ถ้าปล่อยมันไว้ ทิ้งเวลาให้จิตใจบ้าง มันจะกลับไปสู่สภาพปกติของมันเอง

นั่นคือ จบเรื่องนี้ด้วยคำสอนถึงวิธีที่จะรับมือกับจิตใจของตัวเอง

บางครั้ง เมื่อผมอ่านพระสูตรหรือพระไตรปิฎกของมหายาน ผมก็เข้าใจครับว่าที่ปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยหลายๆ ท่านได้ออกมาพูดทำนองว่า

'ถ้าไม่มีนิกายมหายาน ศาสนาพุทธคงไม่อาจจะอยู่ได้ยืนยาวในโลกได้นานขนาดนี้'

และพุทธแบบเถรวาทของไทยและประเทศใกล้เคียง คือชนกลุ่มน้อยของผู้นับถือศาสนาพุทธทั้งโลก

อย่าไปทะนงตนว่า เถรวาทนั้น มีดีกว่าผู้อื่น

พุทธแบบมหายานนั้น ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วถึงสองพันกว่าปีว่าอยู่ได้ และอยู่แบบมั่นคงในแนวความคิดและคำสอนเสียด้วย"